เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 111 ขังพวกเขาทั้งหมดไว้
บทที่ 111 ขังพวกเขาทั้งหมดไว้
พลังจิตของลู่จินกู้เปลี่ยนเป็นเข็มแหลม แทงตรงไปยังขมับของคนที่อยู่ด้านหลัง
เพราะยังอยู่ในเขตแดนพาราไดซ์ เธอจึงใช้พลังจิตได้อย่างไม่ลังเล และเมื่อใช้ก็ใช้เต็มกำลังถึงสิบส่วน
ชายคนนั้นรู้สึกเหมือนมีบางอย่างระเบิดในหัว สมองเจ็บปวดอย่างรุนแรงจนมองอะไรไม่เห็น
เขาไม่เคยพบพลังจิตที่เย็นยะเยือกเช่นนี้มาก่อน เพียงแค่สัมผัส สมองก็เหมือนจะถูกแช่แข็งในทันที
พลังจิตของเขาถูกแช่แข็งและไม่สามารถขยับได้แม้แต่น้อย
ในเวลาเดียวกัน ลู่จินกู้ก็จับมือเขาแล้วบิดมันสวนกับข้อต่ออย่างแรง
แกร็ก!
หัวลูกศรตกลงสู่พื้น
องครักษ์ของตระกูลเซินกรูกันเข้ามาและกดชายคนนั้นให้อยู่กับพื้นจนขยับไม่ได้
เธอถอนหายใจออกมาเบา ๆ ยกมือแตะที่ลำคอของตนที่ปลายนิ้วมีรอยเลือดปรากฏ
เป็นแผลที่เกิดขึ้นตอนที่อีกฝ่ายสั่นเทิ้มจากความเจ็บปวดขณะถูกพลังจิตโจมตี
ไม่มีทางเลือก เพราะเธอไม่ใช่มืออาชีพจึงหลบหลีกการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเช่นนี้ไม่ได้
ดีที่แผลไม่ลึกนัก อีกเดี๋ยวพันแผลก็หายแล้ว
กรีนลีฟ เซลรานซี่วิ่งตรงมาหาเธอ ดวงตาสีเขียวมรกตเต็มไปด้วยน้ำตา “คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม…”
พูดได้แค่สองคำ เสียงและการเคลื่อนไหวของเขาก็หยุดนิ่ง
เธอเพิ่งสังเกตว่าแม้แต่บรรดาองครักษ์ของตระกูลเซินก็ยังคงท่าทางกดคนร้ายไว้อย่างแปลก ๆ
“พวกคุณเป็นอะไรกัน?” เธอถามอย่างสับสน
หรือว่าเธอเผลอไปฝึกทักษะใช้พลังจิตล็อกการเคลื่อนไหวคนโดยไม่รู้ตัว?
ใบหน้าของเอลฟ์ผู้เลอโฉมซีดขาวน้ำเสียงสั่นเครือ “พลังจิตของคุณเย็นยะเยือกมาก ผมรู้สึกเหมือนถูกแช่แข็ง”
“เอ่อ…” คงเป็นเพราะว่าเธอยังไม่ชำนาญในการใช้พลังจิตโจมตี เมื่อสำเร็จไปหนึ่งครั้งแล้วก็ลืมดึงพลังจิตที่ปล่อยออกไปกลับมา
ตอนนี้เธอดึงพลังจิตกลับมาอย่างรวดเร็ว แล้วสีหน้าของกรีนลีฟก็กลับมาเป็นปกติ
องครักษ์ของตระกูลเซินทุกคนถอนหายใจออกมา
ความรู้สึกที่สมองเหมือนถูกแช่แข็งเมื่อครู่นี้ช่างน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน
สายตาที่พวกเขามองมาที่เธอนั้นจึงเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
เธอคิดขึ้นมาทันทีว่าในเมื่อคนเหล่านี้มาจากตระกูลเซิน พวกเขาอาจจะได้อ่านข้อมูลเกี่ยวกับเธอมาแล้ว
และสิ่งที่เด่นชัดที่สุดในข้อมูลของร่างเดิมนี้ก็คือคำว่า ‘ไร้ค่า’ ดังนั้นพวกเขาจึงสงสัย
ในขณะที่ความคิดกำลังว่องไว ใบหน้าของเธอก็ยังสงบนิ่ง ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ก่อนจะสั่งการว่า “เอาตัวชายคนนี้ไปขังไว้ในคุกด้วย”
หัวหน้าหน่วยองครักษ์ เล่อหยางนิ่งเงียบไปสองสามวินาทีก่อนพูดขึ้นว่า “พวกเราไปช่วยกันจับหมอนี่หน่อย”
องครักษ์สองคนที่ไม่บาดเจ็บก้าวออกมาจากแถวแล้วจับตัวชายคนนั้นไว้
เธอก้มหน้าลง ขณะสายตาแวบผ่านก็เข้าใจทุกอย่างและเป็นไปตามที่เธอคิด
ดูเหมือนว่าตระกูลเซินจะมาที่นี่เพื่อเจรจาความร่วมมืออย่างแน่นอน เพราะแม้ว่าองครักษ์เหล่านี้จะมีความสงสัยในใจ แต่ก็ไม่กล้าถามเธอโดยตรง
และหากพวกเขาจะรายงานไปยังเซินไห่เฉิงก็ยิ่งไม่ต้องกังวลไป
สาวน้อยคนนั้นพูดจาโผงผางเป็นเพียงภาพลักษณ์ภายนอก แต่ความจริงเป็นคนที่ละเอียดอ่อนรอบคอบ เข้าใจสถานการณ์โดยรวมได้ดี และรู้ว่าอะไรคือเรื่องเล็กน้อย อะไรคือเป้าหมายสำคัญ
ไม่นานเธอก็มาถึงห้องขัง
ก่อนหน้านี้สถานการณ์เร่งด่วน กรีนลีฟและพรรคพวกไม่ได้จัดการอย่างละเอียด จึงยัดนักโทษเข้าไปในสองห้องขังใกล้ทางเข้า
ห้องละห้าคนหันหน้าหากันระหว่างทางเดิน
เมื่อเดินเข้าไป เธอก็เห็นว่าผลของการช็อตไฟฟ้าคงหมดไปแล้ว พวกผิวดำกำลังพยายามหาทางเอาเครื่องพันธนาการออกจากข้อมือและข้อเท้าของตัวเองและพวกพ้อง
อาวุธของพวกเขาถูกยึดไปแล้ว แต่คนพวกนี้ยังคงใช้ฟันกัดตัวเองและกัดเพื่อนพยายามกัดแขนขาให้ขาด
ขณะที่เธอเดินเข้าไปในห้องขังนั้นเอง ก็เกิดไฟฟ้าสถิตขึ้นในทั้งสองห้องขัง
การทำร้ายตัวเองหรือทำร้ายผู้อื่นในฐานะนักโทษล้วนแต่ต้องรับโทษทั้งสิ้น
ดังนั้นคนเหล่านี้จึงถูกช็อตไฟฟ้าจนล้มลงไปกับพื้นอีกครั้ง
เธอคิดเล็กน้อ แล้วขอร้องให้เล่อหยางและคนอื่น ๆ ย้ายนักโทษไปยังห้องขังเดี่ยว คนผิวดำแต่ละคนจะถูกขังไว้ในห้องขังแยก และชายที่พยายามจะจับตัวเธอนั้นถูกนำไปยังชั้นใต้ดินเพื่อขังเดี่ยว
ระหว่างทาง ชายคนนั้นแอบสังเกตสถานการณ์ของห้องขัง ในสายตาของเขา ห้องขังที่มีด้านหนึ่งเป็นลูกกรงไม้นั้นไม่ต่างจาก ‘ห้องขยะ’
มีเพียงกระแสไฟฟ้าที่สร้างความรำคาญ แต่เขาก็สังเกตเห็นว่าไฟฟ้ามาจาก ‘เครื่องพันธนากา’ พิเศษเหล่านั้น ดังนั้นเขาเพียงแค่ต้อง…
ลู่จินกู้ทำเหมือนไม่ได้สังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังคิดแผนการอะไรในหัว เธอนำทางไปยังชั้นใต้ดินก่อนแล้วชี้ไปยังห้องขังห้องหนึ่ง แล้วขังเขาไว้ที่นี่
ชายคนนั้นถูกองครักษ์ล็อคแขนไพล่หลัง ค่อย ๆ เดินเข้าไปในห้องขัง
ในเสี้ยววินาที เขาหมุนตัวอย่างรวดเร็วเพื่อแย่งชิงอาวุธจากองครักษ์
การเคลื่อนไหวของเขาเร็วดุจสายฟ้า และตำแหน่งที่เลือกก็คือทางเข้าห้องขังที่แคบ ชายคนนั้นมีแววตาแห่งความยินดี เหมือนว่าใกล้จะสำเร็จแล้ว
แต่กลับได้ยินเสียงกลไกเบา ๆ ดังขึ้นสองสามครั้ง ชายคนนั้นเห็นแวบหนึ่งก็ตกใจกลัว
กำแพงทั้งสองด้านของห้องขังและพื้นใต้เท้าปรากฏรูเล็ก ๆ หลายรู เครื่องพันธนาการพุ่งออกมาจากรูเหล่านั้น
เขาไม่ทันได้คว้าอาวุธ ก็พุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างแรง เอาไหล่กระแทกหน้าอกขององครักษ์ตระกูลเซินจนตัวลอย เหมือนกับลูกกระสุนปืนใหญ่ ยิงตัวเองและองครักษ์ออกไปจากห้องขังพร้อมกัน
เขาไม่สนใจที่จะคว้าอาวุธอีกแล้ว พุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างแรง ไหล่กระแทกเต็มแรงเข้าที่หน้าอกของทหารองครักษ์ของตระกูลเซิ่น ทั้งร่างของเขาพุ่งเหมือนลูกกระสุน ปะทะเข้ากับผู้คุมคนอื่น ๆ และพุ่งออกไป
ในความคิดของเขา ขอเพียงแค่หนีออกจากห้องขังโทรม ๆ นี้ได้ ไม่ถูกโซ่ตรวนล่ามไว้ก็พอ
การจับตัวลู่จินกู้นั้นเขาไม่กล้าทำ แต่ก็ยังมั่นใจว่าการหลบหนีไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก
แต่ใครจะคิดว่าเพิ่งหลบหลีกการโจมตีของทหารไปได้สองคน ก็พลันมีรอยยิ้มหนึ่งปรากฏเข้ามาในสายตา
คนที่ยิ้มก็คือลู่จินกู้ เมื่อเห็นว่าเขาพุ่งออกมาอย่างกะทันหัน เธอกลับไม่ตกใจเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม กลับยิ้มอย่างมีความสุข
ใบหน้าของชายคนนั้นพลันเปลี่ยนสี หัวใจร้องเตือนว่า ‘ไม่ดีแล้ว’
แต่ก็สายไปเสียแล้ว
โซ่ตรวนทั้งสี่เส้นราวกับมีตา ลอยขึ้นไปในอากาศ วาดเป็นเส้นโค้งและพุ่งเข้าหาเขาอีกครั้ง
ยังไม่ทันตั้งตัว แผ่นพื้นใต้ฝ่าเท้าก็ส่องแสงสีน้ำเงินและขาวแวบขึ้นมา
ความรู้สึกชาแล่นขึ้นมาจากฝ่าเท้า ในชั่วพริบตาก็ไต่ขึ้นมาถึงเอว…
ร่างทั้งร่างของเขาขยับไม่ได้อีกต่อไป ทำได้เพียงเบิกตากว้างด้วยความโกรธ มองโซ่ตรวนที่ลอยเข้ามาพันรอบมือและเท้าของเขา
แกร็ก!
โซ่ตรวนทั้งสี่ล็อกเข้าหากันส่องแสงวาบขึ้นมาอีกครั้ง
ครั้งนี้การช็อตด้วยไฟฟ้าจะเกิดขึ้นเพียงช่วงสั้น ๆ แต่แรงกว่าครั้งก่อนมาก เขาไม่เหมือนคนผิวดำที่ทนทานต่อความเจ็บปวดได้ จึงอดไม่ได้ที่จะกรีดร้องออกมา
ลู่จินกู้ใจดีจึงเตือนว่า “ฉันว่านายกลับเข้าไปในห้องขังซะดีกว่านะ ทุกครั้งที่ช็อตไฟฟ้า ความแรงมันจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ น่ะ”
ยังพูดไม่ทันขาดคำ แสงวาบขึ้นมาอีกครั้ง เขาจึงกรีดร้องหนักกว่าเดิม
ระบบพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนว่าคำพูดของเธอไม่ได้ล้อเล่นเลย
ชายคนนั้นคลานกลับเข้าไปในห้องขังอย่างทุลักทุเล ประตูห้องขังก็ปิดลงโดยอัตโนมัติ
ส่วนเธอก็มองไปที่หน้าจอควบคุมการจัดการห้องขัง
บนหน้าจอมีแผนผังของแต่ละชั้นของเรือนจำ ห้องขังที่ไม่มีนักโทษจะถูกแสดงเป็นสีเทา ห้องขังที่มีนักโทษอยู่แสดงเป็นสีเขียว หากมีปัญหากับนักโทษ ห้องขังจะเปลี่ยนเป็นสีแดง
เมื่อครู่ ห้องขังที่ชั้นใต้ดินชั้นหนึ่งเป็นสีแดง ตอนนี้เปลี่ยนเป็นสีเขียวแล้ว
เธอยืนกอดอกอยู่ในห้องขัง ไม่สนใจสายตาโกรธเกรี้ยวของเขา แต่ยิ้มหวานแล้วพูดว่า “ตอนนี้เรามาคุยกันดี ๆ ได้แล้วนะ”
สายตาของชายคนนั้นคมกริบเหมือนมีด อยากจะเฉือนเธอเป็นชิ้น ๆ แต่ปากของเขากลับไม่เอ่ยอะไรออกมาเลย
นี่เขาคงจะใช้วิธีต่อต้านโดยไม่ใช้ความรุนแรงสินะ?
เธอยังยิ้มอย่างอารมณ์ดีแล้วพูดขึ้นจนทำให้เขาแทบช็อก
“นายคือเซวี่ยซานหวง ใครส่งนายมา?”
“เธอรู้จักฉันด้วยเหรอ?”
เธอมองข้อมูลนักโทษเพียงแวบหนึ่งแล้วยักไหล่ แม้จะมีเพียงข้อมูลพื้นฐานอย่างชื่อ เพศ ส่วนสูง และน้ำหนัก แต่มันก็พอจะเอาไปขู่เขาได้
แน่นอน เธอจะไม่บอกความจริงกับเขาหรอก เธอยิ้มเบา ๆ แล้วพูดว่า “ว่าไงล่ะ?”
ทว่ารอยยิ้มนั้นเมื่อปรากฏต่อสายตาของเซวี่ยซานหวงกลับดูน่ากลัวเสียยิ่งกว่าปีศาจเสียอีก