เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 97 เวรกรรมเริ่มตามสนอง ชิงชิงระเบิดโทสะ!
ไม่รู้ว่าทางฝั่งนั้นพูดว่าอย่างไรบ้าง
คุณนายเฉินเอ่ยปาก “คุณยังไม่เชื่อฉันอีกเหรอคะ ฉันเป็นพวกไม่ตรวจสอบอะไรเลยเหรอไง ถ้าจะบอกว่ามีความสัมพันธ์กับตระกูลร่ำรวยยังไง อย่างมากก็เป็นเพียงแค่คนที่ตระกูลจั่วเคยรับเลี้ยงดูเท่านั้น
แต่ผู้เฒ่าจั่วก็เสียไปสักพักแล้วไม่ใช่เหรอคะ ทีนี้ใครล่ะจะยังมาสนใจคนนอกอีก คุณเสียนอวี้ก็บอกแล้วว่า ให้ฉันจัดการได้ตามใจชอบ”
คนที่อยู่ปลายสายโทรศัพท์จึงได้วางใจ
ทั้งสองนัดแนะเวลาและสถานที่กัน
หลังจากการสนทนาสิ้นสุดลง คุณนายเฉินก็พออกพอใจมาก สายตาของเธอชั่วร้าย “ยังจะกล้ามาสู้กับฉัน!”
เธอยืนยันกับตระกูลจั่วครั้งแล้วครั้งเล่าเรื่องที่ตระกูลจั่วจะไม่ยุ่งเรื่องของซือฝูชิง
ถ้าไม่มีตระกูลจั่ว จะมีอะไรในเมืองหลินที่ตระกูลเฉินจะอาศัยอิทธิพลใช้เล่ห์เหลี่ยมปิดบังไม่ได้อีก
พ่อบ้านยิ้มประจบสอพลอ “นับว่าเธอโชคร้ายที่มาหาเรื่องคุณนาย ก็ถือว่าเป็นการตักเตือนเธอให้รู้สักหน่อยว่าคนประเภทไหนที่เธอไม่ควรหาเรื่อง”
“ก็ใช่น่ะสิ ฉันได้ใช้เธอแลกกับใบสั่งซื้อจากประธานหลิวพอดีเลย” คุณนายเฉินแค่นเสียงเย้ยหยัน “บังเอิญแก้ไขเรื่องเร่งด่วนที่สุดไปได้เรื่องนึง”
เธอไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับธุรกิจ ดังนั้นจึงทำได้แค่เป็นคุณนายดูแลปกครองที่บ้านเท่านั้น
พอเธอเห็นว่าผู้นำตระกูลจั่วยุ่งวุ่นวายมากช่วงนี้ เธอก็กังวลร้อนใจอย่างมาก
ต่อให้ตระกูลเฉินเข้าไปสู่แวดวงเมืองซื่อจิ่วไม่ได้ แต่ก็จะปล่อยให้ทรัพย์สินของตระกูลหมดลงไม่ได้อยู่ดีไม่ใช่เหรอ
คุณนายเฉินมักจะอวดกับเพื่อนเก่าของเธอว่าเธอได้แต่งงานกับสามีที่ดี เธอมีนิสัยหยิ่งยโสและไม่ต้องการด้อยกว่าใคร
พ่อบ้านครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “คุณนาย พี่สาวของคุณ…เธอ…”
“พ่อแม่ของฉันรักเธอมาก แต่สุดท้ายเธอก็ไม่ได้แต่งงานกับคนที่ดีเหมือนฉัน” คุณนายเฉินไม่สนใจ “เธอไปทำงานในเมืองซื่อจิ่วคนเดียว แถมได้โรคหัวใจกลับมา น่าสงสารจริงๆ คงจะอยู่ได้ไม่นานแล้วละ”
พ่อบ้านไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติมอีกอย่างคนมีไหวพริบ
“เอาละ” คุณนายเฉินลุกขึ้นแสร้งวางมาดสง่าสงาม “ฉันจะไปทำเล็บกับคุณนายหลิวแล้วรอข่าวดีจากประธานหลิว”
**
ทางฝั่งตระกูลจั่ว
คุณนายจั่วผู้เฒ่าถูกหามตัวส่งโรงพยาบาลเมื่อเย็นวานนี้จนตอนนี้ก็ยังอยู่ในอาการโคม่า
จั่วเทียนเฟิงได้แต่ต้องผลักธุระทั้งหมดออกไปก่อนแล้วนอนเฝ้าไข้อยู่ที่โรงพยาบาล โดยมอบอำนาจให้จั่วเสียนอวี้จัดการเรื่องราวต่างๆ ในบริษัทแทนตน
จั่วเสียนอวี้กำลังทำงานอยู่ที่บ้านตอนที่เธอรับสายด่วนจากรองผู้จัดการ
“คุณหนูรอง เกิดเรื่องแล้วครับ แย่แล้ว!” น้ำเสียงของรองผู้จัดการร้อนรน “บริษัทติดฮอตเสิร์ชแล้วครับ!”
“ฮอตเสิร์ชอะไร!” จั่วเสียนอวี้ขมวดคิ้ว “เวยปั๋วงั้นเหรอ”
เธอไม่เคยสนใจเรื่องราวบนอินเทอร์เน็ตอะไรมากมาย แถมบริษัทของตระกูลจั่วก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับวงการบันเทิง แล้วทำไมจู่ๆ ถึงกลายเป็นคำค้นหายอดนิยมไปได้?
“เรื่องมันซับซ้อนครับ ผมส่งไปให้คุณดูแล้ว” รองผู้จัดการสูดลมหายใจก่อนจะพูดต่อ “คุณลองดูหน่อยครับว่าเราควรทำยังไงกันดี”
จั่วเสียนอวี้คลิกเปิดกล่องข้อความใหม่แล้วดูภาพหน้าจอที่รองผู้จัดการส่งมาให้
อย่างแรกคือข่าวด่วนของบัญชีการตลาดหลายบัญชี
ข่าวด่วนวันนี้ : [ตระกูลจั่วและซือฝูชิงเผชิญหน้ากันแบบตัวต่อตัว ตระกูลจั่วขอร้องอย่างจริงจัง ซือฝูชิงกลับโมโหไร้น้ำใจ มีเรื่องราวภายในที่น่าตกใจ หรือว่าเป็นเรื่องของคนเนรคุณเลือดเย็นกันแน่?]
มีภาพประกอบสองสามภาพด้านล่าง หนึ่งในนั้นคือภาพที่คุณนายจั่วผู้เฒ่าคว้ามือซือฝูชิงไว้
ตอนนี้ขอแค่ให้มีชื่อของซือฝูชิงเข้าไปเกี่ยวด้วย ความนิยมก็จะเกิดขึ้นทันที
เหล่ามูสเองก็รู้ว่าแอนตี้แฟนของซือฝูชิงมีอยู่เยอะ ว่างๆ เมื่อไรก็จะมาจับตาดูเวยปั๋วทันที
มีคนแสดงความคิดเห็นมากมายภายใต้ข่าวด่วนนี้
[เธออยู่ที่นั่นด้วยเหรอ ถ้าไม่ได้อยู่ก็หุบปากไปซะ]
[ซือซือเป็นคนแบบไหน พวกเราในอินเตอร์เน็ตอาจจะไม่รู้หรอก แต่เธอก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปว่าซือซือโดยที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วย!]
[ฉันจะพูดว่าซือฝูชิงเป็นพวกเนรคุณ เนรคุณ จะทำไม!]
[ได้ เจ้าของบล็อกนี้ ฉันอยู่ที่นั่นด้วยและเห็นเรื่องราวทั้งหมด ตอนแรกฉันก็คิดว่าซือฝูชิงทำเป็นไม่รู้จักพวกเขา แต่พวกเธอรู้อะไรมั้ย ซือฝูชิงไม่ได้มีชีวิตที่ดีในบ้านตระกูลจั่วอย่างที่ทุกคนคิดเลย ชีวิตเธอน่าอนาถมาก!
เธอเกือบตายตั้งหลายครั้ง ซ้ำยังถูกรังแกจากเด็กๆ ในบ้านตระกูลจั่วอีก บ้านที่ร่ำรวยแต่จอมปลอมแบบนั้น ไม่อยู่ซะยังดีกว่า! ยังมีคนกล้าเรียกเธอว่าเลือดเย็นอีก? ฉันว่าคนที่สมควรตายคือพวกคนตระกูลจั่วมากกว่า!
ฉันไม่รู้ว่าผู้เฒ่าจั่วดีกับซือฝูชิงยังไงหรอกนะ เลยจะไม่ขอพูดถึง แต่คนรุ่นหลังของตระกูลจั่วใจร้ายขนาดนั้น ฉันว่าตระกูลจั่วคงอยู่ได้อีกไม่นานหรอก]
[ฉันก็เห็นเหมือนกัน ฉันมีหลักฐาน!]
เริ่มมีหลายคนออกมาพูดมากขึ้นเรื่อยๆ ยังมีบางคนโพสต์วิดีโอที่ถ่ายเมื่อคืนนี้ลงบนอินเทอร์เน็ตอีกด้วย
คลิปวีดิโอแสดงให้เห็นภาพตอนที่ซือฝูชิงเปิดเผยบาดแผลให้ดูอย่างชัดเจน
ตอนนี้คลิปวิดีโอนี้ถูกแชร์ออกไปแล้วกว่าหนึ่งหมื่นครั้ง ผลกระทบของมันย่อมไม่ใช่น้อยๆ
เป็นการบังคับให้คำค้น #ตระกูลจั่ว ซือฝูชิง# เป็นคำค้นหายอดนิยมและกำลังจะเบียดเข้าสู่ตารางอันดับได้แล้ว
จั่วเสียนอวี้เห็นอย่างนั้นก็หายใจติดขัดทันที
“เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ยังต้องให้ฉันสอนพวกคุณอีกเหรอ!” เธอระงับโทสะ “เอาชื่อออกจากฮอตเสิร์ช ซื้อตัวหน้าม้า ปิดคำวิจารณ์ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ตายแล้วเหรอไง?!”
เครือตระกูลจั่วเป็นบริษัทจดทะเบียน ทุกความเคลื่อนไหวจะเป็นที่จับตามอง
ข่าวเชิงลบแบบนี้รังแต่จะทำให้หุ้นของบริษัทผันผวนและไม่เป็นผลดีแต่อย่างใด
รองผู้จัดการเอ่ยด้วยความลำบากใจ “คุณหนูรอง คนที่อยู่ตรงนั้นเป็นพวกมีอันจะกินกันทั้งนั้นครับ พวกเขาไม่สนใจเงินเล็กๆ น้อยๆ เรื่องนี้ปิดเอาไว้ไม่อยู่จริงๆ ครับ”
“ปิดไม่อยู่ก็ต้องทำ” จั่วเสียนอวี้สูดลมหายใจเข้าลึก “ข่าวบนอินเตอร์เน็ตมาไวไปไว พอผ่านไปสักสองสามวันพวกเขาก็ลืมกันหมดแล้ว ไปทำให้หุ้นของบริษัทนิ่งก่อนเป็นอันดับแรก!”
รองผู้จัดการตอบรับซ้ำๆ รีบไปจัดการทันที
จั่วเสียนอวี้ขมวดคิ้วพลางคลิกดูหุ้นของเครือตระกูลจั่ว แต่ยิ่งดูมากเท่าไร เธอก็ยิ่งไม่สามารถควบคุมความโกรธที่คุกรุ่นอยู่ภายในใจได้
ซือฝูชิงเป็นคนเนรคุณจริงๆ
เธอจำแค่ว่าคนอื่นทำไม่ดีกับเธอยังไง แต่กลับไม่รู้สึกขอบคุณตระกูลจั่วที่เลี้ยงดูเธอมาตั้งสิบสามปีเลยสักนิด
พอเธอนึกถึงตอนที่ซือฝูชิงตบหน้าเธอจนลงไปกองกับพื้นเมื่อวานนี้ แววตาของจั่วเสียนอวี้ก็มืดมนลงทันที
เธอส่งข้อความไปหาแต่ละแผนกก่อนที่จะนั่งลงอีกครั้ง
ที่ด้านข้างจั่วฉิงหย่าตบหน้าอกของตัวเองอย่างหงุดหงิดกระสับกระส่าย “พี่รอง ฉันใจคอไม่ดีเลย รู้สึกเหมือนกับจะมีเรื่องไม่ดีอะไรเกิดขึ้น”
เมื่อคืนเธอนอนหลับไม่สนิทแถมยังฝันร้ายตลอดคืน
หลังจากที่ตื่นแล้วก็มีอาการใจสั่นไม่หายสักที
เธอไปโรงพยาบาลแต่เช้าเพื่อตรวจร่างกาย แต่ก็ไม่พบอะไรผิดปกติ
“จะมีเรื่องไม่ดีอะไรได้” จั่วเสียนอวี้พูดอย่างเย็นชา “คุณย่าแก่แล้ว งมงายอะไรก็ไม่รู้ทั้งวัน เธอก็อย่าไปเลียนแบบ กินข้าวเสร็จแล้ว ฉันยังต้องไปบริษัทอีก”
จั่วฉิงหย่าได้แต่ต้องไปที่โต๊ะกินข้าว
เธอเพิ่งจะหยิบชามเปล่าและกำลังจะขอให้คนรับใช้เสิร์ฟซุปให้เธอ
จู่ๆ ชามในมือของเธอก็แตกจนเกิดเสียงดัง เปรี๊ยะ
จั่วฉิงหย่าร้องเสียงแหลมออกมาด้วยความตกใจผุดลุกทันที
“เธอเป็นอะไรน่ะ” จั่วเสียนอวี้หมดความอดทน “แค่ชามใบเดียวก็ยังถือไม่ได้เหรอ”
จั่วฉิงหย่ายิ่งรู้สึกผิดและน้อยใจ ที่มากกว่านั้นคือความหวาดกลัว “จะโทษฉันได้ยังไง ฉันจะมีแรงขนาดทำชามแตกได้เลยเหรอ พี่รอง พี่ว่าฉันคงไม่ได้ไปทำให้วิญญาณที่ไหนโมโหอะไรหรอกใช่มั้ย”
“ไร้สาระ!” จั่วเสียนอวี้พูดอย่างเย็นชา “นั่งลง พ่อบ้าน ไปหยิบชามใหม่มา”
จั่วฉิงหย่ารับมันมาอย่างระมัดระวัง
เธอรู้สึกโล่งใจที่ครั้งนี้ชามไม่แตกแล้ว
ตอนที่กำลังกินข้าวจั่วเสียนอวี้ก็ต้องรับสายเรื่องงานอีกสองสามสาย กว่าจะกินเสร็จก็เป็นเวลาบ่ายโมงแล้ว
จั่วฉิงหย่าทั้งชื่นชมทั้งอิจฉา “พี่รอง พี่เก่งจริงๆ ฉันฟังไม่เข้าใจเลยสักนิด”
ใครๆ ก็บอกว่าจั่วเทียนเฟิงได้ลูกสาวที่ดี พรสวรรค์ด้านการทำธุรกิจของจั่วเสียนอวี้นั้นสูงมากจนสามารถเทียบกับลูกชายที่ได้รับการปลูกฝังจากตระกูลร่ำรวยในเมืองซื่อจิ่วได้เลย
“ฝึกฝนหน่อยก็ทำได้แล้ว” จั่วเสียนอวี้เก็บข้าวของ “ฉันจะไปที่บริษัท เธอดูแลตัวเองให้ดีๆ อย่าเข้าโรงพยาบาลไปอีกคนละ”
จั่วฉิงหย่าพยักหน้าด้วยความตื่นตระหนกแล้วพยายามสงบสติอารมณ์ตนเอง
**
วันนี้เป็นวันเสาร์ รายการหนุ่มสาววัยใสตอนที่สี่กำลังเผยแพร่ทางออนไลน์อย่างเป็นทางการ
อัตราการรับชมรายการยังต่ำกว่าการแสดงครั้งก่อนเล็กน้อย แต่ก็ยังเป็นอันดับหนึ่งในรายการวาไรตี้ที่มีผู้รับชมมากที่สุด
[ฉันรู้อยู่แล้วว่าพี่เซี่ยต้องได้ที่หนึ่ง ฉันโหวตจนมือหงิกหมดแล้ว!]
[ทุกคน! ทำไมฉันรู้สึกว่าคะแนนโหวตแบบนี้มันไม่ถูกล่ะ คงจะไม่ได้มีการกดคะแนนกันหลังเวทีหรอกนะ? ทำไมคำนวณยังไงก็คิดว่าคะแนนของพี่เซี่ยน่าจะมากกว่าลู่เยี่ยนเยอะ แต่ทำไมออกมาห่างกันแค่นี้เองล่ะ]
[เฮ้ย ไม่น่าหรอกมั้ง?]
[ตลกเป็นบ้า ถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็ยิ่งแสดงว่าลู่เยี่ยนไม่ได้ความน่ะสิ พี่เซี่ยถูกกดคะแนนโหวตแล้วยังได้ที่หนึ่งอีก พี่เซี่ยเทพตลอดกาล!]
อวี้ถังดูรายการตอนล่าสุดจบด้วยความพึงพอใจ “ชิงชิง พวกเราออกไปกินหม้อไฟกันดีมั้ย ถือว่าเป็นมื้อดึก”
ซือฝูชิงตอบรับ “ได้สิ แต่ฉันจะกินแบบเผ็ดนะ!”
“ฉันด้วยๆ” อวี้ถังดีใจมาก “วันที่อาเก้าไม่อยู่ เราจะบ้าแค่ไหนก็ได้!”
“แต่ก็ต้องระวังไว้หน่อย ถึงยังไงเด็กผู้หญิงอยู่ข้างนอกก็ต้องระวังตัวให้ดี” ซือฝูชิงหยุดคิดเล็กน้อย “เธอรอแป๊บนึง ฉันมีอะไรจะให้”
เธอหมุนตัวเข้าไปในห้องก่อนจะกลับออกมาในอีกครึ่งนาทีแล้วมอบถุงหอมที่ประณีตมากให้อวี้ถังซองหนึ่ง “เอานี่ เก็บไว้ให้ดี”
“ได้เลย” อวี้ถังย่อมไม่ปฏิเสธสิ่งที่ไอดอลของตนมอบให้อยู่แล้ว รีบเก็บถุงหอมเล็กๆ ลงในกระเป๋าเงินของตนเอง “มีอะไรอยู่ในนั้นเหรอ”
ซือฝูชิงเอียงศีรษะ “เป็นเครื่องรางขอให้ปลอดภัยที่ฉันวาดน่ะ เอาไว้คุ้มครองเธอตอนคับขัน”
จะบอกว่าเป็นเครื่องรางขอให้ปลอดภัยก็ไม่ถูกนัก อันที่จริงแล้วมันมีกระดาษยันต์ของปรมาจารย์หยินหยางอยู่ด้วย
มันจะทำให้เธอรู้สึกถึงเรื่องร้ายบางอย่างได้และทำให้เธอรีบไปได้ทันเวลา
ถ้าอวี้ถังพกมันติดตัวไว้ แล้วมีอันตรายอะไรเกิดขึ้น เธอก็จะสามารถรับรู้ได้ด้วยพลังของหยินและหยางนี้
เธอเป็นสายต่อสู้ไม่เหมือนจีสิงจือ ยันต์เดียวที่เธอวาดคือยันต์คุ้มครองให้ปลอดภัยชนิดนี้ ไม่ใช่ยันต์ต่อสู้ ยันต์อื่นๆ ก็เป็นพวกแผ่นเดียวระเบิดวอดวายทั้งตึกอะไรประมาณนั้น
เรื่องอะไรที่ใช้กำลังแก้ไขได้ จะต้องมาเปลืองสมองทำไมอีก
ถึงจะมีคนว่าเธอเป็นปรมาจารย์หยินหยางที่แปลกแยกก็ไม่เป็นไร
“ว้าว! ชิงชิงวาดเครื่องรางได้ด้วย!” อวี้ถังประหลาดใจ “ฉันเป็นคนแรกที่ได้หรือเปล่าเนี่ย!”
“อืม” ซือฝูชิงลูบคาง “ไม่ได้วาดซะนาน ออกจะแปลก ๆ หน่อย ไม่สิ ถ้าเป็นความคิดของคนปกติทั่วไปก็ควรจะบอกว่าอย่างมงายไม่ใช่เหรอ”
“สิ่งที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้คืออภิปรัชญา” อวี้ถังภูมิใจมาก “ชิงชิงเก่งขนาดนี้ วาดเครื่องรางได้แล้วแปลกตรงไหน อีกอย่าง ฉันเป็นสาวน้อยมหัศจรรย์นะ ยังไงก็ต้องพกอะไรที่ไม่เหมือนคนทั่วไปอยู่แล้ว!”
ซือฝูชิง “…”
ตามคาด
ความสามารถในการยอมรับมิติที่สองยังเร็วกว่าที่เธอคิดไว้เสียอีก
“ไปเถอะๆ” อวี้ถังเกาะแขนเธอ “เฮอะ รอให้อาเก้ากลับมาก่อน แล้วฉันจะอวดให้อาเก้าอิจฉาฉัน!”
ซือฝูชิง “…”
ดูท่าแล้วเธอน่าจะต้องวาดยันต์เพิ่มอีกแผ่นซะแล้ว
สามทุ่ม ชีวิตในช่วงเวลากลางคืนเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ใจกลางเมืองล้วนเต็มไปด้วยผู้คน
ทั้งสองคนไปยังร้านหม้อไฟที่มีห้องส่วนตัวแล้วหยิบเลขคิว
“อีกตั้งนานแน่ะ” อวี้ถังถอนหายใจ “ทำไมมีคนอยากกินมื้อดึกเยอะขนาดนี้เนี่ย ฉันยังอยากดื่มชานมด้วย แต่ฉันไม่อยากขยับตัวไปไหนแล้ว”
“ชานม?” ซือฝูชิงมองหาร้านชานมที่ใกล้ที่สุดบนแผนที่ในโทรศัพท์ก่อนจะพบว่ามันอยู่ห่างออกไปหนึ่งร้อยเมตร
ตอนนี้ร้านหม้อไฟกำลังเรียกคิวที่ 122 เท่านั้น ของพวกเธอเป็นคิวที่ 198 อย่างน้อยก็ต้องรออีกหนึ่งชั่วโมง
“งั้นเอาอย่างนี้ ถังถัง ฉันออกไปซื้อให้เธอเอง” ซือฝูชิงบอก “เธอนั่งอยู่ตรงนี้แหละ ไม่ต้องไปไหน เดี๋ยวฉันรีบกลับมา”
อวี้ถังพยักหน้า “ฉันไม่เป็นไรหรอกชิงชิง ตรงหน้าร้านมีคนตั้งเยอะ ฉันเองก็เป็นกังฟูด้วยนิดหน่อย เธอไปเถอะ ฉันเอาแก้วใหญ่พิเศษเพิ่มวุ้นมะพร้าวนะ!”
หลังจากที่ซือฝูชิงอธิบายกับพนักงานที่หน้าร้านแล้วก็ออกไป
อวี้ถังหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาถ่ายรูปถุงหอมเล็กๆ ที่ซือฝูชิงมอบให้และแทบรอไม่ไหวที่จะส่งไปให้อวี้ซีเหิงดู
[อาเก้า ดูสิคะ! ชิงชิงให้ฉันแหละ ซึ่งอาไม่ได้!]
เธอไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับคำตอบจากอวี้ซีเหิง เพราะถึงอย่างไรแค่เขาเห็นก็พอแล้ว
อวี้ถังเก็บโทรศัพท์มือถือและตั้งใจรอชานมของตัวเอง
ทันใดนั้นเธอรู้สึกเจ็บที่สะบัก มีคนกดไหล่เธอไว้พร้อมปิดปากเธอ
คนอยู่ที่หน้าร้านเห็นภาพเหตุการณ์นี้หลุดเสียงอุทานออกมาเล็กน้อย
“มองอะไร” หัวหน้าบอดี้การ์ดในชุดดำมีใบหน้าดุร้าย “อยากตายเหรอ”
คนที่เดินผ่านไปมาตกใจ พวกเขารีบเสมองไปทางอื่นทันที
“พวก พวกแก…” แม้ว่าอวี้ถังจะฝึกเทควันโดมา แต่เธอจะเป็นคู่ต่อสู้ของบอดี้การ์ดที่คุณนายเฉินส่งมาได้อย่างไร
อีกทั้งเธอยังถูกปิดปากไว้ ไม่สามารถส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือได้ จึงถูกพาตัวไปอย่างรวดเร็ว
มันอยู่ใกล้แค่หน้าประตูร้านเท่านั้น พนักงานหลายคนเลยเห็นเหตุการณ์
แต่เมื่อพวกเขาเห็นว่าบอดี้การ์ดพวกนั้นสูงใหญ่กำยำสวมชุดสีดำ พวกเขาเลยทำเป็นหลับหูหลับตามองไม่เห็นไปเสียอย่างนั้น
เพราะถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวกับพวกเขา ไม่จำเป็นต้องสร้างปัญหาให้ตัวเอง
สิบนาทีต่อมาซือฝูชิงกลับมาพร้อมกับชานมร้อนสองแก้ว
อวี้ถังไม่ได้อยู่ตรงที่เดิม
แต่เก้าอี้ยังร้อนอยู่
ซึ่งเห็นได้ชัดว่าอวี้ถังเพิ่งจะไปได้ไม่นาน
ซือฝูชิงเงยหน้ามองไปยังพนักงานของทางร้าน สายตาของเธอค่อยๆ เย็นชาลงทีละน้อย “เธอหายไปไหน”