เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 89 แพ้คัดออก! เสียใจก็ไม่ทันแล้ว
ลำนำภูติแห่งขุนเขาเป็นเพลงเมื่อห้าหกปีที่แล้ว
มันเป็นจุดเริ่มต้นของความนิยมในสไตล์โบราณ กลุ่มนักพากย์ที่มีชื่อเสียงแห่งสมาคมเสียงเทพได้เริ่มสร้างคลื่นลูกแรกของความนิยมระดับชาติในต้าซย่าอย่างรวดเร็วด้วยเพลงลำนำภูติแห่งขุนเขานี่เอง
พอจุดประกายได้ ความนิยมก็เริ่มต่อเนื่องมาหลายปี
นักร้องต้นฉบับของเพลงลำนำภูติแห่งขุนเขาเป็นหนึ่งในผู้อาวุโสของสมาคมเสียงเทพที่มีชื่อว่ากุยลู่
กุยลู่เรียกได้ว่าเป็นคนที่มีความสามารถมากที่สุดคนหนึ่งในบรรดาผู้อาวุโสทั้งหลายของสมาคมเสียงเทพ
มีข่าวลือทางอินเทอร์เน็ตว่ากุยลู่มีเส้นเสียงมากกว่าสิบแบบ ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายผู้หญิงคนแก่หรือเด็ก เธอก็สามารถพากย์เสียงได้หมด เปลี่ยนสไตล์ได้หลากหลาย ซึ่งการพากย์ละครทีวีให้จบได้โดยใช้คนคนเดียวไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป
เมื่อบวกกับที่เธอร้องเพลงได้ด้วยแล้ว ความนิยมของกุยลู่จึงสูงมาตลอด
แต่กำลังการผลิตผลงานของเธอต่ำเกินไป ดังนั้นเธอจึงร้องเพลงลำนำภูติแห่งขุนเขาเอาไว้แค่เพลงเดียวเท่านั้น
กระนั้นความนิยมของเพลงลำนำภูติแห่งขุนเขาก็ไม่ได้ลดลงเลย แต่ในช่วงสองปีที่ผ่านมาความนิยมของมันกลับยุ่งเหยิงไปหมดเพราะอัพโหลดเดอร์ที่ตัดต่อคลิปวิดีโอทางอินเตอร์เน็ตได้เอามันไปร้องใหม่
อัพโหลดเดอร์คนนั้นร้องเพลงโดยตัดเอาท่อนร้องโอเปราในตอนต้นออกและคงไว้เฉพาะท่อนเสียงสูง
เมื่อแฟนเพลงฟังคัฟเวอร์เวอร์ชันใหม่มากๆ เข้าก็ค่อยๆ ลืมเวอร์ชันเก่าไป
เหตุผลที่อัพโหลดเดอร์ที่ร้องคัฟเวอร์ตัดท่องร้องโอเปราในตอนต้นออกก็เพราะท่อนนี้ยากเกินไป นักร้องสไตล์โบราณทั่วไปก็ยังร้องได้ยาก
ผู้คนจึงคาดเดากันว่ากุยลู่น่าจะจบการศึกษาวิชาเอกการร้อง
แต่ผู้อาวุโสทั้งหลายของสมาคมเสียงเทพนั้นทำตัวลึกลับมาโดยตลอดและต่างก็ไม่เคยเปิดเผยใบหน้าบนอินเทอร์เน็ตเลย ดังนั้นการคาดเดาเหล่านี้จึงจบไปแบบยังไม่ได้ข้อสรุป
แม้ว่าหลายปีมานี้ผู้อาวุโสทั้งหลายของสมาคมเสียงเทพจะไม่ปรากฏตัวแล้ว แต่คนที่มาใหม่ก็ยังโลดแล่นอยู่ในโลกของการพากย์
เมื่อบวกกับทักษะการแสดงของนักแสดงสมัยนี้ยังไม่ดีเท่าเมื่อก่อน พวกเขาต่างก็จำเป็นต้องใช้การพากย์เสียง ชื่อเสียงของสมาคมเสียงเทพจึงยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
กุยลู่ยังไม่เปิดเผยตัวตน แต่ตำนานเกี่ยวกับเธอยังคงยืนยงในวงการพากย์เสียง
ใครก็คิดไม่ถึงทั้งนั้นว่า ซือฝูชิงจะร้องเพลงลำนำภูติแห่งขุนเขา แถมยังเป็นเวอร์ชันที่กุยลู่ร้องไว้อีกด้วย
เสน่ห์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการร้องโอเปราก็คือการเปิดการแสดงอย่างเร่าร้อน จุดไฟบนเวทีให้ลุกโชน
น้อยคนนักที่จะเลือกใช้เสียงโอเปราบนเวทีตรงๆ เพราะการควบคุมเสียงนั้นทำได้ยาก
แต่คำร้องโอเปราอย่างสบายๆ ไม่กี่คำของซือฝูชิงจับความสนใจของผู้ชมทุกคนไว้ได้อย่างอยู่หมัด
อะไรคือคมในฝัก
นี่แหละคือคมในฝัก
แฟนคลับที่กังวลใจมาตลอดตอนนี้บ้าคลั่งไปแล้ว
หน้าจอแสดงความคิดเห็นกลบเสียงแห่งความสงสัยไปจนหมด
[ใคร! ใครว่าซือฝูชิงร้องเพลงไม่ได้?! มาให้ฉันเย็บปากเลยนะ!]
[ให้ตายเถอะ เสียงโอเปรานี้มันเพราะเกินไปมั้ย! ฉันนึกว่ากุยลู่มาเองซะอีก!]
[ทั้งๆ ที่เวอร์ชันดั้งเดิมนั้นเพราะที่สุด! ไม่รู้ทำไมเวอร์ชันคัฟเวอร์ถึงฮิตมากกว่า แถมเพลงคัฟเวอร์ยังกลบต้นฉบับ ถุย!]
[ใครว่าที่รักฉันร้องเพลงไม่ได้ จะตบหน้าให้เละเลย!!!]
ขณะที่ดนตรีกำลังบรรเลง การร้องเพลงก็ยังคงดำเนินต่อไป
ตอนนี้ซือฝูชิงร้องมาถึงท่อนที่ทุกคนรู้จักกันดี
เธอก้าวไปข้างหน้าสองก้าวด้วยจังหวะพอเหมาะก่อนจะเริ่มร้อง
“โชคชะตาไม่รออีกต่อไป…
เหลือเพียงการเกิดใหม่เท่านั้น”
สายตาของเธอระเบิดอารมณ์คนดู
ความสามารถในการควบคุมเวทีแบบนี้เป็นพรสวรรค์เท่านั้น
หลินชิงเหยียนที่ทั้งร้องทั้งเต้นจนเหน็ดเหนื่อยแทบขาดใจก่อนหน้านี้ยังไม่ได้ผลลัพธ์แบบนี้เลย
แต่ซือฝูชิงเดินไปบนเวทีแค่ไม่กี่ก้าวเท่านั้น เธอไม่แม้แต่จะเต้นอะไรอย่างง่ายๆ ออกมาด้วยซ้ำ แต่กลับเอาเวทีอยู่ทั้งหมด
“กรี๊ดดดด!”
“ตายแล้วๆ! สายตาของเธอฆ่าคนได้จริงๆ!”
“กร้าวใจที่สุด! นี่แหละที่รักของฉันไม่ผิดคนแน่!”
บนเวทีขณะนั้นซือฝูชิงเงยหน้าขึ้นอย่างกะทันหัน
ห่างออกไปชั้นหนึ่ง แต่มองเห็นได้ชัดเจน
เธอเลิกคิ้วขึ้นแล้วพยักหน้าเล็กน้อย
มือของอวี้ซวีเหิงหยุดชะงักไปชั่วคราว ดวงตาหงส์พลันอึมครึมเหมือนกับน้ำนิ่งที่ไหลลึกมองไม่เห็นก้นบึ้ง
ด้านข้างเขาหัวใจของอวี้ถังเต้นผิดไปสองสามจังหวะ เธอกรีดร้องอย่างตื่นเต้น “กรี๊ดดด อาเก้า ชิงชิงกำลังมองมาที่ฉัน! เธอกำลังยั่วยวนฉัน!”
เฟิ่งซานหน้าตึง “คุณหนูอวี้ถัง คุณกำลังตีผมอยู่ครับ”
เธอตีแรงจนเขาแทบจะกระอักเลือดออกมาแล้ว
“อ้อๆๆ ขอโทษที” อวี้ถังหยุดมือทันทีแล้วเอามือประคองใบหน้าไว้ “โอ้ ต้องโทษที่ชิงชิงมีเสน่ห์มากเกินไป!”
“จริง ยอดเยี่ยมากจริงๆ” เสิ่นซิงอวิ๋นพยายามเรียกสติกลับมา “นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ดูการแสดง หรือว่าเวลาคนอื่นแสดงก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน?”
เขาเพิ่งจะตระหนักว่าซือฝูชิงเป็นคนขับเคลื่อนอารมณ์ของเขา เขาจมอยู่กับน้ำเสียงของเธออย่างสมบูรณ์
“จะเป็นไปได้ยังไง!” อวี้ถังพูดโพล่งออกมา “เท่าที่ฉันเคยเห็นมา คนที่ทำอย่างนี้ได้มีแค่ชิงชิงคนเดียวเท่านั้น!”
เสิ่นซิงอวิ๋นค่อยๆ ระบายลมหายด้วยความโล่งอก “งั้นก็ค่อยยังชั่ว”
เขาคิดว่าวงการบันเทิงมีแต่คนเทพๆ แบบนี้เต็มไปหมดซะอีก
แฟนๆ ที่นั่งอยู่ตรงชั้นหนึ่งหลายคนลุกขึ้นยืนอย่างตื่นเต้น พวกเขาโบกแท่งไฟในมือพลางตะโกนเรียกชื่อซือฝูชิง
ลู่เยี่ยนที่นั่งอยู่ในห้องเตรียมตัวนั่งไม่ติดสักนิด
เด็กฝึกในกลุ่มเดียวกันกับเขาที่อยู่ข้างๆ ก็อยู่ในอาการตกตะลึงไม่ต่างกัน
ไม่ใช่พวกเขาทุกคนที่จะร้องโอเปราได้ แต่พวกเขานั้นเลือกเพลงลำนำภูติแห่งขุนเขาเพื่อให้ความร่วมมือกับลู่เยี่ยน
ลู่เยี่ยนอยู่ในตำแหน่งเซ็นเตอร์ ดังนั้นช่วงพีคของการร้องโอเปราจึงเป็นหน้าที่ของเขาคนเดียว
พอเป็นอย่างนั้นไฮไลท์ทั้งหมดจึงอยู่ที่ตัวลู่เยี่ยนคนเดียว ซึ่งจะช่วยให้เขาได้คะแนนโหวตเพิ่มขึ้น
เด็กฝึกในกลุ่มเดียวกันรู้สึกไม่พอใจแต่ก็ไม่กล้าพูดอะไร
แต่ตอนนี้ซือฝูชิงร้องเพลงที่พวกเขากำลังจะแสดง
แม้ว่าเพลงคัฟเวอร์จะได้รับความนิยมมากกว่า แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เมื่อเวอร์ชันคัฟเวอร์มาอยู่ต่อหน้าต้นฉบับมันก็กลายเป็นเรื่องตลกทันที!
ลู่เยี่ยนกัดฟัน เขากำสองหมัดแน่น “เธอจงใจ!”
ตอนนี้เขาควรทำยังไงดี
เทียนเล่อมีเดียยังไม่รู้ หลินชิงเหยียนซึ่งเป็นอาจารย์สอนเต้นก็ยิ่งไม่รู้เลย
เธอนั่งอยู่ตรงที่นั่งสำหรับอาจารย์ที่ปรึกษาด้วยใบหน้าซีดเซียวและหูอื้อไปหมด
ซือฝูชิงร้องเพลงเป็นได้ยังไง!
เธอร้องเพลงเป็นตั้งแต่ตอนไหน!
ทั้งๆ ที่บนเวทีแสดงของสตาร์รี เกิร์ลกรุ๊ปเมื่อต้นปีนี้ ซือฝูชิงยังอยู่ด้านหลังอยู่เลย!
หน้าตาดีแล้วยังร้องเพลงได้อีก ตนยังจะเอาอะไรไปข่มซือฝูชิงได้อีกเหรอ
มือของหลินชิงเหยียนสั่นระริก ทั้งร่างของเธอเย็นเฉียบ
แต่ก็ไม่มีใครสนใจเธอ ทุกคนกำลังดื่มด่ำกับบทเพลง
“ใครยังรออยู่อย่างงมงาย
ใครที่ส่งคนไปครั้งแล้วครั้งเล่า
ขุนเขาและแม่น้ำแปรปรวนอย่างเงียบงัน”
ตึง!
ในขณะที่เสียงสุดท้ายสิ้นลง เสียงกลองก็หยุดลงพร้อมกัน
“…”
ดนตรีจบลงแล้ว แต่สถานที่แห่งนี้ยังคงเงียบสงัด
ทุกคนมีความรู้สึกถึงความว่างเปล่าบางอย่าง แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าในใจขาดอะไรไป
จนกระทั่งมีเสียงหัวเราะอย่างเกียจคร้านดังมาจากเวที “เอาเถอะ กลับมาได้แล้ว”
เสียงปรบมือดังขึ้นอย่างกึกก้องและยาวนาน
หลินชิงเหยียนนั่งนิ่งตัวแข็งทื่อ แต่กลับต้องปรบมือตามคนอื่นอย่างทำอะไรไม่ได้
พิธีกรเพิ่งจะได้สติกลับมา
เขาเช็ดเหงื่อ จากนั้นก็ก้าวเดินเข้าไป “ผมขอถามแทนทุกคนหน่อยนะครับ เมนเทอร์ซือร้องเพลงลำนำภูติแห่งขุนเขาใช่มั้ยครับ”
“ใช่ค่ะ มันคือลำนำภูติแห่งขุนเขาที่ทุกคนคุ้นเคย” ซือฝูชิงตอบช้าๆ “ฉันคิดว่าเพลงต้นฉบับนั้นเพราะดีก็เลยไปเรียนมานิดหน่อยจนพอจะร้องตามใจชอบได้สองสามประโยค คงจะไม่ทำให้แฟนๆ ผิดหวังใช่มั้ย”
ทุกคน “…”
[ไม่สิ หมายความว่ายังไงที่บอกว่าร้องตามใจชอบ???]
[แฟนๆ : แค่ร้องตามใจชอบนิดหน่อย แค่อ้าปากร้องก็ได้แล้ว ซือฝูชิง : เข้าใจแล้ว แค่ร้องตามใจชอบสองสามประโยค จะต้องทำให้พวกคุณต้องคุกเข่าให้ได้]
[อวดเก่งขั้นสูง ฉันเข้าใจแล้ว]
[แล้วยังไงล่ะ เป็นไปได้ไหมที่คำว่าตามใจชอบของพี่ซือนั้นจะแตกต่างจากของพวกเรา]
[คนดี งั้นถ้าเธอจริงจังขึ้นมาจะเป็นยังไง]
“เมนเทอร์ซือถ่อมตนจริงๆ” พิธีกรพลอยหัวเราะตามเธอไปด้วย “ผมไม่คิดเลยว่าเมนเทอร์ซือจะเซอร์ไพรส์พวกเราใหญ่ถึงขนาดนี้”
“แน่นอนว่าถ้าอยากเป็นที่ปรึกษา จะไม่มีความสามารถอะไรเลยก็คงไม่ได้ใช่มั้ย ฉันก็เลยไปแอบฝึกมาตลอดเลยค่ะ” ซือฝูชิงกลับไปแล้วโยนไมโครโฟนในมืออีกครั้ง “เอาล่ะ ถึงตานายแล้ว”
มู่เหยี่ยยังคงงุนงงตอนที่ถูกเรียกอย่างกะทันหัน เขาตกใจจนเหงื่อแตกพลั่ก
เขาหน้าซีด ริมฝีปากสั่น “ผม ผม…”
“ทำไมล่ะ นายอยากจะแบทเทิลกับฉันไม่ใช่เหรอ” ซือฝูชิงพูด “มาสิ”
หน้าผากของมู่เหยี่ยเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ แผ่นหลังของเขายังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นๆ
มือของเขาสั่นเทา ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าผู้จัดการของลู่เยี่ยนที่อยู่ด้านล่างเวที
เทียนเล่อมีเดียแค่ขอให้เขาท้าแบทเทิลกับซือฝูชิง แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่ว่าซือฝูชิงเป็นขยะที่ไม่มีความสามารถในการร้องเพลงและเต้นรำ
แต่ใครจะไปรู้ว่า ซือฝูชิงไม่เพียงแต่ไม่ทำให้ตัวเองต้องอับอายขายหน้าเท่านั้น แต่เธอกลับโจมตีลู่เยี่ยนโดยตรงด้วย
ซือฝูชิงเป็นนักร้องมืออาชีพจริงๆ
เขาไม่จำเป็นต้องคิดก็รู้ว่า พอกลุ่มของลู่เยี่ยนขึ้นเวทีทำการแสดง หากเทียบกับการแสดงบนเวทีของซือฝูชิงไม่ได้ ผลลัพธ์จะออกมาแย่แค่ไหน
เสียในหัวของมู่เหยี่ยดังวิ้งๆ
แย่แล้ว…ครั้งนี้เขาจบสิ้นแล้ว!
พอเขาถอนตัวออกจากการแข่งขันเมื่อไร เทียนเล่อมีเดียจะแช่แข็งเขาโดยสิ้นเชิง
ทางฝั่งลู่เยี่ยนนั้น เขาควรทำยังไงดี
“ดูเหมือนว่าจะไม่กล้า” ซือฝูชิงเอ่ยอย่างเสียดาย “เอาละ ฉันเองก็ไม่อยากจะฟังเหมือนกัน ฉันยังรอทดสอบความสามารถของเด็กฝึกในคลาสของฉันอยู่”
“เหลือเวลาไม่มากแล้วจริงๆ ครับ” พิธีกรรีบพูด “เราจะเข้าสู่การดวลกลุ่มกันแล้ว”
“ทุกคนคงรู้ว่าการเรียนร้องเพลงสามารถทำได้ในเวลาอันสั้น แต่การเต้นนั้นทำไม่ได้” ซือฝูชิงปัดรอยยับของกระโปรง” “กระโปรงที่ฉันใส่วันนี้ไม่เหมาะกับการเต้น ดังนั้นฉันจะไม่เต้นแล้วนะ”
[ไม่เป็นไร พวกเรารอได้!]
[เมนเทอร์ซือ คุณเรียนรู้เร็วจนน่ากลัว ในเวลาสั้นๆ แค่นี้ก็สามารถร้องลำนำภูติแห่งขุนเขาได้แล้ว]
“ฉันคิดว่าครั้งหน้าอาจจะมีนักเรียนท้าแบทเทิลกับฉันอีก ฉันก็เลยจะรีบไปซ้อมเต้นแล้ว” ซือฝูชิงเอียงศีรษะพร้อมรอยยิ้มบาง “บางทีฉันอาจจะหานักเรียนมาซ้อมเต้นด้วยสักคน ใครจะเป็นผู้โชคดีกันนะ!”
เธอเลิกคิ้ว “แล้วเจอกันใหม่ครั้งหน้านะคะ”
[พี่ชิงฆ่าฉันตายแล้ว!]
[เธอหยอกเก่งจริงๆ ทำไมเธอเก่งจัง!]
[รอเธอเต้นนะ!]
“พี่เซี่ย เมนเทอร์ซือเจ๋งสุดๆ ไปเลย!” สวี่ซีอวิ๋นตื่นเต้นมาก “เธอเป็นพวกที่ทำให้คนอื่นทึ่งได้เสมอ พอบทจะเอาเรื่องขึ้นมา เธอก็ร้องเพลงลำนำภูติแห่งขุนเขาเวอร์ชันต้นฉบับ โจมตีพวกลู่เยี่ยนอย่างแรง ผมจะรอดูว่าอีกเดี๋ยวพวกเขาจะแสดงยังไง”
เซี่ยอวี้ส่งเสียงอืม “ดังนั้นฉันก็ต้องลุกขึ้นสู้ด้วย”
สวี่ซีอวิ๋น “…”
นี่ตนเป็นคนเดียวที่ไร้ประโยชน์เหรอเนี่ย!
เพลงลำนำภูติแห่งขุนเขาของซือฝูชิงปลุกเร้าแฟนๆ อย่างมาก
การดวลกลุ่มได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว
เซี่ยอวี้ก้าวขึ้นไปบนเวที
วันนี้กลุ่มของเซี่ยอวี้มาในสไตล์ดำมืด ทุกคนสวมชุดเต้นสีดำกับกางเกงที่ตกแต่งด้วยแสงระยิบระยับ
อายแชโดว์ยังเป็นสีดำอมม่วงดุดันอย่างมาก
[ชุดเต้นของพี่เซี่ยครั้งนี้จะว่าดูดีก็ดูดีอยู่หรอก แต่ก็ธรรมดาทั่วไป ไม่ได้ว้าวเหมือนตอนที่ร้องเพลงหลักคราวก่อน]
[ให้ตายเถอะ พอพูดถึงชุดเต้นนั้นแล้ว ฉันอยากจะบอกว่าชุดนั่นเป็นงานปักจันทราเชียวนะ!]
[เป็นไปไม่ได้ ปักจันทราสูญหายไปตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ]
[ปัญหาไฟบนเวทีหรือเปล่า ฉันเคยเห็นปักจันทราของราชวงศ์ต้าซย่าที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์เมืองซื่อจิ่ว พี่เซี่ยจะเอาเครื่องบรรณาการมาใส่ได้ยังไง]
ปักจันทราเป็นหนึ่งในงานปักที่มีชื่อเสียงของต้าซย่า มันมีชื่อเสียงอย่างมาก
ในช่วงที่ราชวงศ์ต้าซย่ารุ่งเรือง พ่อค้าจากทวีปตะวันตกมักจะข้ามมหาสมุทรมาที่หย่งอานเมืองหลวงของต้าซย่าเพื่อซื้อผ้าปักจันทรา
ใครก็ตามที่ศึกษาประวัติศาสตร์ย่อมรู้คุณค่าของปักจันทรา
[น่าจะเป็นของเลียนแบบ อย่างเราๆ ซื้อผ้าปักจันทราไม่ไหวหรอก]
[อวย อวยให้เต็มที่เลย แม้แต่ปักจันทราก็ยังอวยออกมาได้]
การแสดงบนเวทีของเซี่ยอวี้เร้าอารมณ์อย่างมาก เขามีจังหวะที่แข็งแกร่ง
แม้ว่าเขาจะเป็นตำแหน่งเซ็นเตอร์ แต่เขาก็ยังให้ความสำคัญกับเพื่อนร่วมทีม รับประกันว่าทุกคนจะได้ซีนอย่างเพียงพอ
[สมแล้วกับที่เป็นคนที่เมนเทอร์ซือดูแล ฉันเชื่อเลยว่าที่อาอวี้พัฒนาได้มากขนาดนี้จะต้องเป็นผลงานของเมนเทอร์ซือแน่นอน!]
[สวี่ซีอวิ๋นพัฒนามาก นายจะต้องได้เดบิวต์แน่นอน!]
หลังจากกลุ่มของเซี่ยอวี้แสดงเสร็จ ก็เป็นกลุ่มของมู่เหยี่ยที่ต้องแสดงต่อ
แต่เนื่องจากมู่เหยี่ยถอนตัวออกไปแล้ว จึงมีเด็กฝึกเพียงห้าคนเท่านั้นที่ขึ้นเวทีแสดง
ในนั้นมีเหยียนหยวนเจ๋อด้วย
แต่ละกลุ่มจะมีห้องพักผ่อนของตัวเอง เหยียนหยวนเจ๋อไม่ได้ดูการแสดงของกลุ่มเซี่ยอวี้เลย
แต่ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาได้ยินซือฝูชิงร้องเพลง หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะไปทันที
เพราะซือฝูชิงไม่มีความสามารถอะไรเลย เขาจึงเลือกที่จะออกจากชั้นเรียนของเธอและไปฟังการสอนในชั้นเรียนของหลินชิงเหยียนแทน
แต่ไม่มีใครบอกเขานี่ว่าซือฝูชิงร้องเพลงเป็น แถมยังร้องได้ดีขนาดนี้อีก?!
เหยียนหยวนเจ๋อรู้สึกเสียดายแล้ว แต่ต้องก็ต้องบังคับให้ตัวเองทำการแสดงจนจบ
เขารู้ดีว่าถ้ามีเซี่ยอวี้ กลุ่มของพวกเขาจะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน
แต่ตราบใดที่ยอดไลค์ของเขาสูงกว่าสวี่ซีอวิ๋น เขาก็จะสามารถเดบิวต์ได้
เขายังมีโอกาสอยู่
ตนสู้เซี่ยอวี้ไม่ได้ก็จริง แต่ยังสามารถเอาชนะสวี่ซีอวิ๋นได้นี่นา?
เหยียนหยวนเจ๋อกำหมัดแน่น ยืนตัวเกร็งอยู่ข้างๆ
“เอาละครับ ตอนนี้การแสดงของทั้งสองกลุ่มก็จบลงแล้ว” พิธีกรเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ “เรามีเวลาให้กดไลค์แค่หนึ่งนาที หนึ่งนาทีเท่านั้นนะครับ ใครไม่กดไลค์จะถือว่างดออกเสียง”
กรรมการทั่วไปหนึ่งพันคนเริ่มโหวต
“สาม สอง หนึ่ง…หมดเวลา!” พิธีกรหันกลับไป “มาดูที่จอใหญ่กันครับ!”