เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 100 สถานการณ์ของอิซาเบลล่า
บทที่ 100 สถานการณ์ของอิซาเบลล่า
ลู่จินกู้ไม่ค่อยสนใจข่าวบันเทิงมากนัก ดังนั้นเธอจึงไม่รู้ว่าอิซาเบลล่ากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากอยู่ในตอนนี้
ต้นเหตุของเรื่องนี้ยังคงเป็นเพราะหน้าตาของเธอ
ในฐานะที่ถูกขนานนามว่าเป็น ‘สาวงามอันดับหนึ่งแห่งสหพันธ์’ ความงามของเธอไม่ต้องบรรยายมากนัก
มีคนเคยกล่าวไว้ว่า ‘ความงามเช่นนี้ แต่กลับไม่มีชาติตระกูลที่คู่ควร นี่ไม่ใช่พรหรอก แต่เป็นภัย’
คำพูดนี้เหมือนเป็นการทำนายล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ ในช่วงการเติบโตของอิซาเบลล่า มีหลายครั้งที่เธอพบกับเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์และอันตรายเพียงเพราะความงามของเธอ ซึ่งเธอเองก็จำไม่ได้ทั้งหมดแล้ว
หากไม่ใช่เพราะพ่อของเธอเป็นเผ่าพันธุ์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ในสหพันธ์ ทำให้เธอได้รับความสะดวกบางอย่าง บวกกับโชคที่ดี บางทีการเจริญเติบโตจนถึงวัยผู้ใหญ่ของเธอก็อาจจะเป็นไปไม่ได้
เหตุผลที่เธอเลือกเดินบนเส้นทางไอดอล ก็เพื่อสิ่งที่คล้ายคลึงกับที่ลู่จินกู้ต้องการจะทำ
การที่ทำให้ทุกคนสามารถเห็นและจับตามองเธอได้ตลอดเวลา อย่างน้อยพวกคนที่มีจุดประสงค์ไม่ดี ก็ไม่สามารถทำร้ายเธอได้ง่าย ๆ
และเพราะเธอได้รับสืบทอดประสาทสัมผัสที่ยอดเยี่ยมและกระเพาะอาหารที่อ่อนแอมาจากฝั่งพ่อ ทำให้เธอสามารถรอดพ้นจากการวางยาพิษหรือใช้ยาได้อย่างหวุดหวิด
ชีวิตผ่านไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป อิซาเบลล่าก็เริ่มชินกับการเล่นเกมแมวไล่หนูนี้แล้ว
แต่ครั้งนี้เธอเกือบพลาด ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วเธอจะหนีรอดมาได้สำเร็จ แต่เธอกลับทำร้ายคนสำคัญไป
และคนคนนั้นก็เป็นบุคคลสำคัญ
เหตุการณ์นี้เมื่อเกิดขึ้นในหมู่ขุนนางที่รักษาหน้า มันย่อมถูกนับว่าเป็นเรื่องอื้อฉาว ดังนั้นจึงไม่มีการเปิดเผยเรื่องนี้ออกไปในวงกว้าง
แน่นอนว่าพวกเขาก็จะไม่มาหาเรื่องเธอตรง ๆ แต่เบื้องหลังพวกเขาคงไม่ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปง่าย ๆ เหมือนกันทำให้อิซาเบลล่าต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในช่วงนี้
เริ่มจากข่าวลือเสีย ๆ หาย ๆ ที่ถูกกล่าวหาอย่างมีนัยยะ ซึ่งทำให้คนที่ไม่รู้เรื่องเริ่มหลงเชื่อไปตาม ๆ กัน
และในช่วงที่ข่าวลือกำลังแพร่สะพัด หลายโปรเจกต์ที่เคยตกลงกันไว้ก็เริ่มขอยกเลิกสัญญา
ส่วนใหญ่ก็มักจะอ้างว่า ‘แม้ข่าวลือยังไม่ได้รับการยืนยัน แต่ก็ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์’
มีไม่กี่เจ้าที่สนิทกับเธอแอบบอกเป็นนัยว่าเป็น ‘เป็นแรงกดดันจากเบื้องบน’
เธอจึงรู้ได้ทันทีว่าฝ่ายตรงข้ามเริ่มไม่พอใจและต้องการตัดช่องทางของเธอทุกทางเพื่อบีบให้เธอยอมจำนน
แม้ว่าทีมของเธอจะใช้ความพยายามอย่างมากจนสามารถพิสูจน์ได้ว่าข่าวลือเหล่านั้นเป็นเท็จ แต่ความเสียหายก็เกิดขึ้นแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น คนมักจะเชื่อข่าวลือได้ง่ายกว่าความจริง ในวงการบันเทิงเธอรู้ดีว่าการพยายามล้างข่าวลือนั้นมักไม่ได้ผลดีนัก
ดังนั้นข่าวลือที่ไม่จริงเหล่านี้จึงคงจะติดตามเธอไปอย่างยาวนาน จนบางทีอาจกลายเป็นประวัติที่แท้จริงในอนาคต
อิซาเบลล่าอาจไม่ใส่ใจเรื่องนี้ แต่เมื่อเห็นทีมงานของเธอมีสีหน้ากังวลใจ เธอก็อดรู้สึกผิดไม่ได้
แม้ว่าเธอจะรู้ดีว่าความงามของตัวเองเป็นปัญหา แต่เธอก็ใช้มันให้เป็นประโยชน์ได้เช่นกัน ดังนั้นเธอจึงระมัดระวังที่จะรักษาสมดุลที่เปราะบางนี้เอาไว้ ทำให้คนที่หมายปองเธอไม่กล้าลงมือกับเธอโดยตรง
แต่ครั้งนี้…เธอกลับทำอะไรตามอารมณ์
อีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บและต้องการแก้แค้นเธอ พยายามบีบให้เธอยอมจำนน หรือแม้แต่ต้องการฉวยโอกาสนี้กักขังเธอไว้ในกรงทองคำ ในสายตาของพวกขุนนาง มันเป็นการกระทำที่ ‘มีเหตุผลและเป็นธรรม’
ก่อนที่เธอจะได้รับคำเชิญจากบริษัทพาราไดซ์ เธอกำลังนั่งเงียบ ๆ กับผู้จัดการส่วนตัวของเธอ
“ครั้งนี้เราอาจจะไม่รอดจริง ๆ” อิซาเบลล่ายิ้มอย่างขมขื่น “ขอโทษที่ทำให้พวกเธอต้องลำบากไปด้วย”
ในช่วงนี้บริษัทของฮัวหลานต้องเผชิญกับการโจมตีทั้งทางตรงและทางอ้อมมากมาย ซึ่งเธอก็เห็นหมด
“อย่าพูดอะไรที่น่าท้อแท้แบบนั้น!” ฮัวหลานมองตาเขม็ง “พวกเราเคยผ่านพายุคลื่นมามากมาย เราจะต้องรอดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ได้แน่นอน”
เธอทำได้เพียงถอนหายใจ
เมื่อสมดุลถูกทำลาย ข้อได้เปรียบของเธอก็หายไปในพริบตา จะให้พลิกกลับมาชนะได้ยังไงกัน
อิซาเบลล่ายกมือขึ้นนวดขมับ ก่อนพูดเสียงเบา “ไม่ว่าอนาคตจะเป็นยังไง สิ่งที่อยู่ในมือเราตอนนี้ต้องทำให้เสร็จก่อน ฉันยังมีงานที่ค้างอยู่หรือเปล่า?”
ฮัวหลานหน้าเคร่งขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตอบเบา ๆ “ฉันขอเช็กดูก่อนนะ”
ทั้งที่ทำงานร่วมกันมาหลายปี เธอรู้ดีว่าผู้จัดการของเธอมีความสามารถแค่ไหน เมื่อมีงานมากมาย ฮัวหลานมักจะพูดถึงงานได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่เคยต้องตรวจสอบเพิ่มเติม
เพียงแต่ว่าเธอไม่มีงานเหลืออยู่แล้ว ผู้จัดการของเธอจึงต้องยืดเวลาออกไป
แต่เมื่อเห็นเจตนาดีของอีกฝ่าย อิซาเบลล่าก็แสร้งทำเป็นไม่รู้และตอบด้วยรอยยิ้ม “อื้ม”
ฮัวหลานหันหลังและยกมือขึ้นเช็ดหน้า ก่อนจะเปิดจอสมองกล
ส่วนอิซาเบลล่าก็หลับตาลง คิดถึงอนาคตที่เธอจะต้องเลือก
การเป็นของเล่นของขุนนางนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยสำหรับเธอ
หากต้องการหลบหนีจากวงล้อมนี้ เธอคงต้องถอนตัวออกไป ให้ไปยังที่ที่ไม่มีใครหาพบ ปิดบังตัวตนและใช้ชีวิตอย่างเงียบ ๆ ไปจนวันสุดท้าย
แต่ใบหน้านี้ยังคงเป็นปัญหา…อิซาเบลล่าใช้ปลายนิ้วลูบแก้มของเธอเบา ๆ และรู้สึกตัวอีกทีเมื่อเธอเริ่มใช้แรงมากเกินไป
“ซาซ่า! มีงานเข้ามาแล้ว! โอ๊ย ทำอะไรน่ะ?”
เสียงของฮัวหลานที่เต็มไปด้วยความดีใจเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกเมื่อเธอคว้ามือของอิซาเบลล่าไว้แน่น
อิซาเบลล่ารู้สึกเจ็บที่แก้ม มองไปดูพบว่าผิวที่เคยเรียบเนียนมีรอยแดงปรากฏอยู่ หากฮัวหลานเข้ามาช้ากว่านี้เพียงไม่กี่วินาที รอยนั้นคงกลายเป็นแผลเลือด
“คุณพระ! ไม่ว่าจะยังไงก็อย่าเอาหน้ามาทำแบบนี้อีกนะ!” ผู้จัดการของเธอทั้งตกใจและโกรธ “ถ้าหน้าเป็นแผลขึ้นมา แล้วเธอจะทำงานยังไง?”
อิซาเบลล่ากะพริบตา ถามเสียงเบา “มีงานจริง ๆ เหรอ?”
เธอคิดว่าฮัวหลานแค่พูดปลอบใจ
“ฉันจะหลอกเธอทำไมกัน? คิดว่าฉันสามารถเสกงานมาได้เองหรือไง?”
จอภาพถูกหมุนมาให้เธอดู เธออ่านจดหมายเชิญสั้น ๆ นั้นซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้งจนเริ่มเชื่อว่าในที่สุดก็ยังมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์อยู่
แม้จะดีใจ แต่เธอก็เริ่มเป็นกังวลขึ้นมา “พวกเขารู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับฉันตอนนี้หรือเปล่านะ? เราน่าจะบอกพวกเขาตรง ๆ ดีกว่า”
“ไม่จำเป็นหรอกมั้ง?” ฮัวหลานไม่เห็นด้วย “พวกเขาจะส่งข้อความมาก่อนโดยไม่รู้เรื่องคู่ค้าหรือยังไง? เราจะไปบอกทำไมให้ยุ่งยาก”
แต่อิซาเบลล่ากลับนึกถึงการพบกันสั้น ๆ ในครั้งก่อน
เธอมีลางสังหรณ์ว่าหากเป็นคุณจินเป็นคนรับผิดชอบเรื่องนี้จริง ๆ อีกฝ่ายอาจจะไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนี้เท่าไหร่
ดังนั้นเธอจึงส่ายหัวและพูดอย่างเด็ดขาด “เราควรแจ้งพวกเขา ถ้าพวกเขารู้เรื่องนี้อยู่แล้ว การที่เราทำแบบนี้ก็คือการแสดงความจริงใจ”
“แล้วถ้าพวกเขาไม่รู้ล่ะ?”
คำพูดนี้แสดงให้เห็นว่าผู้จัดการของเธอมีความหวังว่าเรื่องนี้จะไม่เป็นปัญหา
และเนื่องจากอีกฝ่ายทำแบบนี้เพื่อเธอ อิซาเบลล่าจึงยิ้มออกมา จับมือของฮัวหลานไว้และพูดเสียงเบา “งั้นเรายิ่งไม่ควรปิดบัง ตอนที่งานอื่น ๆ ถูกยกเลิกไป ฉันโดนชาวสตาร์เน็ตล้อเลียนอย่างหนัก ถ้าต้องมาเจอเรื่องแบบนี้อีก ฉันจะมีหน้าไปปรากฏตัวต่อสาธารณชนได้ยังไง?”
ฮัวหลานเห็นความตั้งใจในแววตาของอิซาเบลล่า ก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างหมดหนทาง ก่อนจะพยักหน้า “เข้าใจแล้ว เดี๋ยวฉันจะตอบกลับไปที่บริษัทพาราไดซ์”
ว่าก็ทำเลย ไม่นานจดหมายตอบกลับที่เขียนด้วยถ้อยคำสุภาพก็เสร็จสมบูรณ์ ฮัวหลานยังคงลังเลอยู่ แต่ก็ถูกอิซาเบลล่าคว้าไปกดส่งทันที
ผู้จัดการของเธอทำอะไรไม่ได้ นอกจากถอนหายใจ “เธอนี่อยู่ในวงการบันเทิงมาตั้งนาน นิสัยไม่เปลี่ยนไปเลยนะ”
อิซาเบลล่าทำท่าทะเล้น “ถ้าไม่เป็นแบบนี้ แล้วเธอจะร่วมงานกับฉันมาได้นานขนาดนี้หรือ?”
ทั้งสองคนรู้สึกเหมือนกับตอนที่เพิ่งเริ่มทำงานร่วมกันครั้งแรก พวกเธอยิ้มให้กันและไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อีก
แต่ในใจของทั้งสองคน ต่างก็คิดว่าการทำงานครั้งนี้คงจะต้องล้มเหลวแน่ ๆ