เธอกลับมาเทพ - ตอนที่ 98 แกรู้ได้ยังไงว่าฉันมีตระกูลอวี้หนุนหลัง
พนักงานร้านตัวสั่นเทาขึ้นมาทันใด เขาไม่กล้าพูดและพยายามหลบสายตา
“ฉันแค่ถามคำถาม แล้วคุณกลัวอะไร” ซือฝูชิงยิ้ม น้ำเสียงของเธอยิ่งเย็นลง “ฉันขอถามอีกครั้ง คนหายไปไหน”
“ถูก ถูกคนกลุ่มนึงเอาตัวไปแล้วครับ” พนักงานอีกคนพูดเสียงอ่อน “พวกเขาคนเยอะกว่า พวก พวกเราเลยไม่กล้าขวาง”
ซือฝูชิงกำหมัด
นี่เป็นครั้งแรกที่อวี้ถังมาเมืองหลิน เธออยู่เมืองซื่อจิ่วมาตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมาและแทบไม่เคยออกจากบ้านตระกูลอวี้เลย
ด้วยนิสัยสันโดษของเธอ คงไม่มีทางไปหาเรื่องใครแน่
ซือฝูชิงไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเรื่องนี้น่าจะเพราะตัวเองเป็นต้นเหตุ
บางทีอีกฝ่ายอาจจะจับผิดคนหรือไม่ก็ต้องการจับอวี้ถังไปเพื่อบีบบังคับเธอ
ซือฝูชิงระบายลมหายใจออกช้าๆ เธอไม่มีเวลาที่จะหาความกับพวกเขาจึงได้แต่เค้นถาม “ไปทางไหนแล้ว”
พนักงานยกมือขึ้นอย่างสั่นเทาก่อนจะชี้ไปทางหนึ่ง “ทาง ทางนั้น”
ซือฝูชิงเอียงศีรษะ เธอหรี่ตาเล็กน้อยพลางหยิบชานมแล้วเดินไปด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“สาวน้อย เธอจะไปไม่ได้นะ” มีคนทนดูต่อไปไม่ได้ผุดยืนขึ้นทันที “คนพวกนั้นดูโหดมาก บึกบึนมีกล้ามกันทั้งนั้น ใส่ชุดดำทั้งตัว แถมเนื้อตัวยังมีกลิ่นอายเปื้อนเลือด คนธรรมดาอย่างพวกเราสู้ไม่ไหวหรอก!
เธอ…เฮ้อ เธอไปแจ้งตำรวจดีกว่ามั้ย! ไม่อย่างนั้นก็เรียกคนที่บ้านมาก็ได้ เธอไปเองอย่างนี้จะไม่เท่ากับเนื้อเข้าปากเสือเหรอ”
ซือฝูชิงสวมหน้ากากอยู่จึงมองไม่เห็นใบหน้าของเธอ แต่ก็พอดูออกว่าเธอยังเด็กและอายุไม่น่าจะเกินยี่สิบปีอย่างแน่นอน
เด็กสาววัยนี้น่าเป็นห่วงจริงๆ
“ดีจัง” ซือฝูชิงไม่สามารถควบคุมโทสะที่เดือดพล่านในตัวเองได้อีกต่อไป แต่ใบหน้าของเธอยังคงเปื้อนยิ้มอยู่ “ขอบคุณที่บอกให้รู้นะคะ”
หลังจากที่เธอตื่นมาคราวนี้ เธอก็พยายามเก็บเนื้อเก็บตัวมากแล้ว
นิสัยของเธอไม่ดีเลย ดังนั้นเมื่อก่อนเธอจึงต่อสู้กับคนอื่นจนตัวเองเกือบตายอยู่ทุกวัน
จนกระทั่งไม่มีใครสู้เธอได้อีก
ซือฝูชิงหลับตาลงและพยายามสัมผัสถึงคลื่นที่แผ่ออกมาจากกระดาษยันต์ สีหน้าของเธอผ่อนคลายลงเล็กน้อย
โชคดีที่กระดาษยันต์ไม่ได้เสียหาย ซึ่งแปลว่าตอนนี้อวี้ถังยังไม่ได้เป็นอะไรมาก
ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับอวี้ถัง เธอคงไม่สามารถให้อภัยตัวเองได้เลย
คนคนนั้นได้แต่ยืนส่ายศีรษะอยู่ที่เดิมเมื่อเห็นว่าตนเองไม่มีทางที่จะห้ามซือฝูชิงได้
กฎหมายและระเบียบในเมืองหลินนั้นเข้มงวด แต่เรื่องแบบนี้ยังคงเกิดขึ้นอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
ถ้าเป็นแค่อันธพาลธรรมดาก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ถ้าเป็นคนที่บางตระกูลส่งมา…
เธอไม่กล้าคิดต่อไปอีก
“เดี๋ยวนะ!” มีใครบางคนพูดขึ้นมา “พวกนายรู้สึกมั้ยว่าหญิงสาวคนนั้นหน้าตาคุ้นๆ”
“คุ้นยังไง สวมหน้ากากอย่างนั้นยังมองออกอีกเหรอ”
“พอนายพูดออกมา ฉันก็รู้สึกว่าคุ้นอยู่นะ หรือว่า…ใช่แล้ว! ซือฝูชิงใช่มั้ยนะ ดาราหญิงคนนั้น คนที่มาจากตระกูลจั่ว!”
“ก็เหมือนอยู่นะ แต่ไม่น่าจะใช่มั้ย…ตอนนี้เธอกำลังฮอตเลย ก็น่าจะมีผู้ช่วยพี่เลี้ยงอะไรคอยติดตามไม่ใช่เหรอ”
คนที่สงสัยเป็นคนแรกโพสต์เรื่องนี้ลงบนอินเทอร์เน็ตโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง “ให้ชาวเน็ตดู พวกเราจะนิ่งดูดายไม่ได้”
**
ในเวลานี้ ณ ศาลาโบตั๋นริมน้ำ
ศาลาโบตั๋นริมน้ำเป็นคลับเฮาส์ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลินและเป็นระบบสมาชิก
ถ้าไม่มีบัตรสมาชิกก็เข้าไปไม่ได้
ตัวอาคารสร้างล้อมรอบแม่น้ำและมีสวนดอกโบตั๋นอยู่ตรงกลาง จึงได้ชื่อว่า ‘ศาลาโบตั๋นริมน้ำ’
สมาชิกบัตรแบล็กโกลด์ทุกคนจะมีวิลล่าขนาดเล็กพร้อมสระว่ายน้ำในสวน มีฉนวนกันเสียงและมีความเป็นส่วนตัวที่ดีมาก
ประธานหลิวปลดเข็มขัดพลางเดินเข้าประตูมา ทันทีที่เขาเข้าไป ก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งเพิ่งจะเดินออกมาจากด้านใน
สูทแบบตะวันตกกับรองเท้าหนังชี้ให้เห็นว่าพวกเขาเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในสังคมอย่างชัดเจน
ประธานหลิวเหลือบมองและเอ่ยถาม “ใครอยู่ตรงนั้นเหรอ”
ผู้จัดการรีบลุกขึ้นไปที่แผนกต้อนรับเพื่อสอบถามก่อนจะกลับมาในไม่ช้า
เขาก้มศีรษะและกดเสียงลง “ประธานหลิว คนจากเมืองซื่อจิ่วครับ ดูเหมือนว่าจะมีหัวหน้าใหญ่หลายคนมา ผมได้ยินว่ามีตระกูลอวี้ด้วย”
“ตระกูลอวี้?” ประธานหลิวตาเป็นประกายขึ้นมาทันที “ถ้าอย่างนั้นนายไปสืบดูอีกทีซิว่า พวกเขากำลังพูดถึงเรื่องอะไร เราจะไปเข้าร่วมด้วยได้มั้ย”
ตระกูลอวี้เป็นตระกูลที่ร่ำรวยอันดับหนึ่งในเมืองซื่อจิ่ว ไม่เพียงแต่ในเมืองหลินเท่านั้น แต่ตระกูลใหญ่ในเมืองอื่นๆ ล้วนอยากจะสร้างความสัมพันธ์กับตระกูลอวี้กันทั้งนั้น
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ในเมืองซื่อจิ่ว ตระกูลอวี้ก็มีสิทธิ์ชี้ขาดตั้งแต่ไหนแต่ไรมา
ประธานหลิวรู้ดีว่า ถ้าหากเขาสามารถทำความรู้จักกับตระกูลอวี้ได้ก็เท่ากับได้ตีตั๋วเข้าเมืองซื่อจิ่วแล้ว
“ได้ครับ ประธานหลิว” ผู้จัดการถามไถ่ที่แผนกต้อนรับอีกครั้งก่อนจะจากไปอย่างรวดเร็ว
“ไป” ประธานหลิวตบท้องตัวเอง “ไปที่ห้องของฉันก่อน”
วิลล่าส่วนตัวของเขาอยู่ด้านในสุด ซึ่งสะดวกสำหรับการทำธุระต่างๆ
“ประธานหลิว คุณนายเฉินส่งคนมาให้แล้วครับ” ผู้ช่วยพิเศษที่อยู่ด้านข้างพูดด้วยความเคารพ “อยู่ในห้องคุณแล้วครับ”
“ตระกูลเฉินก็มีประโยชน์ในเรื่องพวกนี้อยู่บ้างนะ” ประธานหลิวเอามือไพล่หลัง “เอาละ ฉันจะขึ้นไปดูก่อน”
ผู้ช่วยพิเศษพยักหน้าแล้วกดหูฟัง ส่งสัญญาณให้บอดี้การ์ดที่อยู่รอบๆ เฝ้าระวังอย่างเข้มงวด จากนั้นก็เปิดระบบเตือนภัย
ประธานหลิวขึ้นไปถึงชั้นสองและเปิดประตูห้องนอน
สองมือของอวี้ถังถูกมัดไว้ด้านหลัง ในปากมีผ้ายัดไว้
เมื่อได้ยินเสียงเธอก็ตัวสั่นรีบเงยหน้าขึ้นทันควัน
อวี้ถังเห็นเข้าก็แทบจะอาเจียนออกมา
เธอถูกปิดตาและมัดมือเอาไว้ตลอดทาง ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
แต่ตอนนี้พอเธอเห็นชายวัยกลางคนลงพุงปรากฏตัวขึ้นที่นี่ ไม่ว่าเธอจะโง่แค่ไหนก็เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในทันที
อวี้ถังกัดฟันพยายามสงบสติอารมณ์ของตนเอง
“ไม่เลวๆ หน้าตาดีจริงๆ ด้วย” ประธานหลิวเดินเข้ามาแล้วเอาผ้าที่อุดปากของเธออยู่ออกไป “เธอ เป็นเด็กที่ตระกูลจั่วเก็บมาเลี้ยงอย่างนั้นเหรอ”
อวี้ถังใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีในการตอบสนอง “ใช่ ฉันเอง ทำไมเหรอ”
เธอระแวดระวังตัวมาก
คนพวกนี้คิดจะลักพาตัวชิงชิงนี่เอง
เรื่องนี้ไม่ค่อยดีเท่าไรแล้ว
“โอ๊ะโอ ก้าวร้าวอยู่นะ” ประธานหลิวเดาะลิ้น “มิน่าคนอื่นเขาถึงได้เกลียดเอา รู้มั้ยว่าใครเป็นคนส่งเธอมาที่นี่”
กลางฝ่ามือของอวี้ถังมีเหงื่อออก แต่น้ำเสียงของเธอยังสงบ “คนที่ฉันทำให้ขุ่นเคืองมีเยอะแยะไป ฉันจะไปรู้ได้ไงว่าแกหมายถึงใคร”
“เยอะแยะ?” ประธานหลิวประหลาดใจ “เธอยังไปล่วงเกินใครนอกจากตระกูลเฉินอีกเหรอ”
อวี้ถังจดจำแซ่ ‘เฉิน’ นั้นไว้เงียบๆ
“ยอดไปเลย ถ้าอย่างนั้นเธอก็ต้องดีใจแล้วที่ตัวเองถูกส่งมาที่นี่” ประธานหลิวเดินวนรอบตัวเธอพลางส่ายศีรษะซ้ำๆ “อย่างน้อยฉันก็อ่อนโยนกับผู้หญิง ถ้าเป็นคนอื่นละก็…
จิ๊ๆ เนื้อหนังกับกระดูกเธอคงไม่เหลือแล้วตอนนี้ คงจะถูกเอาไปป้อนให้สัตว์เลี้ยงของพวกเขากินหมดแล้ว”
หน้าผากของอวี้ถังมีเหงื่อซึม แต่เธอก็ยังถามออกไปอย่างไม่หวั่นไหว “แกไม่กลัวว่าทั้งตัวเองกับตระกูลเฉินจะล้มหมดเหรอ”
“ฮ่าๆๆๆๆ!” ประธานหลิวหัวเราะเสียงดังออกมาทันที “เธอคิดว่าเธอเป็นใครน่ะ ได้ ต่อให้ตระกูลจั่วยังไม่ตัดสัมพันธ์กับเธอก็เถอะ ตระกูลจั่วก็ยังไม่มีสิทธิ์พูดแบบนั้นออกมา”
“ที่นี่คือเมืองหลิน ตระกูลเฉินมีรากฐานร่ำรวยมายาวนาน ใครจะไปล้มเขาได้ เธอคิดว่าตัวเองมีตระกูลอวี้แห่งเมืองซื่อจิ่วหนุนหลังหรือไง”
เขาชอบเด็กสาวที่ไม่มีคนหนุนหลัง ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องกังวลเกี่ยวกับการรับผิดชอบใดๆ
อวี้ถัง “…”
ประธานหลิวขมวดคิ้ว “สายตาแบบนั้นหมายความว่าไง”
อวี้ถังเงียบไปครู่หนึ่ง “แกรู้ได้ยังไงว่าฉันมีตระกูลอวี้เมืองซื่อจิ่วหนุนหลัง”
ประธานหลิวได้เช่นนั้นก็ไม่อยากจะพูดอะไรมากอีก “ฉันรู้แหละว่าดาราเล็กๆ อย่างพวกเธออยากจะตกคุณชายตระกูลอวี้กันทั้งนั้น แต่ตระกูลอวี้จะมองพวกเธองั้นเหรอ
อย่าได้เสียแรงเปล่าเลย ดูแลปรนนิบัติฉันให้ดีดีกว่า ฉันจะได้ส่งทรัพยากรให้เธอมากๆ หน่อย อย่ามัวแต่ฝันกลางวันลมๆ แล้งๆ”
อวี้ถังถูกเขาเอาผ้าอุดปากอีกครั้ง
เธอโกรธแทบตาย
“เอาละ เธอรอไปก่อน” ประธานหลิวจัดระเบียบเนกไทของตัวเองเล็กน้อย “ฉันยังมีเรื่องต้องทำ เธอทำตัวให้ดีๆ อย่าได้คิดหนี”
รูปร่างหน้าตาของอวี้ถังเป็นแบบที่เขาชอบพอดี
แต่ตอนนี้เขาได้พบคนตระกูลอวี้ เรื่องรักๆ ใคร่ๆ ระหว่างชายหญิงพรรค์นี้จึงไม่จำเป็นต้องรีบร้อน
ประธานหลิวจากไปอย่างรวดเร็ว
อวี้ถังสูดลมหายใจเข้าลึก นิ้วมือของเธอสั่นเทา เธอรำพึงอย่างเงียบงันในใจ
ชิงชิง จะต้องไม่เป็นอะไรนะ
**
อีกด้านหนึ่ง
คุณนายเฉินจองสปาชั้นสูงแห่งหนึ่งเอาไว้เพื่อนวดพร้อมกับคุณนายหลิว
พนักงานทำสปาเพิ่งจะลงน้ำมันหอมระเหยให้พวกเธอ
“คุณนายเฉินแนะนำร้านนี้ไม่ผิดหวังเลยจริงๆ” คุณนายหลิวพูด “เดี๋ยวฉันจะสมัครสมาชิกที่นี่ไว้สักใบ”
“ดูพูดเข้าสิ คุณยังจะต้องทำบัตรอะไรอีกล่ะ” คุณนายเฉินหัวเราะ “ฉันจัดการให้คุณก็ได้ค่ะ คุณภาพการบริการของที่นี่สูงมากจริงๆ”
คุณนายหลิวหลับตาลงและพยักหน้าอย่างง่ายๆ
คุณนายหลิวกับประธานหลิวแต่งงานกันด้วยเหตุผลทางธุรกิจ พวกเขาต่างคนต่างอยู่กันมาตลอด
คุณนายเฉินรับปากที่จะส่งสาวๆ จากวงการบันเทิงให้เขาสองสามคน คุณนายหลิวก็หลับตาข้างหนึ่งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไปเสีย
เธอชอบคบหากับคนที่รู้งานอย่างคุณนายเฉินผู้นี้
สาวใช้เข้ามาอย่างไร้ซุ่มเสียงก่อนจะกระซิบข้างหูคุณนายเฉิน “คุณนาย คนของเราส่งคนไปที่ประธานหลิวตามที่คุณนายสั่งไว้แล้วค่ะ”
“ดีมาก ทำงานเร็วดีเหมือนกันนะ” คุณนายเฉินกล่าว “มีรูปให้ฉันดูมั้ย ฉันอยากเห็นว่ามันน่าสมเพชแค่ไหน”
เธอยังติดต่อสื่อเอาไว้แล้วด้วย พรุ่งนี้เช้าก็จะมีคนไปที่ศาลาโบตั๋นริมน้ำ
ซือฝูชิงเป็นดาราคนหนึ่ง เรื่องแบบนี้เพียงพอที่จะทำลายชื่อเสียงของเธอและทำให้เธอไม่สามารถที่จะอยู่ในวงการบันเทิงได้อีกต่อไป
สาวใช้ต่อสายโทรศัพท์หาบอดี้การ์ดที่อยู่ที่ศาลาโบตั๋นริมน้ำทันทีแล้วส่งโทรศัพท์ไปให้คุณนายเฉิน
พอคุณนายเฉินลืมตาขึ้นดู ก็รีบลุกขึ้นนั่งทันที “พวกแกเอาตัวใครมาเนี่ย ฉันสั่งให้ไปจับตัวซือฝูชิงมา! ไม่ได้ให้จับใครไปก็ได้! พวกแกกำลังล้อฉันเล่นอยู่ใช่มั้ย”
คุณนายหลิวเองก็ตกใจ “เกิดอะไรขึ้น”
“ไม่มีอะไรค่ะๆ แค่ลูกน้องทำงานไม่ดูตาม้าตาเรือ” คุณนายเฉินรีบขอโทษขอโพย “คุณนายหลิว ขอตัวสักครู่นะคะ”
คุณนายหลิวโบกมือให้เธอ
คุณนายเฉินเดินไปพลางดุไปพลาง “พวกแกไปจับตัวใครมากันแน่เนี่ย”
ใช่ว่าเธอจะดูไม่ออกว่าเสื้อผ้าของอวี้ถังมีราคาไม่น้อย
ถ้าเผื่อพวกเขาไปจับเอาตัวคุณหนูบ้านไหนมาเข้าจะทำยังไง
“ไม่ ไม่มีทาง…” บอดี้การ์ดอีกฝั่งมีเหงื่อซึมหน้าผาก “พวกเราตามเธอไปตลอด จะจับผิดตัวได้ยังไง คุณนายบอกว่าเธออายุสิบแปด ผมดูแล้วก็น่าจะใช่นะครับ”
“แกจำได้แค่ว่าอายุสิบแปดงั้นเหรอ” คุณนายเฉินหัวเราะออกมาด้วยความโมโห! เธอต้องหนีไปแล้วแน่ๆ!”
“ครับๆๆ” บอดี้การ์ดรับคำซ้ำๆ แล้วรีบแจ้งเรื่องนี้ให้ประธานหลิวทราบทันที
“ประธานหลิว!” ผู้ช่วยพิเศษวิ่งเข้าไปในชั้นหนึ่งของวิลล่าด้วยความตื่นตระหนก “ผิด ผิด! ตระกูลเฉินส่งมาผิดคน นี่ไม่ใช่ ซือฝูชิงครับ!”
“ไม่ใช่เหรอ” ประธานหลิวนิ่วหน้า “แล้วคนที่อยู่ในห้องฉันเป็นใครล่ะ”
“ตอนนี้ยังไม่ทราบครับ” ผู้ช่วยพิเศษไม่แน่ใจ “แต่…แต่น่าจะเป็นนักเรียนคนหนึ่ง? หรืออาจจะเป็นลูกสาวของตระกูลอื่น ผมว่าส่งเธอกลับไปดีกว่าครับ”
“ส่งกลับเหรอ?” ประธานหลิวยิ้มเย็นพลางเดินไปเดินมา “ส่งมาถึงที่ฉันแล้วยังจะให้ส่งกลับไปอีก? ต่อให้เป็นลูกสาวบ้านไหน ฉันแค่พูดคำเดียวก็จบแล้ว พวกเขาจะทำอะไรได้”
แม้แต่ตระกูลเฉินยังต้องให้เกียรติเขา ในเมืองหลินนี้ยังมีใครกล้าชนกับเขาอีกเหรอ
“นายไปจับตาดูคนให้ฉันหน่อย” ประธานหลิวสั่ง “ฉันจะไปสนุกก่อน ถ้ามีข่าวตระกูลอวี้เมื่อไรให้รีบมาแจ้งฉันทันที”
ผู้ช่วยพิเศษตอบรับแล้วออกไป
ที่ด้านนอกบอดี้การ์ดชุดดำเริ่มเคลื่อนตัวออกไปเช่นกัน
หัวหน้าบอดี้การ์ดกรอกเสียงผ่านเครื่องมือสื่อสารอย่างรวดเร็ว “พวกแกดูกันยังไง ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ คุณนายบอกแล้วว่าให้รีบไปหาตัวเธอมาให้ได้โดยเร็วที่สุด!”
“ไม่จำเป็นต้องไปหาหรอก” เสียงเรียบๆ ดังขึ้น “ฉันอยู่นี่แล้ว”
บอดี้การ์ดชุดดำต่างก็ผงะ
เมื่อพวกเขาหันกลับมาก็เห็นร่างเพรียวกำลังเดินตรงมาทางพวกเขา
ส่วนด้านหลังเธอก็มีพนักงานของศาลาโบตั๋นริมน้ำตามมา “คุณครับ คุณเข้าไปไม่ได้นะครับ! ที่นี่เป็นที่ส่วนบุคคลนะครับ!”
แต่พวกเขาตามเธอไม่ทันเลย ได้แต่มองคนที่เดินอยู่ข้างหน้าเข้ามาในวิลล่าต่อหน้าต่อตา
พนักงานรีบต่อสายโทรศัพท์ทันที
“เธอเป็นใคร” หัวหน้าบอดี้การ์ดในชุดดำขวางหน้าเธอทันที “คิดจะทำอะไร!”
บอดี้การ์ดชุดดำคนอื่นๆ พากันระวังตัวมากเช่นกัน
“อยากเชิญฉันมาไม่ใช่เหรอ” ซือฝูชิงเดินเข้าไปทีละก้าวๆ เธอค่อยๆ ดึงหน้ากากออกช้าๆ “ทำไมเห็นฉันแล้วยังต้องหลบไปอีก”
ทันทีที่หน้ากากถูกถอดออก ใบหน้าของหญิงสาวก็ปรากฏให้เห็นอย่างเต็มที่
สีหน้าแววตาของเธอภายใต้แสงไฟเย็นยะเยือกไปจนถึงกระดก
ยิ่งทำให้ใบหน้าของเธองดงามยิ่งขึ้นไปอีก
นี่ใช่หน้าตาของมนุษย์จริงๆ เหรอ
บอดี้การ์ดชุดดำตกอยู่ในภวังค์ไปครู่หนึ่ง
หน้าตาของอวี้ถังนั้นน่าทึ่งมากเช่นกัน
แต่ยามอยู่ต่อหน้าความงามอันน่าอัศจรรย์และกระชากวิญญาณนี้ มันกลับดูจืดจางลงไปเล็กน้อย
“ประธานหลิว ซือฝูชิงเข้ามาหาเองแล้วครับ” ผู้ช่วยพิเศษพยายามเรียกสติกลับมาอย่างยากลำบาก เขากดหูฟัง “เดี๋ยวพวกเราจะส่งคนขึ้นไปครับ”
หลังจากเขาพูดจบก็ส่งสัญญาณให้บอดี้การ์ดลงมือ
ทันใดนั้นบอดี้การ์ดที่อยู่ข้างๆ ก็ก้าวเข้าไปเพื่อจะจับตัวหญิงสาว
แต่เขาเพิ่งจะก้าวไปได้แค่ก้าวเดียวและยังไม่มีการดำเนินการใดๆ
หมับ!
ทันใดนั้นศีรษะของเขาพลันถูกมือข้างหนึ่งคว้าไว้
เจ้าของมือนั้นแรงเยอะมากจนเขาไม่สามารถขยับแม้ว่าจะใช้แค่มือข้างเดียวก็ตาม
บอดี้การ์ดชุดดำตื่นตระหนกอย่างมาก แต่ก่อนที่เขาจะได้ทันตอบโต้ อีกแรงก็ดึงหนังศีรษะของเขาและบังคับให้เขาต้องเงยหน้าขึ้น
ในวินาทีถัดมาเขาก็ได้สบตาดวงตาจิ้งจอกเย็นชาคู่หนึ่ง
แต่การปรากฏตัวอย่างรุนแรงในระยะประชิดแบบนี้กลับทำให้เขาหวาดกลัว “เธอ…”
“ฉันรับปากพี่สาวเอาไว้ว่าจะลงมือให้น้อย” ซือฝูชิงหลับตาลง น้ำเสียงของเธอแผ่วเบา ใบหน้ายังคงเปื้อนยิ้ม “แต่ทำไมพวกนายถึงต้องบังคับฉันด้วยล่ะ หืม?”
ตึง!
ศีรษะของบอดี้การ์ดชุดดำถูกกดลงกับพื้นทันทีโดยที่เขาไม่มีเวลาแม้แต่จะพูดอะไร
เขากรีดร้องอย่างโหยหวน ในหูอื้ออึง มีเลือดไหลซึมออกจากทั้งจมูกและปาก
หลังจากที่มีเสียง แคร่ก ดังขึ้นอีกครั้ง ไหล่และหลังของเขาก็ถูกเหยียบจนไม่สามารถขยับได้เลย
บอดี้การ์ดคนอื่นต่างตะลึงงัน
หัวหน้าบอดี้การ์ดชุดดำเป็นคนแรกที่ได้สติ เขาตะคอกขึ้น “หยุดเธอให้ได้!”
ดาราปลายแถวเอาพลังต่อสู้มากขนาดนั้นมาจากไหน!
พวกเขาล้วนผ่านการฝึกฝนสำหรับการเป็นบอดี้การ์ดอย่างเป็นระบบ ทำไมถึงเอาเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งไม่อยู่!
แต่ข้อเท็จจริงก็ได้พิสูจน์แล้วว่าพวกเขาคำนวณประสิทธิภาพการต่อสู้ของซือฝูชิงผิดไปอย่างสิ้นเชิง
ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที บอดี้การ์ดชุดดำทั้งหมดก็ลงไปนอนกองอยู่กับพื้นโดยไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย
ตึง!
ผู้ช่วยพิเศษแข้งขาอ่อนแรงทรุดลงกับพื้นทันทีด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ซือฝูชิงเดินผ่านเขาไปโดยไม่แม้แต่จะมองหน้า
ชั้นบน
สีหน้าของอวี้ถังซีดลงทันทีที่เห็นว่าประธานหลิวกลับมา
ถึงอย่างไรเธอก็เป็นเพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง แถมยังถูกเลี้ยงดูให้อยู่แต่ในบ้านตระกูลอวี้ตั้งแต่เด็ก เมื่อพบเจอเรื่องแบบนี้ เธอย่อมกลัวเป็นธรรมดา
พอเธอลูบถุงหอมใบเล็กๆ ที่ซือฝูชิงให้มา จิตใจของเธอก็สงบลงอย่างน่าอัศจรรย์
เธอเชื่อว่าชิงชิงจะต้องไม่เป็นอะไร
“อะไรน่ะ” ประธานหลิวเห็นเข้า
เขาล็อกไหล่ของอวี้ถังด้วยมือข้างหนึ่ง มืออีกข้างหนึ่งคว้าถุงหอมแย่งไป
ประธานหลิวเปิดถุงหอมออกและพบว่าด้านในเป็นกระดาษสีเหลืองแผ่นหนึ่ง
ใบกระดาษมีตัวอักษรที่เขียนด้วยชาดสีแดงเป็นคำว่า ‘เก้า’ ธรรมดาๆ ตัวหนึ่ง
“ยังงมงายอยู่อีก” ประธานหลิวเหยียดหยาม “ทำไม คิดว่ากระดาษยันต์นี่จะช่วยชีวิตเธอได้อย่างนั้นเหรอ”
เขาหัวเราะเยาะ กำลังจะฉีกกระดาษยันต์ทิ้ง
อย่างไรก็ตาม เกิดเสียงดัง ฟู่! ขึ้นในชั่วขณะ จากนั้นกระดาษยันต์ก็ลุกไหม้ เปลวไฟลามไปถึงแขนของประธานหลิว ทำให้แขนเสื้อของเขาถูกเผาไปแถบหนึ่งในชั่วพริบตา
ความรู้สึกปวดแปลบอย่างรุนแรงแล่นขึ้นมา ประธานหลิวกรีดร้องรีบสะบัดยันต์ที่ลุกไหม้ออกไปทันที
อวี้ถังเบิกตากว้างในทันใด
นี่… นี่มันพลังอะไรกันเนี่ย!
หรือว่าพลังลี้ลับมีจริง?!
ในเวลาเดียวกันนั้นเองซือฝูชิงก็จับตำแหน่งของกระดาษยันต์ได้อย่างแม่นยำ
เธอเงยหน้าขึ้นอย่างกะทันหัน สายตามีแต่ความเกรี้ยวกราดดุดัน
“คุณ คุณเข้าไปไม่ได้นะ!” เจ้าหน้าที่ของศาลาโบตั๋นริมน้ำกำลังล้อมด้านหน้าวิลล่าไว้ “ถ้าคุณบุกเข้ามาอีก เราจะแจ้งตำรวจนะครับ!”
สีหน้าของซือฝูชิงสงบนิ่ง “หลีกไป”