เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 130 สั่นคลอนรากฐานของพวกเขา
บทที่ 130 สั่นคลอนรากฐานของพวกเขา
วิธีการทำงานในสหพันธ์ดวงดาว ไม่ได้เน้นการทำงานร่วมกันระหว่างคนกับคน แต่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างคนกับเครื่องจักรมากกว่า หลายตำแหน่งต้องการแค่คนที่มีพลังจิตสูง แล้วก็ให้ทำงานร่วมกับเครื่องจักรจำนวนมาก การทำงานจึงสำเร็จได้อย่างง่ายดาย
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนธรรมดาจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ถึงรู้สึกว่าชีวิตมีความกดดันมากขึ้นทุกวัน
พวกคนที่ได้งานในครั้งนี้ ก่อนจะมาถึงดาวเคราะห์หมายเลข 43 ต่างก็อดรู้สึกกังวลไม่ได้ กลัวว่าพลังจิตของตัวเองอาจไม่เพียงพอต่อการทำงาน เพราะถ้าหวังไว้มากก็อาจผิดหวังมาก
แต่สิ่งที่พวกเขาคาดไม่ถึงก็คือ เมื่อมาถึงดาวนี้แล้ว พวกเขาแทบไม่เห็นเครื่องจักรล้ำสมัยเลย แถมยังต้องเรียนรู้การทำงานร่วมกับคนอื่น ๆ อีกด้วย
พวกเขาถูกแบ่งเป็นห้ากองใหญ่ตามทักษะที่ปลุกขึ้นมา โดยแต่ละกองก็แบ่งออกเป็นสามทีมย่อยที่สลับกันทำงานทั้งกลางวันและกลางคืน อีกทั้งยังมีคุณจินและทีมสถาปนิกของตระกูลเซินคอยควบคุมดูแลด้วย พวกเขาไม่รู้เลยว่าทีมนี้มีสายตายังไง เพราะแม้แต่จุดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผิดพลาดก็ถูกจับได้หมด
ช่วงแรก ๆ มีบางทีมที่ทำงานไม่ประสานกันและไม่ละเอียดพอ เมื่อถูกจับผิดและโดนลงโทษแล้ว ทุกคนก็ใส่ใจกับงานมากขึ้น
หลังจากที่ทำงานร่วมกันมาหลายวัน พวกเขาก็พบว่าประสิทธิภาพการทำงานที่เกิดจากการร่วมมือกันนี้แทบจะไม่ด้อยไปกว่าการใช้เครื่องจักรเลย
ที่สำคัญคือ แต่ก่อนพวกเขาไม่มีโอกาสได้ใช้ทักษะของตัวเองมากนัก แต่ตอนนี้แม้พลังจิตจะไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่กลับรู้สึกว่ามันแน่นและจัดการได้ง่ายขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
เนื่องจากการสร้างพระราชวังจันทราต้องใช้วัสดุมากมาย ไม้ที่มาจากพาราไดซ์หมายเลข 1 จึงไม่เพียงพอ เซินโหย่วชิงจึงสั่งให้เลือกดาวเคราะห์หมายเลข 399 มาเป็น ‘ฐานสำรองไม้พาราไดซ์’ โดยมีการทำสัญญาร่วมพัฒนาซึ่งผลผลิตจากดาวนี้จะถูกแบ่งปันกันคนละครึ่ง
ในวันที่เซ็นสัญญา เธอยังสร้าง ‘พาราไดซ์หมายเลข 4’ ซึ่งเดิมจะเป็นชื่อใหม่ของดาวเคราะห์หมายเลข 43 ที่ถูกเรียกว่า ‘สวนพฤกษศาสตร์พาราไดซ์’
ดาวนี้เหมือนกับพาราไดซ์หมายเลข 3 ตรงที่ไม่ได้ตั้งใจจะพัฒนาเป็นเมืองที่อยู่อาศัย จึงสร้างที่พักอาศัยไว้แค่สี่หลัง ซึ่งเมื่ออัปเกรดเป็นที่พักอาศัยระดับกลางแล้ว จะรองรับคนได้มากกว่า 100 คน เพียงพอสำหรับใช้งานในตอนนี้
จากนั้นพื้นที่ทำงานก็ถูกสร้างขึ้น ทั้งโรงงานแปรรูปไม้ โรงงานแปรรูปหิน โรงงานอิฐ และอื่น ๆ
โรงงานของพาราไดซ์มีความน่าประหลาดใจมาก ภายนอกดูโบราณเหมือนเป็นโรงงานที่ไม่น่ามีผลผลิตมากนัก แต่ภายในเต็มไปด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง เมื่อตั้งค่าจำนวนคนงานตามขนาดโรงงานแล้ว พนักงานเพียงแค่ส่งวัตถุดิบเข้าปากโรงงาน การแปรรูปจะเป็นระบบอัตโนมัติทั้งหมด คนงานมีหน้าที่แค่รอเอาของที่แปรรูปเสร็จแล้วไปเก็บในคลังเท่านั้น
พูดง่าย ๆ คือ คนงานแค่ทำงานที่ต้องใช้แรงกายเท่านั้น
ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องมีพลังจิตสูง เพียงแค่ร่างกายแข็งแรงและมีกำลังก็เพียงพอแล้ว
ในสหพันธ์นั้น ประชาชนส่วนใหญ่มีสุขภาพแข็งแรง ดังนั้นผู้ใหญ่ชายหญิงทั่วไปก็สามารถทำงานนี้ได้
ลู่จินกู้ไม่เคยสัมผัสกับชีวิตของตัวตนเดิมที่เป็น ‘คนไร้ค่า’ แต่จากความทรงจำของเด็กสาว เธอรับรู้ถึงความสิ้นหวังและอึดอัดใจของอีกฝ่ายได้ดี ดังนั้นในการรับสมัครงานที่พาราไดซ์หมายเลข 4 ครั้งนี้ เธอจึงระบุชัดเจนว่าจะรับเฉพาะคนที่มีพลังจิตระดับ E และ F เท่านั้น
สำหรับคนที่เคยมีชีวิตเพียงแค่เลือกว่าจะไปทำงานเป็นกรรมกรที่ชายแดนหรือขายตัวเป็นทาส การที่มีทางเลือกใหม่เปิดขึ้นมาอย่างฉับพลันนั้นสร้างความปิติยินดีจนยากจะเข้าใจสำหรับคนที่ไม่เคยเจอมาก่อน
ครั้งนี้แม้แต่ระบบพาราไดซ์เองก็ไม่สามารถต้านทานกระแสความตื่นเต้นนี้ได้ กล่องจดหมายถึงกับค้างไปชั่วขณะ ทำให้ลู่จินกู้รู้สึกทึ่งอย่างมาก
แม้ว่าพาราไดซ์หมายเลข 4 จะไม่สามารถรับคนได้มากขนาดนั้น แต่การที่มีคน ‘ไร้ค่า’ บางส่วนได้งานทำ ก็ทำให้อย่างน้อยคนที่มีพลังจิตต่ำเริ่มมีความหวัง
เมื่อกลุ่มคนงานใหม่มาถึงดาวเคราะห์หมายเลข 399 พวกเขาก็พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของดาวนี้ถูกปกคลุมไปด้วยทะเลสีเขียว ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้ที่ปลูกไว้สำหรับใช้เป็นไม้แปรรูป และเนื่องจากต้นไม้เหล่านี้สร้างขึ้นโดยตรงจากระบบพาราไดซ์ จึงสามารถตัดและแปรรูปได้ทันที
แต่หลังจากที่เธอปรึกษากับตระกูลเซินแล้ว ก็ได้จัดตั้ง ‘กรมป่าไม้’ ขึ้นมาด้วย
ตอนที่เธอคุยกับเซินโหย่วชิง เธอพูดว่า “เราต้องมีแผนพัฒนาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่พึ่งฉันปลูกต้นไม้อย่างเดียว เพราะถ้าฉันไม่อยู่แล้ว จะให้สหพันธ์กลับไปเป็นเหมือนในอดีตเหรอ?”
เซินโหย่วชิงเห็นด้วยกับเรื่องนี้อย่างยิ่ง สองคนจึงร่วมกันวางแผนอย่างละเอียด ตระกูลเซินยังส่งผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติมาสองคนพร้อมกับสมาชิกตระกูลอีกหลายคน
จากนั้นก็ประกาศว่า ตระกูลเซินจะเปิด ‘คอร์สฝึกอบรมการปลูกพืช’ ผู้ที่ผ่านการอบรมสามารถหางานทำในโครงการร่วมระหว่างตระกูลเซินกับบริษัทพาราไดซ์ได้
ที่สำคัญคือ คอร์สฝึกอบรมนี้ไม่จำกัดระดับพลังจิต
เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป ไม่เพียงแค่ประชาชนทั่วไปเท่านั้นที่ตื่นเต้น แม้แต่ขุนนางที่เคยถือดีต่างก็เริ่มรู้สึกไม่สบายใจ
การที่มีบริษัทพาราไดซ์ก็นับว่าเป็นเรื่องปวดหัวแล้ว ยิ่งตระกูลเซินมาทำอะไรแบบนี้อีก มันคือการสั่นคลอนรากฐานของพวกเขาอย่างแท้จริง
แต่ตระกูลเซินที่ได้รับฉายาว่าเป็นตระกูลที่บ้าคลั่งพอ ๆ กับตระกูลกงซุน เมื่อมีโอกาสที่จะฟื้นฟูธรรมชาติได้ พวกเขาย่อมไม่สนใจว่าจะมีใครคิดอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการส่งสัญญาณ เตือน หรือล่อลวง ตระกูลใหญ่เช่นนี้ไม่สะทกสะท้าน ทำให้เหล่าขุนนางรู้สึกหมดหนทางไปชั่วขณะ
เมื่อถกเถียงกันไปมา พวกเขาก็ตระหนักได้ว่ากุญแจสำคัญในการแก้ปัญหานี้อยู่ที่บริษัทพาราไดซ์
แต่ถึงพวกเขาจะใช้สารพัดวิธีการ ก็ไม่สามารถเจาะระบบของบริษัทพาราไดซ์ได้และแน่นอนว่าหาข้อมูลเพิ่มเติมไม่ได้เช่นกัน
ดังนั้น ทางเดียวที่พวกเขาจะจัดการได้ก็คือ…
ลู่จินกู้ไม่รู้เลยว่ามีสายตาที่ไม่ประสงค์ดีจับจ้องมาที่เธอมากขึ้น แต่ถึงเธอจะรู้ เธอก็ไม่คิดจะปล่อยให้ความเกลียดชังเหล่านั้นมาสั่นคลอนเป้าหมายและความมุ่งมั่นของเธอ
คอร์สฝึกอบรมของตระกูลเซินเริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าจะเห็นผลทันที ดังนั้นการดูแลป่าของพาราไดซ์หมายเลข 4 จึงยังคงต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติของตระกูลเซินไปก่อน
เมื่อทุกอย่างในพาราไดซ์หมายเลข 4 เข้าสู่ระเบียบ ลู่จินกู้ก็เริ่มว่างงานขึ้น งานหลักของเธอตอนนี้คือการควบคุมการก่อสร้างพระราชวังจันทรา
แต่ดูเหมือนว่าฟ้าจะไม่อยากให้เธอว่างงาน เพราะเพิ่งจะทำงานควบคุมได้แค่สองวัน เซินไห่เฉิงก็ปรากฏตัวด้วยท่าทีลึกลับ
“รีบไปกับฉันเร็วเข้า”
“อะไรนะ…” ยังไม่ทันได้ถามจบ เธอก็ถูกลากไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ถูกจับยัดเข้ายานลอยฟ้า พุ่งตรงไปยังท่าอวกาศอย่างรวดเร็ว
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” เธอถามด้วยความสับสน
“เดี๋ยวไปถึงแล้วจะรู้เอง”
เมื่อเห็นท่าทีจริงจังของเซินไห่เฉิง เธอก็เริ่มรู้สึกตึงเครียดขึ้นมา
ที่ท่าอวกาศ มียานอวกาศขนาดเล็กที่ดูเรียบง่ายลำหนึ่งลงจอดอยู่บนลานจอดเครื่อง ท่ามกลางพนักงานที่เดินผ่านไปมาอย่างไม่ใส่ใจนัก
เพราะขณะนี้ดาวเคราะห์หมายเลข 43 กำลังอยู่ในช่วงการก่อสร้างอย่างคึกคัก การรับสมัครพนักงานก็ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จึงมียานอวกาศเข้าออกเป็นประจำทุกวัน
แต่ทันทีที่เธอลงจากรถ เธอก็สัมผัสได้ทันทีว่ายานอวกาศลำนี้ถึงภายนอกจะดูธรรมดา แต่รอบ ๆ กลับเต็มไปด้วยการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด มีคนมากมายคอยอารักขาอยู่ในที่ลับ
ไม่รู้ว่าจะเป็นเพราะบนยานมีของสำคัญ หรือว่าผู้โดยสารบนยานนั้นมีสถานะพิเศษ
หรืออาจจะทั้งสองอย่าง…