เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 157 กลายเป็นการแข่งความน่าสงสาร
บทที่ 157 กลายเป็นการแข่งความน่าสงสาร
ด้วยจำนวนของสถานีบริษัทพาราไดซ์ที่เพิ่มมากขึ้น แม้ว่าจะมีผู้ช่วยมากมายขึ้นเรื่อย ๆ แต่ลู่จินกู้ก็ยังคงยุ่งวุ่นวายไม่หยุดหย่อน ดังนั้นงานคัดเลือกการจ้างงาน เธอจึงไม่ค่อยได้ลงมาดูด้วยตัวเองนานแล้ว
นี่จึงเป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นข้อมูลของคนเหล่านี้ ซึ่งหลังจากพลิกดูข้อมูลรอบหนึ่ง เธอก็เริ่มเข้าใจข้อมูลคร่าว ๆ ของคนเหล่านี้
เธอส่งข้อมูลเหล่านี้ไปยังระบบของบริษัทพาราไดซ์ทันที ระบบจะทำการตรวจสอบเบื้องต้นในไม่ช้า
แต่ก็มีบางคนที่ไม่อยากรอแม้แต่ช่วงเวลาสั้น ๆ นี้
ชายที่ดูท่าทางเหนื่อยล้าคนหนึ่งพลันพุ่งเข้ามา แม้ว่าเขาจะถูกกองทัพองครักษ์ขวางไว้ทันที แต่เขากลับทรุดลงคุกเข่ากับพื้นอย่างรวดเร็ว
ชาวพันธมิตรลืมไปนานแล้วว่า ‘ชายชาตรีต้องไม่คุกเข่า’ แต่ก็ยังเข้าใจความหมายคล้าย ๆ กันได้ ชายตัวใหญ่คนหนึ่งคุกเข่าลงทันใดและมีสีหน้าอ้อนวอนทุกข์ระทมแบบนั้น ก็ย่อมดึงดูดความสงสารจากใครหลายคนได้ทันที
เขาตะโกนเสียงดังลั่น “คุณจิน ผมมีแม่อายุหนึ่งร้อยสามสิบกว่าปีที่บ้าน ภรรยาผมนอนเป็นอัมพาตอยู่บนเตียง ส่วนลูกก็ยังร้องเรียกหานมอยู่ ทุกคนต่างหวังให้ผมหางานใหม่ให้ได้เร็ว ๆ เพื่อเลี้ยงครอบครัว ผม…ผมก็แค่ทำผิดไปด้วยความคิดชั่ววูบเท่านั้น ก็เลยกรอกลงไปว่าเป็นระดับ C ขอร้องเถอะครับ ให้ผมได้อยู่ที่นี่เถอะ!” พอเขาพูดไปน้ำตาก็ไหลออกมา
ว่ากันว่าชายชาตรีไม่หลั่งน้ำตาง่าย ๆ ครั้งนี้จึงทำให้หลายคนเกิดความรู้สึกสงสาร
ข้อความจากผู้ชมบนหน้าจอก็พากันเรียกร้องว่า “ให้โอกาสเขาสักครั้งเถอะ” บางคนถึงกับหวังให้นักข่าวช่วยถ่ายทอดความรู้สึกของพวกเขาส่งต่อไปถึงเธอด้วย
แต่ลู่จินกู้กลับสัมผัสได้ถึงความคุ้นเคยบางอย่าง ราวกับว่าได้ย้อนกลับไปสู่ยุคโลกอีกครั้ง บางรายการที่เรียกว่า ‘การแข่งขัน’ แท้จริงแล้วกลับกลายเป็น ‘การแข่งความน่าสงสาร’
ตอนที่คนทั้งห้าถูกนำตัวมาอยู่ตรงหน้าเธอ เธอไม่ได้รู้สึกลำบากใจอะไรเลย แต่ตอนนี้ เมื่อชายคนนี้มาเล่นบทนี้ เธอกลับรู้สึกว่าตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยุ่งยากเสียแล้ว
หากเธอสงสารและให้โอกาสเขา แล้วถ้าอีกสี่คนมี ‘เรื่องราวที่น่าสงสาร’ อะไรแบบนี้ขึ้นมาอีก เธอจะยอมทำตามแบบเดิมไหม?
หากว่าต่อไปมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก เธอควรจะยอมให้ผ่านไปไหม?
เรื่องบางเรื่องก็ไม่ใช่ว่าเพราะมีน้อยหรือมีมาก แต่เป็นเพราะความไม่เท่าเทียม หากเปิดทางไปแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งต่อไปที่จะต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เดิมก็อาจจะไม่ง่ายเหมือนเดิมแล้ว
ลู่จินกู้ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความไม่สบายใจ กำลังเตรียมจะให้คนพาชายคนนี้ไปพักผ่อนก่อน อย่างน้อยก็ไม่ต้องจัดการเรื่องนี้ต่อหน้ากล้อง แต่ใครจะคิดว่าทันใดนั้นจะมีอีกคนพุ่งออกมา
คราวนี้เป็นป้าคนหนึ่ง กาลเวลาที่ผ่านไปได้ทิ้งรอยเหี่ยวย่นไว้บนใบหน้าของเธอ ทำให้เธอดูหน้าตาดุดันเล็กน้อย และรูปร่างของเธอทำให้ลู่จินกู้นึกถึง ‘ชนชาติรบ’ ของประเทศเพื่อนบ้าน เธอดูแข็งแกร่งและมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเธอถึงสามารถยกหมีทั้งตัวขึ้นได้ในคราวเดียว
เธอถูกจับออกมาเพราะในเอกสารระบุว่าเธอมีทักษะการก่อสร้าง แต่ความจริงแล้วไม่ใช่แบบนั้น
ก็ไม่รู้ว่าตอนทำการทดสอบทักษะที่เว็บไซต์รับสมัครงาน เธอใช้วิธีอะไรถึงสามารถผ่านเข้ามาได้
ลู่จินกู้มองชื่อของป้าคนนั้นพลางครุ่นคิด รู้สึกว่าคุ้น ๆ อยู่บ้าง แต่ก็ยังนึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน
ป้าคนนั้นคุกเข่าลงกับพื้น แต่ไม่รู้ว่าเพราะเธอตื่นเต้นเกินไปหรืออาจจะประหม่าเกินไป การคุกเข่าของเธอจึงแปลกไปหน่อย ขณะที่คุกเข่าลงก็ใช้ศอกชนเข้ากับชายวัยกลางคนเข้าอย่างจัง
ป้าคนนั้นผลักชายวัยกลางคนให้ลอยออกไปได้อย่างง่ายดายด้วยรูปร่างที่ใหญ่โต ส่วนตัวเองก็ล้มลงกับพื้นและร้องไห้ดังลั่น “ท่านผู้มีพระคุณ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะหลอกท่านเลยนะคะ ท่านเคยแก้แค้นให้ลูกสาวของฉัน แต่ท่านไม่ยอมรับคำขอบคุณจากพวกเรา ฉันก็เลยต้องใช้วิธีนี้ เพื่อที่จะได้มาอยู่ข้าง ๆ ท่าน”
ลู่จินกู้: ???
ป้าคะ คุณเป็นใคร? ฉันไม่เห็นจะจำได้เลยว่าตัวเองเคยทำเรื่องแบบนี้มาก่อน
ผู้ชมที่เคยถูกชายที่น่าสงสารดึงดูดไว้ในตอนแรกต่างเปลี่ยนความสนใจไปทันที
นี่ไม่ใช่ความผิดของใคร เพราะฉากที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นั้นช่างน่าขันเสียเหลือเกิน
ชายคนแรกนั้นถูกผลักออกไปจนลอยไปกองอยู่กับพื้น หลังจากลุกขึ้นมาได้ก็รู้สึกทั้งอับอายและโกรธจัด เขาตะโกนขึ้นว่า “นี่คุณจะมาชนผมทำไม! ที่ก็ตั้งกว้างขนาดนี้ คุณจะคุกเข่าตรงไหนก็ได้ไม่ใช่เหรอ!”
ป้าคนนั้นทำหน้าตาใสซื่อ “ก็คุณคุกเข่าอยู่ด้านหน้า ตรงนี้เป็นจุดที่คุณจินมองเห็นได้ง่ายที่สุด อีกอย่างคุณก็พูดเสร็จแล้วนี่ ไม่คิดหรือว่าควรให้โอกาสคนอื่นบ้าง?”
หลายคนที่ได้ยินคำพูดนี้ก็อดขำไม่ได้ ต่างรู้สึกว่าป้าคนนี้ดูเหมือนจะมีปัญหาอยู่บ้าง นี่ไม่ใช่เวลาที่จะเรียกร้องความเห็นใจจากผู้รับผิดชอบหรอกหรือ? ยังจะมาแย่งตำแหน่งพูดกันอีก
แต่หลังจากหัวเราะจบ หลายคนกลับฉุกคิดขึ้นมาได้ ใช่แล้ว การมาขอร้องต่อหน้าคนอื่นแบบนี้ มันเป็นการเรียกร้องความเห็นใจเพื่อกดดันคนอื่นหรือเปล่านะ?
ทันใดนั้น ความคิดที่อยากจะให้อภัยก็ลดลงไปมากเลยทีเดียว
ลู่จินกู้ไม่รู้สึกถึงความเคลื่อนไหวในสตาร์เน็ต เธอแค่รู้สึกว่าป้าคนนี้ทั้งแปลกและน่าทึ่ง ที่สามารถโต้เถียงกับคนอื่นไปด้วย ขณะที่ยังไม่หยุดคำพูดขอบคุณที่พรั่งพรูออกมา
จนกระทั่งชายคนนั้นทำท่าทางโกรธจัด และไม่สนใจความแตกต่างของรูปร่าง รีบกระโดดขึ้นมาท้าต่อยตีทันที
ทุกคนรวมถึงลู่จินกู้เองก็คิดว่าป้าคนนี้น่าจะสามารถล้มคู่ต่อสู้ได้ในหมัดเดียว แต่ใครจะคิดว่าในบรรดาสามคนที่เหลือ กลับมีคุณลุงตัวผอมแห้งกระโดดออกมาอีกคน
“คุณจะทำอะไรเมียผม!”
ลุงคนนั้นตะโกนด้วยเสียงเกรี้ยวกราดและพุ่งเข้ามาในท่าทาง ‘ผมจะปกป้องเมียผมเอง’ จากนั้นก็ขวางชายวัยกลางคนที่ตั้งใจจะเข้าต่อยตี
จู่ ๆ สถานการณ์ก็วุ่นวายขึ้นมาทันที ป้าตัวใหญ่คนนั้นที่เดิมทีเคยมีท่าทีดุดันก็กลับกลายเป็นว่าแทบจะขดตัวเป็นก้อนจนเกือบจะร้อง ‘งิ้ง ๆ’ ออกมา
ส่วนลุงที่ผอมเหมือนลิง ซึ่งขนาดลำตัวของเขายังได้แค่ครึ่งเดียวของป้าคนนั้น กลับแสดงท่าทางดุดันกราดเกรี้ยวเพื่อต่อสู้กับชายวัยกลางคน
ไม่ว่าก่อนหน้านี้ชายวัยกลางคนจะแสดงความน่าสงสารอย่างไร แต่เมื่อมาเห็นเขาด่าทอและต่อสู้กับคนที่อายุอานามน่าจะเป็นพ่อของเขาเองได้ มันก็ยากที่จะทำให้คนรู้สึกประทับใจ
การประกวดว่า ‘ใครน่าสงสารที่สุด’ จู่ ๆ ก็กลายเป็นเรื่องตลกขึ้นมา ลู่จินกู้ก็ได้แต่กลั้นหัวเราะ กำลังจะสั่งให้กองทัพองครักษ์แยกคนเหล่านี้ออกจากกัน แต่ป้าคนนั้นดูเหมือนจะรวบรวมความกล้าขึ้นมาได้ในทันที ร้องเสียงแหลมและพุ่งเข้าไปว่า “อย่ามารังแกผัวฉันนะ”
จากนั้นคู่สามีภรรยาก็ช่วยกันรุมคน ชายวัยกลางคนจึงตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างรวดเร็ว
“เร็วเข้า รีบแยกพวกเขาออกจากกัน” ลู่จินกู้ขมวดคิ้วจนแทบเป็นปม รู้สึกว่าเหตุการณ์นี้ช่างประหลาดเกินไป
อย่างไรก็ตาม หากวันแรกที่ทุกคนมาถึงโลกกลับมีเรื่องราวนองเลือดเกิดขึ้น มันก็ดูจะไม่ใช่สัญญาณที่ดีแน่นอน
แต่ในขณะที่กองทัพองครักษ์กำลังเคลื่อนไหว จู่ ๆ ก็เกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นมา
ชายวัยกลางคนตะโกนด้วยความโกรธ และจู่ ๆ แขนข้างหนึ่งของเขาก็หลุดลงมา
“อ๊าก!” ภาพนี้ช่างชวนผวา ทำเอาบางคนถึงกับกรีดร้องออกมา
ลู่จินกู้ยืนอยู่ใกล้ ๆ ทันใดนั้นเธอก็สังเกตเห็นความผิดปกติ จึงรีบสั่งว่า “จับตัวชายคนนี้ไว้!”
คู่สามีภรรยาดูเหมือนจะคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว พวกเขาถอยหลังพร้อมกัน เปิดทางให้กองทัพองครักษ์สามารถเข้าจับตัวชายคนนั้นได้อย่างง่ายดาย
เวลานี้ไม่ว่าผู้ที่อยู่ในกล้องหรืออยู่นอกกล้องต่างก็สังเกตเห็นว่า รอยตัดที่แขนข้างนั้นไม่มีเลือดเนื้อ แต่กลับมีแสงวาววับของเครื่องจักร
ในบรรดาคนทั้งห้าที่ถูกจับออกมาแล้วมีท่าทีไม่น่าไว้วางใจ ตอนนี้เหลือเพียงสองคนที่ยังยืนอยู่ด้านนอก ชายหนุ่มคนหนึ่งค่อย ๆ เดินออกมาและเก็บแขนที่ถูกตัดขาดนั้นขึ้นมา จากนั้นเขาก็ลอก ‘ผิวหนัง’ ออกโดยที่ทุกคนจับจ้องมองเขาอยู่
ภาพที่ควรจะน่ากลัวกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะใต้ผิวหนังที่ถูกลอกออกมานั้นกลับเผยให้เห็นแขนกลที่สมบูรณ์แบบ
ชายหนุ่มถือแขนกลนั้นและหันมองดูซ้ายขวา จู่ ๆ เขาก็พูดขึ้นด้วยเสียงแหบพร่า “หมายเลข 33 เป็นรุ่นของแขนกลที่รวมความสามารถในการโจมตีและการดักฟังไว้ในหนึ่งเดียว ใช้กันมากในการจารกรรมทางธุรกิจ และบางครั้งก็ใช้ในการลอบสังหาร เพราะมันมีเซลล์ชีวภาพเทียมผสมอยู่ สามารถหลบเลี่ยงการตรวจจับโลหะของเครื่องตรวจโลหะในระดับทั่วไปได้ถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์”
เขาเงยหน้าขึ้น และประกาศผลสรุปออกมาอย่างชัดเจน “การติดตั้งแขนกลแบบนี้ บ่งบอกได้ว่าไม่หวังดี และชีวิตของเขาก็คงไม่ได้ลำบากเหมือนที่เขาพูด”