เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 87 เริ่มการแสดง!
ตอนนั้นซือฝูชิงทำให้เขาอับอายต่อหน้าคนอื่นตอนที่มีการแบ่งชั้นเรียนในครั้งที่สอง ถ้าอย่างนั้นเขาก็จะทำให้ซือฝูชิงต้องเสียหน้าต่อแต่หน้าแฟนคลับในการแสดงวันนี้เหมือนกัน
แววตามู่เหยี่ยชั่วร้าย เขาค่อยๆ กำหมัดแน่นขึ้น
เขาไม่มีวันยอมให้ซือฝูชิงได้อยู่อย่างสบายใจ!
**
ในเวลาเดียวกันที่ใจกลางเมือง ณ ดาร์กไนท์คลับเฮ้าส์
อวี้เย่าเอนหลังพิงโซฟา มีขวดเหล้าวางล้มอยู่ใกล้เท้าเขาเป็นสิบกว่าขวด บนโต๊ะยังมีเบียร์ที่ยังไม่ได้เปิดอีก
“สองวันมานี้นายเป็นอะไร” เผยเมิ่งจือขบขัน “บ้านนายสอนไม่ให้ดื่มเหล้า แล้วดูสิ ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตอนนี้นายดื่มไปสิบกว่าขวดแล้ว มันเรื่องอะไรกันแน่ที่รบกวนจิตใจนายขนาดนี้”
อวี้เย่าคลายเนคไทแล้วตอบเสียงเรียบ “ไม่มีอะไร”
ก่อนที่เผยเมิ่งจือจะได้พูดอะไรออกมาอีก ก็มีเสียงประตูเปิดออกดัง ปัง!
“สำเร็จแล้ว!” คุณชายคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาพลางส่งเสียงดัง “ได้ตั๋วมาแล้ว”
เขาตบตั๋วห้าใบลงบนโต๊ะกาแฟ “ฉันนี่พูดไม่ออกเลย ตั๋วการแสดงนี่หาซื้อยากมากจริงๆ ซื้อต่อมาใบละหมื่นจากร้านเก็งกำไร ใครที่ไม่รู้คงนึกว่าเป็นคอนเสิร์ตของราชาราชินีแล้วเนี่ย”
คุณชายคนอื่นๆ ล้อมวงกันเข้ามา “ตำแหน่งนี้ไม่ดีนะ จะมองเห็นคนบนเวทีเหรอ”
“ตำแหน่งดีๆ คนอื่นเขาไม่ยอมขายกันอยู่แล้ว ฉันเพิ่มราคาให้เป็นห้าหมื่น พวกแฟนคลับก็ยังไม่ยอมขายเลย มาๆๆ เอาตั๋วไป” คุณชายคนหนึ่งร้องเรียก “พี่เย่า พี่จะเอาด้วยมั้ย”
อวี้เย่าชำเลืองมอง “ตั๋วอะไร”
“การแสดงของรายการหนุ่มสาววัยใส” คุณชายคนนั้นตอบด้วยท่าทางมีเลศนัย “คืนนี้ทุ่มนึง ฉันได้ยินมาว่าพวกแฟนคลับบางคนไปรอหน้างานแล้ว บ้ามาก”
“อย่างน้อยๆ คนเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ก็คงจะไปดูซือฝูชิงกันแหละมั้ง ถึงยังไงฉันก็ยังอยากไปเห็นตัวเป็นๆ ของเธอ”
“เฮ้อ ถ้าฉันรู้ว่าซือฝูชิงหน้าตาดีขนาดนั้น ตอนนั้นพวกเราคงไม่หลบหน้าเธอ ตอนนี้ถึงอยากจะพบก็ยากแล้ว”
“แต่ตระกูลจั่วก็จริงๆ เลย” คุณชายที่รับผิดชอบการซื้อตั๋วจิ๊ปาก “ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ถึงได้ซ่อนสาวงามขนาดนี้ไว้ไม่ยอมให้คนอื่นเห็น”
“พี่เย่า พี่เจ๋งที่สุดแล้วที่มีคนสวยแบบซือฝูชิงตามจีบ บุญวาสนาขนาดนี้อิจฉายังไงก็ทำไม่ได้”
อวี้เย่านิ่วหน้า น้ำเสียงหงุดหงิดเกลียดชังปิดไม่มิด “หุบปากไปเลย!”
เหล่าคุณชายตกใจกันหมด
“พอเถอะ พี่เย่ารักเดียวใจเดียว เขามีคนรักที่โตมาด้วยกันแล้ว” เผยเมิ่งจือหัวเราะเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ “ตระกูลจี้กับตระกูอวี้มีสัญญาหมั้นหมายกันมาตั้งแต่เด็ก ต่อให้ผู้หญิงอื่นจะสวยยังไง พี่เย่าของนายก็ไม่ชายตามองหรอก”
เขาพูดจบก็หันไปถาม “แต่ว่าฉันก็สงสัยนะว่าคู่หมั้นของนายหน้าตาเป็นยังไง สวยกว่าซือฝูชิงอีกเหรอ”
คำพูดพวกนี้กระตุ้นอารมณ์ที่อวี้เย่าพยายามเก็บกดไว้มานาน เส้นเลือดบนหน้าผากของเขาเต้นตุบๆ เขาพูดอย่างเย็นชา “เปลี่ยนเรื่อง”
“ได้ๆๆ” เผยเมิ่งจือโบกไม้โบกมือ “เก็บตั๋วไว้ให้ดี เดี๋ยวพวกเราขับรถไปดูที่งานด้วยกัน”
พวกคุณชายรีบเก็บตั๋วแล้วสั่งผลไม้กับกับแกล้มมาจำนวนหนึ่ง
พวกเขาดื่มกินกันอย่างรวดเร็วจนกระทั่งถึงเวลาบ่ายสี่โมงกว่าๆ
ก่อนที่พวกเขาจะไปเผยเมิ่งจือก็หยุดชะงักฝีเท้าลงก่อนจะพูดเสียงเบา “แต่ถามจริงๆ เถอะ อาเย่านายไม่ได้คิดอะไรกับซือฝูชิงจริงๆ ใช่มั้ย”
อวี้เย่ากดข่มโทสะไม่อยู่อีกต่อไป “จะพูดอะไรอีก”
“ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะจีบเธอละนะ” เผยเมิ่งจือยักไหล่ “ฉันคงจะแต่งงานกับเธอไม่ได้ด้วยเหตุผลเรื่องชาติกำเนิดของเธอ แต่แค่เล่นสนุกก็ได้นี่”
อวี้เย่าขมวดคิ้วอย่างงุนงง “เล่น?”
“สบายใจได้ ฉันรู้ลิมิตน่า” เผยเมิ่งจือโบกมือ “ผู้หญิงที่งดงามมีคุณธรรมย่อมคู่กันกับสุภาพบุรุษ ฉันจะไม่ทำเรื่องสกปรกหรอก ต้องดูด้วยว่าเธอยินยอมหรือเปล่า”
อวี้เย่ายิ่งขมวดคิ้วแน่นขึ้น
เขาเพิกเฉยต่อความรู้สึกไม่สบายเล็กน้อยในใจก่อนจะสวมเสื้อสูทตัวนอกแล้วจากไป
**
อีกด้านหนึ่ง
ณ ห้องเล็กๆ ในคฤหาสน์
“อาเก้า!” อวี้ถังรีบพุ่งตัวเข้าไปในห้องหนังสือ “ชิงชิงให้ตั๋ววีไอพีตรงชั้นสองมาตั้งห้าใบแน่ะ นี่ก็ห้าโมงเย็นแล้ว พวกเรารีบไปกันเถอะค่ะ”
อวี้ซีเหิงได้ยินแล้วแต่ก็ยังไม่เงยหน้าขึ้น เขายังคงจับพู่กันเขียนอะไรต่อไป
“ตั๋วอะไร การแสดงของคุณซือเหรอ” เสิ่นซิงอวิ๋นที่อยู่ข้างๆ กลับตอบเธอด้วยรอยยิ้ม “อาเก้าของเธอจะไปดูเรื่องพวกนี้ได้ยังไง เขาไม่เคยสนใจเรื่องศิลปะดนตรีพวกนี้เลยนะ”
อวี้ถังระบายลมหายใจ “เหรอคะ?”
เฟิ่งซานที่ฝนหมึกอยู่ข้างๆ เตรียมตัวมานานลองโยนหินถามทาง “พี่เก้า ผมคิดว่า…”
ในที่สุดอวี้ซีเหิงก็เอ่ยปาก “เตรียมรถ”
เสิ่นซิงอวิ๋นที่เหมือนถูกตบหน้า “???”
เฟิ่งซานอารมณ์ดีมาก
ในที่สุดก็มีคนเหมือนเขาแล้ว
เขาวางมือจากแท่นฝนหมึกแล้วพาอวี้ถังลงไปชั้นล่างก่อน
“ใช้ได้นี่ สือเหยี่ยน มองไม่ออกเลยว่านายจะเป็นพวกรักหยกถนอมบุปผาด้วย” เสิ่นซิงอวิ๋นประหลาดใจ “ฉันรู้จักนายมาตั้งนานขนาดนี้ คิดว่านายมีกำแพงกับเพศตรงข้ามซะอีก แต่นี่นายจะไปดูการแสดง”
อวี้ซีเหิงเป็นสุภาพบุรุษอย่างแท้จริง
เขาไม่ใช่คนเย็นชา ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงเขาก็จะมีมารยาทด้วย
แต่เสิ่นซิงอวิ๋นไม่เคยเห็นว่ารอบตัวเขาจะมีผู้หญิงคนไหนเลย
ซือฝูชิงเป็นคนแรก
ถึงแม้ว่าเธอจะเป็นแค่บอดี้การ์ดก็ตาม
อวี้ซีเหิงเอ่ยเสียงเรียบ “เด็กสาวควรได้รับการเอาใจ”
ตอนที่เขาเห็นเธอสวมเครื่องแบบนายพลเมื่อวานนี้ มันทำให้เขาอดนึกถึงทหารใต้บังคับบัญชาของตนไม่ได้
ในยุคที่เกิดสงครามวุ่นวาย ชายแดนเต็มไปด้วยควันไฟจากการสู้รบ ราชสำนักเกณฑ์ทหารเพื่อไปรบจากทั่วสารทิศ
มีคนหนุ่มอายุสิบสี่ปีตั้งกี่คนที่เข้าสู่สนามรบและต้องตายตอนอายุยี่สิบสองปีเพื่อให้ต้าซย่าสงบสุขปลอดภัย ถึงกระนั้นแม้แต่กระดูกของพวกเขาก็ยังไม่ได้อยู่ในสภาพสมบูรณ์
เขาไม่อยากให้ภาพเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นอีก
เยาวชนในยุคนี้มีอนาคตที่สดใส
บางทีนี่อาจเป็นสาเหตุของการคงอยู่ของเขา
เสิ่นซิงอวิ๋นเหลือบมองรูปถ่ายของซือฝูชิงอีกครั้งก่อนจะพยักหน้า “ก็ถูกของนาย ถ้าฉันมีหญิงสาวที่งดงามอย่างนี้อยู่ในมือ มีเหรอจะไม่ทะนุถนอมเธออย่างดี”
อวี้ซีเหิงเขียนอักษรตัวสุดท้ายเสร็จก็วางพู่กันลง “นายมาที่เมืองหลินอีกทำไม”
“ก็ปู่ของฉันน่ะสิ มีพัสดุผ่านศุลกากรเข้าเมื่อสองสามวันก่อน มันถูกส่งมาจากตงซัง” เสิ่นซิงอวิ๋นถอยหายใจ “แต่คนที่ส่งมาคือตระกูลจี ฉันก็เลยถูกส่งมาที่นี่เพื่อตามหาว่าใครเป็นคนรับพัสดุไป แล้วก็ถือโอกาสตามหาตัวคนตระกูลจีไปด้วยเลย”
“แต่นายก็รู้ว่าองเมียวจิของตระกูลจีนั้นเก่งขนาดที่พวกเขาสามารถใช้พลังหยินและหยางเพื่อลบร่องรอยตอนส่งของได้ แล้วคนธรรมดาอย่างฉันจะไปตามหาตัวพวกเขาได้ที่ไหน”
ตระกูลเสิ่นนับเป็นอันดับเจ็ดในบรรดาตระกูลผู้มั่งคั่งของเมืองซื่อจิ่ว
“นายว่าทำไมตระกูลจีถึงได้เก็บตัวจากโลกภายนอก” เสิ่นซิงอวิ๋นจนใจ “เวลาพวกเราจะหาองเมียวจิสักที บางครั้งยังต้องไปถึงตงซัง”
อวี้ซีเหิงเท้าแขนพลางเหลือบมองเขา “คงคิดว่าพวกนายน่ารำคาญ”
เสิ่นซิงอวิ๋นถึงกับสำลัก “นายต้องปากร้ายขนาดนั้นมั้ย”
“พี่เก้า รถพร้อมแล้วครับ!” เฟิ่งซานวิ่งขึ้นมาอีกครั้ง “พวกเรารีบเข้าไปเอาที่นั่งกันดีกว่า พวกเขาเข้าคิวกันแล้ว”
เสิ่นซิงอวิ๋นยังไม่ทันจะได้พูดอะไรออกมา เฟิ่งซานก็เข็นอวี้ซีเหิงเข้าไปในลิฟต์ขนาดเล็กเพื่อลงไปยังชั้นล่างอย่างรอไม่ไหวแล้ว
เสิ่นซิงอวิ๋นตกอยู่ในความเงียบอีกครั้งเมื่อคิดว่าอวี้ซีเหิงไปดูการแสดง
อวี้ซีเหิง…บ้าไปแล้วเหรอ?
ก็น่าจะใช่
ความอยากรู้อยากเห็นที่เสิ่นซิงอวิ๋นมีต่อซือฝูชิงยิ่งมากขึ้นไปอีกเมื่อเธอสามารถทำให้อวี้ซีเหิงเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้
เขาครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะโทรกลับบ้านตระกูลเสิ่นเพื่อขอให้พวกเขาหาตั๋วการแสดงมาให้ตนเองหนึ่งใบ
**
ช่วงหลังหกโมงเย็น ด้านนอกสถานที่จัดการแสดงก็เต็มไปด้วยผู้คนแล้ว
มีแฟนคลับจำนวนมากที่ซื้อบัตรไม่ได้ พวกเขาจึงได้แต่ถือป้ายเชียร์รออยู่ด้านนอก
ถึงอย่างไรแฟนๆ ของซือฝูชิงก็เพิ่งเพิ่มมากขึ้นในช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้ เพราะปกติบัตรก็ขายหมดเกลี้ยงไปตั้งแต่ต้นเดือนที่แล้วแล้ว
มีคนโพสต์ในกลุ่มซุปเปอร์ทอล์ก
[ทุกคนได้ตั๋วสำหรับการแสดงครั้งต่อไปแล้วหรือยัง ฉันซื้อมาได้ร้อยใบ แสดงความคิดเห็นข้างล่างโพสต์นี้แล้วฉันจะแจก!]
[พี่สาวคนรวยพาฉันไปด้วย!]
[เศรษฐีนี หิวๆ ขอข้าวหน่อย!]
[มาแล้วๆ วันนี้ฉันแค่อยากเห็นซือฝูชิงเท่านั้น!]
[ฉันไม่เคยเห็นใครเก็บตัวนิ่งเหมือนเธอเลย ไม่โพสต์อะไรบนเวยปั๋วเลยสักนิด แม้แต่รูปสักใบก็ไม่มี ให้ตายเถอะ!]
[เพื่อนๆ ที่หน้างานเตรียมอุปกรณ์ถ่ายภาพไว้ให้พร้อมเลย เพื่อนที่ดูถ่ายทอดสดพร้อมแคปหน้าจอทุกเมื่อ!
บรรยากาศค่อยๆ คึกคักขึ้นเรื่อยๆ เวลาหนึ่งทุ่มการแสดงก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
เพลงประกอบหลักที่คุ้นเคยดังขึ้นก่อน แฟนๆ พากันโห่ร้องต้อนรับ ไฟพลันสว่างขึ้นทันที
แท่นยกปรากฏขึ้นกลางเวที จากนั้นพิธีกรก็ก้าวเดินลงมา
“ทุกคนต้องผิดหวังมากแน่ๆ เพราะการแสดงครั้งนี้ผมจะมาเป็นผู้ดำเนินรายการ” เขาหัวเราะ “แต่อีกไม่นานผู้ก่อตั้งวงบอยแบนด์ของพวกเราก็จะกลับมากจากต่างประเทศแล้วนะครับ การแสดงครั้งต่อไปพวกคุณจะต้องได้เห็นเธอแน่”
เสียงเชียร์ด้านล่างดังสนั่น
ซือฝูชิงที่อยู่ตรงตำแหน่งที่นั่งของอาจารย์ที่ปรึกษาเท้าคางพลางเลิกคิ้ว
ตั้งแต่ที่เธอได้สติขึ้นมา เธอก็ยังไม่เคยเห็นผู้ก่อตั้งวงบอยแบนด์เลย
เธอเป็นราชินีที่ได้รับรางวัลนักร้องยอดเยี่ยมของต้าซย่าตอนอายุยี่สิบหกปี
ในช่วงสองสัปดาห์นี้ราชินีผู้นี้บินไปต่างประเทศ เพราะเธอได้รับคำเชิญให้เข้าร่วมพิธีมอบรางวัลหนึ่ง
ถ้าจะให้พูดถึงคนที่มีความสามารถมากที่สุดในรายการหนุ่มสาววัยใสนี้แล้ว ทั้งหลีจิ่งเฉินและหลินชิงเหยียนต่างก็เทียบกับราชินีผู้นี้ไม่ติดเลย
“ทุกคนคงคุ้นเคยกับทีมเมนเทอร์ของเรากันอยู่แล้วนะครับ คงไม่จำเป็นจะต้องแนะนำอะไรมาก” พิธีกรพูดต่อ “แต่จะมีอยู่คนหนึ่งที่ผมยังต้องแนะนำให้ทุกคนรู้จักสักหน่อย”
เขาหยุดไปเล็กน้อยก่อนจะเพิ่มเสียงขึ้น “นั่นก็คือเมนเทอร์ซือของพวกเรา…”
ไฟเคลื่อนย้ายไปยังตำแหน่งของอาจารย์ที่ปรึกษาแล้วส่องลงไปยังตำแหน่งที่สาม
ซือฝูชิงจำเป็นต้องวางขวดโคล่าลงเพื่อหันมาโบกมือให้กับแฟนๆ
เหล่าแฟนคลับถึงกับบ้าคลั่งกันเลยทีเดียว
“ซือฝูชิง! ที่รัก! มองทางนี้หน่อย!”
“กรี๊ดดดดด!”
“ฟังเสียงจากสถานที่จริงก็รู้แล้วนะครับว่าแฟนๆ ของเมนเทอร์ซือมีมากมายขนาดไหน” พิธีกรทอดถอนใจ “พอเมนเทอร์ซือลบเครื่องสำอางออกก็เหมือนกับเปล่งประกายต่อหน้าพวกเราขึ้นมาทันทีเลยจริงๆ
ผมยังได้ยินมาว่าเมนเทอร์ซือมีชื่ออื่นด้วยนะครับ ชื่ออะไรนะครับ ผู้ชมที่อยู่ด้านล่างช่วยบอกผมชัดๆ หน่อย…”
เสียงของแฟนๆ ระเบิดขึ้นทันทีจนดูเหมือนจะถล่มสถานที่นี้ได้เลย
“ลูกรักพระเจ้าของต้าซย่า!!!”
“เป็นเกียรติแก่เมนเทรอ์ซืออย่างมาก” พิธีกรทำท่าปิดหู “เมนเทอร์ซือมีอะไรอยากจะพูดกับแฟนๆ มั้ยครับ”
“อืม พวกคุณตาถึงมาก” ซือฝูชิงเลิกคิ้วท่าทางสบายๆ “ฉันเองก็คิดว่าตัวเองหน้าตาดีเหมือนกัน”
เสียงกรีดร้องด้านล่างยิ่งดังกระหึ่ม
หลินชิงเหยียนหน้าเขียวหน้าแดงทันทีที่ได้ยิน แต่เธอก็ยังต้องรักษาใบหน้ายิ้มแย้มไว้เมื่ออยู่ต่อหน้ากล้อง
“เอาล่ะครับ ต่อไปนี้จะเป็นช่วงการแสดงแบทเทิลของเราแล้ว!” พิธีกรโบกมือเล็กน้อย “แต่ก่อนที่เราจะไปถึงตรงนั้น มีเด็กฝึกคนนึงที่จะต้องบอกลาเราไปก่อน”
เสียงปรบมือหยุดลงทันที
ซือฝูชิงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้นุ่มๆ เธอหรี่ดวงตาจิ้งจอกมองออกไป
แสงไฟปรับเปลี่ยนเป็นส่องสว่างบนเวที
มู่เหยี่ยเดินขึ้นมาจากหลังเวที เขาเดินขึ้นมาอย่างเชื่องช้าโดยมีไม้ค้ำคอยพยุง
“มู่เหยี่ยต้องถอนตัวจากการแข่งขันเพราะการบาดเจ็บครั้งที่แล้ว” พิธีกรถอนหายใจ “เขาไม่อยากจากทุกคนไปเลย ดังนั้นวันนี้เขาเลยมากล่าวคำอำลาทุกคน ณ ที่นี้”
แฟนๆ ค่อยๆ เงียบเสียงลง พวกเขาไม่ได้รู้สึกอะไรมากนักกับเรื่องนี้
เพราะถึงอย่างไรแฟนๆ ของมู่เหยี่ยก็ไม่ได้เข้ามา หรือไม่ก็แทบแยกย้ายกันไปหมดแล้ว
“ผมต้องจากเวทีนี้ไปด้วยเหตุผลเรื่องสุขภาพของผมเอง” มู่เหยี่ยข่มอารมณ์และยิ้มออกมา “ผมรู้สึกซาบซึ้งมากสำหรับการสนับสนุนจากพวกคุณทุกคนและความรู้ที่ผมได้จากเมนเทอร์ทุกท่าน แน่นอนว่าเมนเทอร์ที่ผมรู้สึกขอบคุณมากที่สุดก็คือเมนเทอร์ซือ
ตอนนี้ผมกำลังจะไปแล้ว ผมมีเรื่องอยากจะขอเมนเทอร์ซือสักเรื่องครับ”
ทันทีที่เขาพูดประโยคนี้ออกมา ผู้ชมที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้ต่างตกตะลึงกันหมด
ผู้กำกับเองก็ยังชะงักไปอยู่ครู่หนึ่ง เขารีบจัดตำแหน่งกล้อง “พวกนายไปถ่ายอะไรตรงนั้น ถ่ายซือฝูชิงสิ!”
ทีมงานถ่ายภาพรีบจับภาพเธอขึ้นจอทันที
ภาพบนจอขนาดใหญ่เปลี่ยนจากเวทีไปยังที่นั่งของอาจารย์ที่ปรึกษา
กล้องซูมไปยังใบหน้าของเธอ
วันนี้เธอไม่ได้มาหน้าสด แต่ก็แต่งเพียงแค่เปลือกตาเท่านั้น
อายแชโดว์เป็นสีแสงจันทร์ระยิบระยับ ภายใต้แสงไฟนับสิบดวงมันจึงดูเหมือนมีกาแล็กซีที่สว่างไสวอย่างน่าอัศจรรย์หมุนวนอยู่ระหว่างเปลือกตาของเธอ
[ช่วยด้วย ฉันไม่ไหวแล้ว ใครว่าวงการมีแค่หน้าตาไม่พอ หน้าตาแบบนี้ได้มองแค่วันเดียวก็อายุยืนไปอีกสิบปีแล้ว]
[ซือฝูชิงเป็นพวกเครื่องหน้าเด่นชัด ซึ่งเหมาะกับการแต่งหน้าอ่อนๆ นะ ใบหน้าเธอน่าทึ่งจริงๆ วงการบันเทิงไม่เคยมีแบบนี้มาก่อนเลย]
[ฉันอยากเห็นชิงชิงเล่นซีรี่ย์เทพเซียนจังเลย! ฉันละยอมใจการคัดเลือกนักแสดงของซีรี่ย์สมัยนี้เลย ตัวละครเป็นสาวงามอันดับหนึ่งในแดนเซียนแต่เลือกใครมาเล่นก็ไม่รู้ ไม่ได้เรื่องเลย]
[เอิ่มมมม แฟนๆ หยุดอวยเธอดีกว่า ซือฝูชิงแค่สวยไปวันๆ น่ะดีแล้ว เธอร้องเพลงไม่ได้เต้นก็ไม่เป็นแบบนี้ ยังพอจะทำให้รู้สึกโอเคหน่อย]
“ในเมื่อเมนเทอร์ซือสามารถสอนนักเรียนที่เก่งขนาดนี้ได้ ผมคิดว่าเมนเทอร์ก็คงมีความสามารถไม่เบา” มู่เหยี่ยเน้นย้ำทุกคำ “ก่อนที่ผมจะถอนตัวออกจากรายการไป ผมอยากจะเห็นเมนเทอร์ซือขึ้นเวทีแสดงให้ดู ไม่ทราบว่าเมนเทอร์ซือพอจะทำให้ผมได้มั้ยครับ”