เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 134 ต่อสู้หนึ่งต่อสองอย่างไม่เสียเปรียบ
- Home
- เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่
- บทที่ 134 ต่อสู้หนึ่งต่อสองอย่างไม่เสียเปรียบ
บทที่ 134 ต่อสู้หนึ่งต่อสองอย่างไม่เสียเปรียบ
เธอแม้ว่าจะเพิ่มพลังจิตจากการที่ ‘บุคลิกชั่วร้าย’ ปรากฏขึ้น แต่กู้ตั๋วเป็นนักรบระดับแนวหน้าของสหพันธ์ ความแตกต่างของระดับระหว่างทั้งสองคนยังคงกว้างมากนัก โดยปกติแล้วการต่อต้านของเธอควรจะเหมือนการเอามือเล็ก ๆ ไปปัดรถถัง แต่ความจริงกลับไม่ใช่เช่นนั้น
ทันทีที่เธอใช้พลังจิต ความเย็นเฉียบแปลก ๆ ก็พุ่งออกมาจากส่วนลึกของจิตใจ พลังจิตของกู้ตั๋วที่เย็นอยู่แล้ว กลับถูกความเย็นชานี้บดบังไปจนทำให้ดู ‘อบอุ่น’ ขึ้นมา
พลังของทั้งสองฝ่ายปะทะกันอย่างดุเดือด ทั้งสองส่งเสียงร้องพร้อมกันด้วยความเจ็บปวด เลือดปรากฏที่มุมปาก
กู้ตั๋วอยู่ในภาวะคุ้มคลั่งเป็นทุนเดิม เมื่อถูกกระตุ้นก็ยิ่งคลั่งหนักกว่าเดิม เขาปล่อยพลังจิตทั้งหมดหวังจะบดขยี้เธอที่ยืนขวางหน้าเขา
ขณะที่ในดวงตาของลู่จินกู้ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ถูกความเย็นเข้าปกคลุมกลายเป็นเหมือนดวงตากระจกใสไร้อารมณ์ แต่เมื่อมองไปที่กู้ตั๋วกลับปรากฏประกายความละโมบขึ้นมา
เธอเลียริมฝีปากเบา ๆ และหัวเราะเย็นชา “หึ”
พลังจิตของเธอกลายเป็นเส้นใยบาง ๆ พันเกี่ยวพลังของเขาอย่างแน่นหนา
เซินโหย่วชิงยืนอยู่นอกประตูอย่างอารมณ์เสีย เดิมทีคิดจะเดินจากไปหลังจากส่งยา แต่ก็รู้สึกเป็นห่วงจึงยืนอยู่ในทางเดิน คิดหาเหตุผลกลับเข้าไป
ทันใดนั้น เสียงตวาดดังของอีธานก็ทำให้เธอขมวดคิ้ว เธอไม่ทันคิดว่ามีอะไรเกิดขึ้น
แม้เธอจะชาญฉลาด แต่ก็คาดไม่ถึงว่าคนที่เชื่อใจลู่จินกู้เต็มที่เมื่อครู่จะจู่ ๆ กลับเป็นบ้าจนเล่นงานกันเอง
แต่ในวินาทีถัดมา พลังที่ปะทุออกมาจากภายในห้องทำให้สีหน้าของเซินโหย่วชิงเปลี่ยนไปทันที
“กู้ตั๋ว” เธอพุ่งเข้าไปในห้อง เห็นอีธานที่เสื้อเปื้อนไปด้วยเลือดและหมดสติไปแล้ว กู้ตั๋วนอนอยู่บนเตียงและลู่จินกู้ยืนอยู่กับที่ ตรงกลางมีพลังผันผวนหมุนวน ชัดเจนว่าทั้งคู่กำลังต่อสู้กันด้วยพลังจิต
เธอมีพลังจิตต่อกรกับกู้ตั๋วได้งั้นหรือ?
คำถามนี้ผุดขึ้นในใจของเซินโหย่วชิง แต่เธอไม่มีเวลามาคิดอะไรต่อ จึงรีบปล่อยพลังจิตออกมา
ทักษะของตระกูลเซินมีพลังพิเศษในการปลอบประโลมผู้ที่คลั่งด้วยพลังจิต เซินโหย่วชิงซึ่งเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในตระกูลยิ่งไม่ต้องพูดถึงความสามารถ
แม้แต่ผู้ที่คลั่งหนัก เธอก็ยังทำให้สงบลงได้
ทว่าเมื่อพลังจิตของเธอสัมผัสกับทั้งสองฝ่ายกลับทำให้เธอตกใจมาก
เดิมทีเธอคิดว่าลู่จินกู้ถูกบังคับให้ต่อสู้กับกู้ตั๋ว เธอจึงเน้นที่พลังจิตของกู้ตั๋ว หวังจะปลอบเขาให้สงบลงแล้วฉีดยาให้เขาหลับไปชั่วคราวเพื่อคลี่คลายสถานการณ์
ใครจะคิดว่าพอพลังจิตของเธอสัมผัสเข้าไปกลับพบว่า ทุกอย่างตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
จริงอยู่ที่กู้ตั๋วที่คลั่งอยู่นั้นแยกแยะไม่ออกว่าใครเป็นใคร และพยายามโจมตีคนตรงหน้า แต่พลังจิตของเขากลับถูกพลังเย็นเยียบพันรัดไว้อย่างแน่นหนา
ยิ่งไปกว่านั้นทันทีที่พลังจิตของเธอสัมผัสเข้าไป พลังเย็นนี้กลับแยกออกเป็นสองสายและพันรัดพลังจิตของเธอทันที
เซินโหย่วชิงทั้งตกใจทั้งโกรธ
จะไม่ให้เธอโกรธได้อย่างไร ถึงพลังจิตของตระกูลเซินจะไม่มีพลังทำลายล้าง แต่เธอก็เป็นถึงระดับ 3S ไม่มีใครกล้าหาญพอที่จะโจมตีผู้แข็งแกร่งระดับ 3S พร้อมกันถึงสองคน
ยิ่งลู่จินกู้พลังจิตของเธอเองก็เพิ่งแตะระดับ C เท่านั้น
ความแตกต่างระหว่างสองฝ่ายมากมายขนาดนี้ แค่ความแตกต่างของระดับพลังจิตก็เพียงพอที่จะบดขยี้เธอราวกับบดขยี้แมลงแล้ว
แต่เธอไม่ได้พยายามจะฆ่าลู่จินกู้ แม้จะไม่เข้าใจสถานการณ์ตอนนี้ แต่ตราบใดที่เธอยังมีความคิดที่จะ ‘ฟื้นฟูธรรมชาติ’ เธอก็ต้องพยายามรักษาความหวังนี้ไว้ก่อน
เซินโหย่วชิงจึงรีบถอนพลังของตัวเองออกมาเพื่อประเมินสถานการณ์อีกครั้ง
แต่เรื่องกลับไม่เป็นไปตามที่คาดอีกครั้ง
ลู่จินกู้ที่กำลังเผชิญหน้ากับผู้แข็งแกร่งระดับ 3S สองคน (คนหนึ่งยังอยู่ในภาวะคุ้มคลั่ง พลังที่ปล่อยออกมามีมากกว่าปกติหลายเท่า) แต่เธอกลับดูมีท่าทีสบาย ๆ แม้จะรู้ว่าเซินโหย่วชิงพยายามถอนพลังจิตออก แต่เธอยังมีเวลาหันมามองอย่างสนใจ
ดวงตาที่ไร้ความรู้สึกดุจแก้วสะท้อนความเย็นชา ขณะที่มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย เธอพูดอย่างเรียบ ๆ “มาถึงแล้วก็อย่าเพิ่งไปไหน”
เซินโหย่วชิงตกใจอีกครั้ง
ท่าทีของเธอที่พูดออกมาอย่างสงบหมายความได้เพียงอย่างเดียว การต่อสู้กับพวกเขาทั้งสองไม่มีผลกระทบอะไรกับเธอเลย
จากการรับรู้ถึงความผิดปกติไปจนถึงการแทรกแซงอย่างรวดเร็ว เซินโหย่วชิงหันหลังให้กับลู่จินกู้ตลอดเวลา ดังนั้นจนถึงตอนนี้ ดวงตาคู่นั้นจึงได้มาอยู่ในสายตาของเธอ
เซินโหย่วชิงเบิกตากว้าง ร่างกายที่สง่างามของเธอเริ่มสั่นเทาด้วยความกลัว ปลายนิ้วที่สั่นระริกชี้ไปที่ลู่จินกู้ เสียงที่เปล่งออกมาเปลี่ยนไปเพราะความตื่นตระหนก “เป็นไปไม่ได้ เธอ…เธอคือ…”
“หึ” ลู่จินกู้กะพริบตาเบา ๆ ในดวงตาราวแก้วใสมีบางสิ่งไหววูบอยู่ในนั้น
พร้อมกับคำพูดนี้ เส้นใยพลังจิตที่พันกู้ตั๋วกับเซินโหย่วชิงอยู่ก็เพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่า แรงดึงที่ตามมาก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ เซินโหย่วชิงรู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรง พลังจิตของเธอเริ่มไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้
เมื่อรู้ว่าถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ มีแต่ตายแน่ เธอจึงระดมพลังทั้งหมดอย่างบ้าคลั่ง แม้จะต้องตัดพลังจิตทิ้งก็ต้องหลุดพ้นจากการพันธนาการนี้ให้ได้
แต่ลู่จินกู้ที่มองดูพวกเขาสองคนเป็น ‘อาหารเสริม’ จะปล่อยให้เธอหลุดพ้นไปได้อย่างไร เส้นใยพลังจิตพันรัดเธอแน่นขึ้น พยายามจะล่วงล้ำเข้าไปในสมองของเธอ
วิธีนี้มีเพียงผู้แข็งแกร่งระดับ A ขึ้นไปเท่านั้นที่จะทำได้อย่างง่ายดาย แม้พลังของเธอจะพิเศษ แต่ระดับก็ยังต่ำเกินไป จึงทำไม่ได้ในทันที แต่รอบ ๆ ตัวของเซินโหย่วชิงกลับเหมือนกับตกลงไปในหุบเหวลึกเย็นจัด แม้แต่การตัดขาดพลังจิตที่ถูกพันไว้ก็ยังทำไม่ได้ การไม่เป็นลมหมดสติก็ถือว่าใช้ความพยายามมากแล้ว
พลังคลั่งของกู้ตั๋วก็ยากที่จะรับมือเช่นกัน แต่ก็กำลังถูกบีบถอยหลังอย่างช้า ๆ การที่เขาจะสูญเสียแรงต้านก็เป็นเรื่องของเวลาเท่านั้น
เซินโหย่วชิงใบหน้าซีดขาว เริ่มคิดในใจอย่างทุกข์ระทม วันนี้เธอกับกู้ตั๋วจะต้องตายที่นี่งั้นหรือ?
หากลู่จินกู้ ‘กลืนกิน’ พวกเขาเข้าไป เธอจะรีบหนีไปในทันที เนื่องจากเธอมาที่นี่อย่างลับ ๆ ถ้าอำพรางหลักฐานสักนิดก็ไม่มีใครรู้ว่าเธออยู่ที่นี่ตอนที่พวกเขาตาย พวกศัตรูของสหพันธ์ก็จะยิ่งหาทางเล่นงานแน่
เซินโหย่วชิงเป็นถึงหัวหน้าตระกูล แม้จะคิดว่าตนจะต้องตายแน่ แต่สิ่งที่เธอคิดถึงก็คือหลังจากนี้จะทำอย่างไรเพื่อรักษาความสงบ
เธอพยายามต่อต้านการบุกรุกของพลังจิตจากลู่จินกู้อย่างยากลำบาก แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ไหวแล้ว ร่างกายเริ่มล้มลง เลือดไหลทะลักออกจากปาก
การเคลื่อนไหวนี้เป็นเหมือนสัญญาณแห่งชัยชนะ ลู่จินกู้ยังคงไร้อารมณ์ในดวงตา แต่มุมปากกลับแสดงความพึงพอใจ พลังจิตของเธอพุ่งทะลวงรุนแรงขึ้น หวังจะจัดการเซินโหย่วชิงให้สิ้นซากก่อนแล้วค่อยรับมือกับอีกคนที่คลั่งอย่างเต็มที่
เซินโหย่วชิงไม่เคยลำบากขนาดนี้มาก่อนในชีวิต ขณะที่กำลังจะตาย เธอก็ยังพยายามจะรักษาความสง่างามของตนเอง เธอยกมือขวาขึ้นอย่างยากลำบาก หวังจะเช็ดเลือดที่มุมปาก
แต่ภายใต้แรงกดดันนี้ เลือดกลับไหลออกมามากขึ้นจนเช็ดไม่หมด เธอคงต้องสิ้นหวังแล้วจริง ๆ หลับตาลงนอนบนพื้น มือขวาถูกทับไว้ใต้กระโปรง หากไม่ใช่เพราะพลังจิตที่ยังคงต่อต้านอย่างแผ่วเบา เธอดูเหมือนคนที่ตายไปแล้ว