เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 144 อาจมีผู้บุกรุก
บทที่ 144 อาจมีผู้บุกรุก
ฝ่ามือที่อบอุ่นแตะลงบนศีรษะของเธอเบา ๆ จัดเรียงเส้นผมที่ยุ่งเหยิงเป็นรังนกให้กลับมาสะอาดตาอีกครั้ง
ลู่จินกู้ที่กำลังจะขยับตัวหลบกลับแข็งทื่อไปด้วยความตกตะลึง
แต่กู้ตั๋วกลับดูเหมือนไม่คิดว่ามีอะไรผิดปกติ เขาจัดการ ‘รังนก’ บนหัวของเธอจนเรียบร้อยและดูเข้าท่าขึ้น จากนั้นจึงพูดขึ้นว่า “ฉันจะพาเธอไปที่แห่งหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นฉันต้องกลับไปที่กองทัพ
ลู่จินกู้พยายามกลบเกลื่อนความรู้สึกวูบวาบในใจ แล้วรีบถามกลับไป “ไปไหน?”
“ไปที่ดาวดวงหนึ่ง”
เธอยกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความสงสัย ปกติคนเราจะเรียกชื่อดาวตามหมายเลขไม่ใช่หรือ? ‘ดาวดวงหนึ่ง’ หมายความว่าอะไร?
แต่กู้ตั๋วไม่รอให้เธอถามต่อ เขาเริ่มออกเดินนำทางไปแล้ว เมื่อเดินไปได้สองสามก้าวแล้วเห็นเธอยังไม่ขยับ เขาก็หันมากระตุ้นให้เธอตามมา ลู่จินกู้จึงต้องเก็บความสงสัยไว้ในใจแล้วรีบเดินตามไป
แม้ผมของเธอจะถูกจัดให้เรียบร้อยแล้ว แต่ความรู้สึกอบอุ่นที่เหลืออยู่บนศีรษะกลับทำให้เธอรู้สึกกระอักกระอ่วนในใจ เธออยากจะยกมือขึ้นแตะดู แต่ก็คิดว่าทำแบบนั้นมันจะจงใจเกินไป เธอจึงหาเรื่องคุยแก้เก้อ
“แนวหน้าไม่ใช่เพิ่งส่งข่าวดีมาหรอกเหรอ? ฉันได้ยินว่ากำลังเตรียมจะถอนกำลังกันแล้ว นายยังต้องกลับไปทำอะไรอีก?”
“ข่าวที่ว่าฉันบาดเจ็บถูกปิดเป็นความลับมาตลอด คราวนี้กองทัพที่เจ็ดทำผลงานได้ยิ่งใหญ่ กลับมารอบนี้ต้องมีรางวัลแน่นอน ถ้าฉันไม่โผล่ไปสักหน่อยจะดูไม่เหมาะสม”
ลู่จินกู้พยักหน้าเข้าใจ แล้วถามต่อ “นายจะพาฉันไปดาวดวงไหนกันแน่?”
ความอยากรู้ในใจเริ่มมากขึ้นทุกที
แต่กู้ตั๋วยังคงทำเป็นลึกลับ เขาตอบเพียงว่า “เป็นดาวที่เธอน่าจะสนใจ”
เมื่อมาถึงท่าอวกาศ เธอก็พบว่าเซินโหย่วชิงรออยู่ในยานอวกาศแล้ว
ระหว่างการเดินทางผ่านสถานีวาร์ป จู่ ๆ กู้ตั๋วก็พูดถึงเรื่องพลังจิตของเธอขึ้นมา “พลังจิตของเธอใกล้จะถึงระดับ B แล้ว”
“จริงเหรอ?” ลู่จินกู้ตาเป็นประกาย “ฉันยังไม่ได้มีโอกาสไปทดสอบเลย คราวหน้าต้องไปลองดูบ้างแล้ว”
เธอรู้ดีว่าเครื่องทดสอบของสหพันธ์สามารถให้ค่าที่แม่นยำที่สุดได้
แต่ทันทีที่เธอพูดจบ ก็ได้ยินเสียงปฏิเสธพร้อมกันจากสองคน “อย่า!”
ลู่จินกู้หันมองไปที่กู้ตั๋วและเซินโหย่วชิงด้วยความตกใจ เห็นพวกเขาทำหน้าเรียบเฉย แต่แววตาดูเคร่งเครียดเล็กน้อย และทันทีที่สบตากับเธอ ทั้งคู่ก็หลบสายตาไปทางอื่น
เธอหรี่ตาลงอย่างจับผิด “ทำไมถึงไม่ให้ไป?”
กู้ตั๋วและเซินโหย่วชิงหันมองหน้ากัน เธอยิ่งมั่นใจว่าต้องมีอะไรแปลก ๆ ซ่อนอยู่ จึงจ้องพวกเขาไม่วางตารอคำตอบ
เซินโหย่วชิงกระแอมเบา ๆ ก่อนตอบ “กฎของสหพันธ์ระบุไว้ว่าประชาชนที่อายุ 16 ปีต้องทำการทดสอบและบันทึกระดับพลังจิตสุดท้ายของตนเอง แต่เธออายุมากกว่าเกณฑ์แล้ว และอีกอย่าง…” เซินโหย่วชิงหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อ “เธอเคยได้ยินใครบ้างที่พลังจิตเพิ่มขึ้นหลังจากเข้าสู่วัยผู้ใหญ่?”
“ฉันเองก็เคยสงสัยเหมือนกัน แต่ในเมื่อมันเป็นพลังงานชนิดหนึ่ง การที่มันจะเพิ่มขึ้นก็ไม่น่าแปลกอะไรไม่ใช่เหรอ?” เธอแสดงความสงสัยออกมา “ทั้งกำลังและความคล่องตัวล้วนสามารถเพิ่มขึ้นได้ผ่านการฝึกฝน ทำไมพลังจิตถึงจะเพิ่มไม่ได้?”
ความจริงก่อนถามคำถามนี้ เธอคิดว่าความไม่รู้ของร่างเดิมทำให้เธอไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ เธอจึงเตรียมใจไว้แล้วว่าจะถูกกู้ตั๋วหัวเราะเยาะอีก
แต่ผิดคาด ครั้งนี้กลับเห็นสองคนตรงหน้าชะงักไป
สักพักใหญ่เซินโหย่วชิงถึงได้พึมพำออกมา “ทำไมล่ะ? คงไม่มีใครรู้หรอก”
ปฏิกิริยาของทั้งคู่ทำให้ลู่จินกู้ประหลาดใจมากขึ้นไปอีก
ที่แท้ไม่ใช่แค่ร่างเดิมของเธอไม่รู้ แต่เป็นเพราะไม่มีใครเคยคิดถึงคำถามนี้เลยต่างหาก?
กู้ตั๋วเองก็ดูครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะพูดช้า ๆ ว่า “ไม่มีใครรู้เหตุผล เพราะมันเป็นเรื่องต้องห้าม”
“ต้องห้าม? เรื่องอะไร?”
ฟังดูเหมือนจะมีเรื่องราวมากกว่าที่เธอคิดเสียอีก ความอยากรู้ของเธอพุ่งสูงขึ้นทันที
แต่สีหน้าของสองคนนั้นกลับดูหม่นหมอง เหมือนกำลังลังเลว่าจะบอกเธอดีหรือไม่
ลู่จินกู้รู้สึกเหมือนมีแมวคอยเกาะกุมความอยากรู้ของเธออยู่เต็มไปหมด แต่ก็ต้องรออย่างอดทน
ในที่สุดเซินโหย่วชิงก็พูดขึ้น “ฉันคิดว่าเรื่องนี้ควรบอกเธอได้แล้ว”
กู้ตั๋วก้มหน้าลง ดูเหมือนกำลังคิดหนักหรืออาจกำลังปฏิเสธในใจ
แต่ลู่จินกู้ก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า น่าจะมีบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับเธอ แต่พวกเขาปิดบังไม่บอก
ดูจากวิธีการของกู้ตั๋วที่ผ่าน ๆ มา เรื่องนี้น่าจะเป็นไปได้มาก
เธอคิดเร็วแล้วพูดออกไปว่า “กู้ตั๋ว ถ้าหากเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับฉัน ฉันอยากรู้ทันที ถึงแม้ว่านายจะคิดว่าเพื่อผลประโยชน์ของฉัน แต่ว่าอะไรดีหรือไม่ดี ฉันว่าให้ฉันเป็นคนตัดสินเองดีกว่า”
กู้ตั๋วดูเหมือนจะอึ้งไปเล็กน้อย แล้วเงยหน้าขึ้นมองเธอ
ดวงตาสองคู่สบกัน แววตาของเขาสงบนิ่งลึกดุจบ่อน้ำที่ไม่มีวันเห็นก้น
ดวงตาของลู่จินกู้สดใสเป็นประกายอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อเธอตั้งใจจริงเช่นนี้ แววตายิ่งส่องประกายเหมือนดวงดาวจนทำให้คนไม่กล้ามองตรง ๆ
การเผชิญหน้าที่ไร้คำพูดนี้จบลงด้วยการที่กู้ตั๋วยอมแพ้ เขาหลบสายตาไป
เขาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนพูดช้า ๆ “ก็ได้ ถ้าเธอคิดว่าพร้อมจะรับฟังแล้ว…”
หัวใจเธอเต้นระรัวอย่างห้ามไม่อยู่ คำพูดนี้ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
เธอเผลอนั่งตัวตรงขึ้นเล็กน้อย แสดงท่าทีเตรียมตัวรับฟังอย่างตั้งใจ
“เธอเคยบอกว่าตัวเองมีสองบุคลิก คำพูดนั้น…ก็ไม่ผิดนัก แต่ถ้าจะให้แม่นยำกว่านั้น…”
สีหน้าของกู้ตั๋วดูจริงจัง จนทำให้ลู่จินกู้ต้องกลั้นหายใจตาม
“…อาจมีผู้บุกรุกอยู่ในสมองของเธอ”
“ผู้บุกรุก? นั่นหมายถึงอะไร?”
จากสีหน้าของกู้ตั๋วและเซินโหย่วชิง ลู่จินกู้สัมผัสได้ว่านี่เป็นเรื่องร้ายแรงมาก แต่เธอไม่เข้าใจว่า ‘ผู้บุกรุกในสมอง’ หมายถึงอะไร จึงไม่สามารถเข้าใจความกังวลที่พวกเขามีได้
เซินโหย่วชิงถอนหายใจเบา ๆ “เอาเถอะ ฉันอธิบายเองดีกว่า เรื่องนี้มันค่อนข้างยาว…”
จากนั้นเธอเล่าถึงเรื่องราวที่ยาวนาน แต่ลู่จินกู้สรุปจากความเข้าใจของตัวเองได้ว่า
ตามปฏิทินดวงดาว มนุษยชาติได้เดินทางออกสู่อวกาศเพียงไม่ถึง 500 ปี
ตามหลักแล้ว อารยธรรมในยุคโลกไม่น่าจะสูญหายไปมากถึงขนาดนี้
แต่ในความเป็นจริง ประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่กลับเลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คน
เหตุใดถึงเป็นเช่นนั้น?
แท้จริงแล้ว มนุษย์ออกสู่อวกาศเพราะถูกบังคับ
พวกเขาไม่ได้เตรียมพร้อมที่จะต่อสู้ในห้วงอวกาศ หรือสร้างบ้านใหม่ขึ้นมาเลย
แต่มนุษยชาติต้องทำเช่นนั้น เพราะถูกโจมตีจากเผ่าพันธุ์ต่างดาวที่เรียกว่า ‘ฮ่วน’
ใช่แล้ว ชื่อแปลก ๆ แบบนั้นเลย
พวกมันเป็นเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างจากมนุษย์โดยสิ้นเชิง พวกมันไม่มีรูปร่าง ไม่มีกายเนื้อ หากต้องบรรยายให้เข้าใจง่าย คงจะคล้ายกับ ‘สิ่งมีชีวิตในรูปแบบจิตสำนึก’ ที่มีอยู่ในนิยายวิทยาศาสตร์
พวกมันสามารถบุกเข้าไปในสมองของมนุษย์ได้เหมือนกับวิญญาณที่เข้าสิง รุกรานจิตวิญญาณของเจ้าของร่างจนตาย จากนั้นก็เข้าครอบครองร่างของมนุษย์ คอยแฝงตัวอยู่ในกลุ่มคนทั่วไป
เมื่อพวกมันยึดครองร่างใดร่างหนึ่งได้แล้ว มันก็สามารถแบ่งตัวได้เหมือนแบคทีเรีย จากหนึ่งกลายเป็นหลายตัว รุกรานร่างของผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ
ในตอนแรก ไม่มีใครบนโลกทันได้สังเกตเห็นเหตุการณ์นี้
แต่ด้วยความที่ฮ่วนเป็นสิ่งมีชีวิตในรูปแบบจิตสำนึก พลังจิตของพวกมันย่อมแข็งแกร่งอย่างมาก
ทว่ามนุษย์ยังไม่พัฒนาสมองให้สามารถทนทานพลังงานระดับนี้ได้
ดังนั้น พวกมันจึงต้องเปลี่ยนร่างใหม่อยู่เป็นระยะ ๆ และแน่นอนว่าร่างที่พวกมันทิ้งไปย่อมไม่ตายด้วยสาเหตุธรรมชาติ
เมื่อจำนวนผู้ที่ ‘สมองถูกทำลาย’ หรือถึงขั้นเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดก็เริ่มดึงดูดความสนใจของประเทศต่าง ๆ
ในขณะที่ทั้งโลกตื่นตระหนกเพราะคิดว่ามันคือ ‘ไวรัสชนิดใหม่’ เหล่าเผ่าพันธุ์ต่างดาวกลุ่มอื่น ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้น