เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 146 คำขอที่ไม่อาจปฏิเสธ
บทที่ 146 คำขอที่ไม่อาจปฏิเสธ
เธอถามคำถามนี้ออกมา เห็นได้ชัดว่าเริ่มเข้าใจถึงความหมายเบื้องหลังของเหตุการณ์ในอดีตนั้น
แววตาของเซินโหย่วชิงฉายแววหนักใจ เธอมองไปทางกู้ตั๋ว ราวกับว่าคิดว่าให้เขาตอบจะเหมาะสมกว่า
กู้ตั๋วเม้มริมฝีปาก ก่อนจะตัดสินใจพูดความจริงออกมา
“ฉันสงสัยว่าเธอถูกปลูกถ่ายพลังจิตที่สกัดจากผลึกคริสตัลของเผ่าฮ่วน”
“ว่าไงนะ?” แม้เธอจะพอคาดเดาได้ แต่เมื่อได้ยินเขาพูดออกมาตรง ๆ ลู่จินกู้ก็ถึงกับตกใจจนลุกขึ้นยืน จากนั้นความตกใจอย่างรุนแรงก็ทำให้เธอรู้สึกวิงเวียนและล้มตัวกลับไปนั่งที่เดิมอีกครั้ง
กู้ตั๋วขยับตัวเข้าไปประคองเธอ แขนที่แข็งแรงของเขาช่วยพยุงเธอให้นั่งลงบนเก้าอี้อีกครั้ง
“…ขอบคุณค่ะ” กลิ่นอายเย็นชาที่ใกล้ชิดกะทันหัน ทำให้สมองที่สับสนวุ่นวายของเธอสงบลงได้บ้าง
เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ยกมือขึ้นลูบหัวเธอเบา ๆ
…ท่าทางแบบนี้เธอเองก็มักใช้ปลอบประโลมต้าไป๋และเสี่ยวอวิ๋นอยู่บ่อย ๆ ใช่ไหมนะ?
ความรู้สึกแปลก ๆ ที่เหมือนถูกปฏิบัติราวกับสัตว์เลี้ยงทำให้ลู่จินกู้ไม่ได้รู้สึกโกรธอย่างที่คิด แต่กลับรู้สึกสงบลงอย่างไม่น่าเชื่อ
บางทีเรื่องนี้อาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด
เธอมองกู้ตั๋วด้วยความหวัง “ฉันคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้หรอกนะ ฉันก็แค่คนที่ถูกครอบครัวทอดทิ้ง ใครกันจะเอาของล้ำค่าขนาดนั้นมาปลูกถ่ายให้กับฉัน?”
ในแง่หนึ่ง ผลึกคริสตัลที่เผ่าฮ่วนทิ้งไว้ก็ถือว่า ‘ล้ำค่า’ จริง ๆ
เพราะหลังจากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมครั้งนั้น ผลึกคริสตัลแทบทั้งหมดก็ถูกทำลายไป
เหตุที่ใช้คำว่า ‘แทบทั้งหมด’ เพราะในตอนนั้นยังมีผลึกคริสตัลสองชิ้นที่หายไป และไม่ว่าจะสืบยังไงก็ไม่สามารถหาที่อยู่ของมันได้
ทว่าการสกัดพลังจิตจากผลึกคริสตัลแล้วปลูกถ่ายลงในสมองของมนุษย์นั้น เป็นเทคนิคพิเศษของกงซุนเชียน แต่หลังจากเหตุระเบิดครั้งใหญ่ ดาวดวงนั้นก็ถูกทำลายไปด้วย นอกจากคลิปวิดีโอที่เก็บรักษาไว้ได้แล้ว ข้อมูลทั้งหมดก็สูญหายไป
เทคนิคนี้จึงสูญหายไปด้วย
ถึงจะมีใครซ่อนผลึกคริสตัลเอาไว้ สหพันธ์ดวงดาวก็รู้ดีว่ามีภัยคุกคามนี้อยู่ จึงเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด การจะเริ่มการวิจัยใหม่ก็เป็นเรื่องยากมาก
ด้วยเหตุนี้ เธอจึงคิดว่าต่อให้มีใครที่เก่งกาจพอจะฟื้นฟูเทคโนโลยีนี้ขึ้นมาได้ ก็คงไม่เอามาใช้กับคนอย่างเธอที่เป็นแค่คนตัวเล็ก ๆ
จริง ๆ แล้ว เหตุผลนี้เองก็เป็นสิ่งที่ทำให้กู้ตั๋วยังคงลังเลมาตลอด เขาจึงพยักหน้า “ที่เธอพูดมาก็มีเหตุผล”
เธอเพิ่งรู้สึกดีขึ้นนิดหน่อย เขาก็พูดต่ออีกว่า “แต่…”
“แต่การแสดงออกของเธอหลายครั้ง ช่างเหมือนกับบันทึกของคนที่ถูกเผ่าฮ่วนบุกรุกสมองมากเกินไป”
ได้ยินดังนั้น เธอก็อึ้งไปอีก “การแสดงออก? แบบไหน?”
“…นี่ก็เป็นหนึ่งในอาการแล้ว การสูญเสียความทรงจำชั่วขณะ” กู้ตั๋วกล่าวด้วยท่าทีอ่อนใจ “นอกจากนี้ เธออาจจะไม่รู้ตัว แต่ในช่วงที่เธอ ‘เสียความทรงจำ’ ดวงตาของเธอจะเปลี่ยนไป”
เขายกมือขึ้นชี้ไปที่ดวงตาของเธออย่างห่าง ๆ
ลู่จินกู้ยกมือขึ้นปิดตาของตัวเองอย่างอัตโนมัติ พลางรู้สึกตกตะลึง “ดวงตาของฉันเปลี่ยนไปเหรอ? เปลี่ยนเป็นยังไง?”
“เปลี่ยนเป็นดวงตาที่ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก”
“แต่เวลานายคลุ้มคลั่ง ดวงตานายก็เป็นแบบนั้นเหมือนกันนะ!” เธอโพล่งออกมา
ทั้งสามคนหยุดชะงักทันที
เซินโหย่วชิงลุกขึ้นยืน เดินวนไปสองรอบอย่างช้า ๆ
สุดท้ายเธอก็หยุดที่ข้างหน้าต่าง พลางหันมามองด้วยสีหน้าจริงจัง
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาทั้งสามคนคิดไปในทางเดียวกัน
ถ้าดวงตาที่ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกคือสัญลักษณ์ของการถูกเผ่าฮ่วนบุกรุก งั้นตอนที่คนเกิดอาการคลุ้มคลั่ง ดวงตาที่ไร้ความรู้สึกนั้นก็จะปรากฏขึ้นเหมือนกันไม่ใช่เหรอ
ความบ้าคลั่งที่แสดงออกมาดูเหมือนจะเป็นแค่เปลือกนอก ส่วนแก่นแท้ภายในกลับเยือกเย็นไร้มนุษยธรรม
คนทั้งสามคนที่อยู่ในห้องต่างก็ไม่ได้โง่ คำพูดเพียงหนึ่งเดียวที่ถูกหลุดออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้พวกเขานึกถึงความเป็นไปได้ที่น่าสะพรึงกลัวมากมาย จนไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีก
เหมือนกับว่าถ้าเอ่ยปากพูดออกไป ก็อาจจะเป็นการเปิดกล่องแพนดอร่า ที่จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่อาจหวนกลับได้
สุดท้าย ลู่จินกู้ก็ถอนหายใจยาวและข้ามเรื่องน่ากลัวนั้นไปชั่วคราว เธอหันมาถามถึงปัญหาของตัวเอง “แล้วตกลงว่าฉันเป็นอะไร?”
“เรื่องนี้ตอนนี้ยังไม่ควรแพร่งพรายออกไป” กู้ตั๋วรีบตอบ
ส่วนเซินโหย่วชิงอธิบายรายละเอียดมากขึ้น “ตอนนี้เราทำได้เพียงคาดเดาเท่านั้น บอกได้แค่ว่าบางครั้งการแสดงออกของเธอนั้นคล้ายกับคนที่ถูกเผ่าฮ่วนบุกรุกสมองมาก แต่ก็ยังมีบางอย่างที่แตกต่างกัน”
ลู่จินกู้รีบทำหน้าตาพร้อมรับฟังอย่างใจจดใจจ่อ
“กู้ตั๋วบอกว่าทุกครั้งที่เธอมีอาการผิดปกติ ดวงตาของเธอจะไร้อารมณ์ แต่ครั้งนี้ที่ฉันเห็นมันไม่เหมือนกัน ตอนก่อนที่เธอจะฟื้น ฉันเห็นชัดเจนว่าดวงตาของเธอมีอารมณ์หลากหลาย ซึ่งถึงแม้จะเป็นอารมณ์ด้านลบทั้งหมดก็ตาม…”
ลู่จินกู้ฟังคำอธิบายเหตุการณ์จากเซินโหย่วชิง แต่เธอเองกลับยังรู้สึกไม่จริงจังเท่าไหร่ เพราะเธอไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับช่วงเวลานั้นเลย
“ความจริงแล้ว เรื่องเหล่านั้นยังไม่ใช่หลักฐานสำคัญที่สุด แต่พลังจิตของเธอ… ตอนแรกฉันคิดว่าเธอมีพลังจิตระดับ C อยู่แล้ว แต่เท่าที่ฟังกู้ตั๋วบอก เธอเคยมีพลังจิตแค่ระดับ F เท่านั้น?”
“ใช่” เธอยอมรับ
ในแววตาของเซินโหย่วชิงปรากฏความกังวลอย่างลึกซึ้ง
เมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย ลู่จินกู้ก็พลันเดาได้ถึงบางอย่าง จึงลองถามขึ้นว่า “พวกเธอคิดจะจัดการกับสถานการณ์ตอนนี้ยังไง?”
“…เธอนี่ช่างเฉียบคมนะ” เซินโหย่วชิงอึ้งไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ปิดบัง “ตอนที่เริ่มสังเกตเห็นว่าเธออาจเกี่ยวข้องกับเผ่าฮ่วน ฉันก็เคยคิดจะรายงานขึ้นไปในทันที แต่กู้ตั๋วเป็นคนที่เกลี้ยกล่อมฉันไว้”
ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก
หลังจากรู้เรื่องประวัติศาสตร์อันน่ากลัวที่เผ่าฮ่วนเคยก่อไว้ การที่เธอมี ‘ข้อสงสัย’ ติดตัว แต่ยังคงยืนอยู่ตรงนี้ได้อย่างปลอดภัย ย่อมมีคนคุ้มครองเธอไว้
เมื่อคิดดี ๆ แล้ว คนคนนั้นคงไม่พ้นกู้ตั๋ว
เมื่อเห็นเธอทำหน้าราวกับว่า ‘อย่างที่คิดไว้จริง ๆ’ เซินโหย่วชิงก็ยิ้มอย่างมีนัย ก่อนจะกล่าวต่อ “ที่เขาพูดก็ถูก ในบันทึกนั้น ไม่มีใครที่ถูกเผ่าฮ่วนบุกรุกแล้วจะกลับมามีสติได้อีก ดังนั้น ฉันคิดว่าเราควรเฝ้าดูอาการไปก่อน”
ถึงตรงนี้ ลู่จินกู้ก็เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองอย่างถ่องแท้
ความเคลือบแคลงใจที่มีต่อกู้ตั๋วก็หายไปโดยสิ้นเชิง
ไม่ว่าจะยังไง คนคนนี้ก็รักษาสัญญาที่เคยให้ไว้ตั้งแต่แรกจริง ๆ
เนื้อหาที่สนทนากันครั้งนี้ค่อนข้างหนักอึ้ง หลังจากพูดทุกอย่างจนกระจ่างแล้ว ทั้งสามคนก็หมดอารมณ์ที่จะสนทนาต่อ เซินโหย่วชิงกลับไปที่ห้องของเธอเพื่อจัดการธุระ ส่วนกู้ตั๋วก็เตรียมตัวไปเยี่ยมอีธานที่อยู่ในห้องพยาบาล
เมื่อมองแผ่นหลังของเขา ลู่จินกู้ก็รู้สึกกระอักกระอ่วนในใจ
เธอรีบค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมครั้งนั้นในสตาร์เน็ตอย่างรวดเร็ว แต่ก็พบว่าบนสตาร์เน็ตไม่มีภาพใด ๆ มีแค่คำบรรยายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
แต่ด้วยอาชีพของเธอที่เคยชำนาญในการสกัดภาพจากบันทึกข้อความ ลู่จินกู้จึงสามารถจินตนาการถึงภาพอันน่าสยดสยองในหัวได้อย่างชัดเจน
แม้จะหวังว่าเธอจะไม่โชคร้ายถึงขนาดไปพัวพันกับเรื่องแบบนี้ แต่ถ้าเกิดมันเป็นจริงล่ะ?
เธอกลัวก็เพราะความ ‘ถ้าเกิด’ นี้แหละ
เธอจึงตัดสินใจเรียกชายที่กำลังจะเปิดประตูออกไป
“กู้ตั๋ว ขอบคุณที่ช่วยพูดแทนฉันต่อหน้าคุณเซิน”
กู้ตั๋วไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ราวกับคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ไม่ควรค่าแก่การพูดถึง เขาตอบรับเพียงเบา ๆ ว่า “อืม”
“ฉันมีคำขอที่ไม่อาจปฏิเสธได้” เธอกลืนน้ำลาย รวบรวมความกล้าและพูดต่อไป “ถ้าวันหนึ่งฉันกลายเป็นคนที่ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก ชื่นชอบการฆ่า หรือทำสิ่งเลวร้ายอื่น ๆ ได้ โปรดช่วยจบชีวิตฉันอย่างรวดเร็วด้วยเถอะ”
สีหน้าของกู้ตั๋วเริ่มเปลี่ยนไป สายตาคมดุจดาบพุ่งตรงมาที่เธอ