เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 164 พี่น้องพบกันอีกครั้ง
บทที่ 164 พี่น้องพบกันอีกครั้ง
ในที่สุดลู่จินกู้ก็ทิ้งคำพูดสั้น ๆ ไว้ว่า “ค่อยว่ากันทีหลัง” แล้วก็รีบวางสายไป
หลังจากนั้นเธอก็แจ้งผลการประมูลกับตระกูลแบล็กเป็นการส่วนตัว และประกาศผลในสตาร์เน็ต แต่เธอยังคงคิดถึงรายการอาหารอันยาวเหยียดนั้นอยู่ จึงอดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำว่า “อะไรเนี่ย สั่งอาหารตั้งเยอะ คิดจะมากินฟรีทั้งชีวิตเลยหรือไง!”
แต่พอพูดออกไปแล้วก็ชะงัก ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าการพูดแบบนี้ฟังดูแปลก ๆ
ใบหน้าของเธอร้อนผ่าวจนแดงจัด เธอรีบส่ายหัวเพื่อไล่ความคิดสับสนที่รบกวนใจออกไป
โชคดีที่ในขณะนั้นก็มีสายการติดต่อเข้ามาใหม่ เมื่อเห็นว่าเป็นหมายเลขของเหอผิง เธอจึงรีบรับสายทันที
“คุณจินคะ” อีกฝ่ายรายงานด้วยความคล่องแคล่ว “คุณลู่อวี๋กู้ ผู้ที่เช่าห้องร่วมกับครอบครัวเปาหยวนซาน แจ้งมาว่ามีเรื่องสำคัญมากที่อยากจะคุยกับคุณเป็นการส่วนตัว เธอยังบอกอีกว่า…”
น้ำเสียงของอีกฝ่ายมีความลังเลเล็กน้อย ลู่จินกู้จึงถามว่า “บอกว่าอะไรเหรอ?”
“เธอบอกว่าเธอเป็นน้องสาวของคุณ และหวังว่าเราจะแจ้งข้อความนี้ตามที่เธอพูด และไม่ขัดขวางการพบกันระหว่างเธอกับคุณ”
ช่วงนี้มีแต่เรื่องที่ทำให้ประหลาดใจเข้ามาเรื่อย ๆ ลู่อวี๋กู้ไม่เคยเห็นค่าพี่สาวคนนี้มาก่อน แต่กลับกล้าเปิดเผยความสัมพันธ์ของทั้งคู่ต่อสาธารณชน อีกฝ่ายคิดจะทำอะไรกันแน่?
หรือว่ามีแผนการณ์แบบเดียวกับลู่จัว?
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็ตัดสินใจว่าจะลองฟังดูว่าลู่อวี๋กู้ต้องการอะไรแน่ จึงพยักหน้าแล้วพูดว่า “งั้นให้เธอไปซื้อตั๋วที่สถานีมาเองเถอะ”
มีเพียงพนักงานของบริษัทพาราไดซ์ที่เป็นพนักงานประจำเท่านั้นที่มีสิทธิ์ใช้บริการที่สถานีได้ฟรี และเธอก็ไม่คิดที่จะทำลายกฎนี้เพราะคนตระกูลลู่
เหอผิงเคยทำงานบริหารเขตพาราไดซ์หมายเลข 1 มานานจนกลายเป็นคนที่เข้าใจในทุกสถานการณ์ พอได้ยินเธอพูดก็เข้าใจท่าทีของเธอได้ทันที
ส่วนเรื่องที่ลู่อวี๋กู้จะพอใจหรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องที่เธอต้องใส่ใจ เพราะตระกูลแบล็กได้ตอบกลับมาว่าพวกเขาหวังว่าการก่อสร้างเขตพาราไดซ์หมายเลข 7 จะเริ่มได้เร็วที่สุด พร้อมสอบถามว่าเธอจะมาร่วมการเจรจาได้เมื่อไหร่
พวกเขาไม่รู้กระบวนการก่อสร้างของเขตพาราไดซ์เลยแม้แต่น้อย แล้วจะมีอะไรให้เธอไปเจรจาด้วย?
ยิ่งไปกว่านั้น เขตพาราไดซ์หมายเลข 7 ถูกสร้างขึ้นเพียงเพื่อหาเงินเท่านั้น จึงไม่จำเป็นต้องมีการก่อสร้างที่ครบวงจร
เธอตอบกลับไปยังฝ่ายนั้นโดยตรง ให้พวกเขากำหนดขอบเขตการก่อสร้างบนดาวหมายเลข 3 และเลือกรูปแบบที่ต้องการ ซึ่งเธอได้ให้ตัวเลือกไว้หลายแบบ
แม้จะเรียกว่าเขตพาราไดซ์หมายเลข 7 แต่จริง ๆ แล้วมันก็แค่สวนสาธารณะขนาดใหญ่ ที่สร้างขึ้นเพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมเท่านั้น ซึ่งน่าจะคล้ายกับเขตพาราไดซ์หมายเลข 6 ของตระกูลเซิน
เธอไม่คิดที่จะเดินทางไปยังดาวหมายเลข 3 ด้วยตัวเองด้วยซ้ำ เพราะที่นั่นเป็นฐานที่มั่นของตระกูลแบล็ก แม้ว่าเธอไม่รังเกียจที่จะหาเงินจากพวกเขา แต่ความระมัดระวังก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น เธอไม่อยากเสี่ยงเดินเข้าถ้ำเสือ ถ้าเกิดว่าถูกกักตัวไว้จนไม่สามารถกลับมาได้จะทำอย่างไร?
อย่างไรก็ตาม เรื่องการปลูกต้นไม้ในเขตพาราไดซ์ไม่จำเป็นต้องให้เธอจัดการเอง เพราะต้นไม้ในเขตพาราไดซ์หมายเลข 1 ก็เป็นกู้ตั๋วที่ปลูกในช่วงเวลาฉุกเฉินเช่นกัน
ทันทีที่เธอตัดสินใจเสร็จสิ้น กองทหารรักษาการณ์ก็พาตัวลู่อวี๋กู้มา
พี่น้องทั้งสองพบหน้ากันอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้พบกันนาน ทว่าบรรยากาศกลับไม่ได้อบอุ่นเลยสักนิด
เธอยังคงยุ่งอยู่กับงานของตัวเอง และได้ตอบรับคำขอเป็นเพื่อนของตัวแทนจากตระกูลแบล็ก อีกทั้งตอนนี้ก็กำลังสนทนาเรื่องรายละเอียดของเขตพาราไดซ์หมายเลข 7
ลู่อวี๋กู้ถูกทิ้งไว้อยู่สักพัก สีหน้าของเธอเผยความอึดอัดและไม่พอใจ แต่ในครั้งนี้ น้องสาวที่เคยเป็นคนดุดันและเจ้าอารมณ์ กลับอดทนไม่แสดงอารมณ์ออกมาเลย
ท่าทีที่ไม่เหมือนเดิมนี้ยิ่งทำให้ลู่จินกู้แน่ใจว่าอีกฝ่ายคงมีเรื่องต้องการจากเธอแน่ ๆ มันจึงทำให้เธอรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย
เธอไม่ใช่เจ้าของร่างเดิมที่ยังคงมีความหวังในเรื่อง ‘เลือดข้นกว่าน้ำ’ และไม่มีความรู้สึกดีใด ๆ ต่อตระกูลลู่เลยแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่เธอยังพอรับได้บ้างก็คือตัวลู่อวี๋กู้คนนี้
เพราะน้องสาวคนนี้แม้จะปฏิบัติต่อเจ้าของร่างเดิมไม่ค่อยดีนัก แต่เธอก็ไม่เคยปฏิบัติต่อสมาชิกคนอื่นของตระกูลลู่ด้วยความปรานีเหมือนกัน อีกทั้งยังเป็นคนที่ออกมาใช้ชีวิตอิสระด้วยตัวเองตั้งแต่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ โดยเลือกที่จะออกจากความยุ่งเหยิงของตระกูลลู่
เธอมองว่าแม้อีกฝ่ายจะไม่สามารถ ‘ช่วยเหลือผู้คนทั่วโลก’ ได้ แต่ก็สามารถ ‘ยืนหยัดในตนเอง’ ได้ เธอจึงไม่ได้รู้สึกชื่นชม แต่ก็ไม่ได้เกลียดชังเหมือนกับคนอื่น ๆ ในตระกูลลู่
แต่ไม่คิดเลยว่า หลังจากที่เธอก้าวออกมาสู่เบื้องหน้าไม่นาน อีกฝ่ายก็โผล่มาหาเพื่อขอผลประโยชน์ ทำให้ภาพลักษณ์ในอดีตถูกทำลายลง และเธอก็เริ่มไม่ชอบใจน้องสาวคนนี้เสียแล้ว
ต้องยอมรับว่าในฐานะนักเขียนนิยายขายดี ลู่อวี๋กู้มีความสามารถในการสังเกตรายละเอียดได้ดีมาก เธอคิดว่าตัวเองปกปิดความรังเกียจนี้ได้ดีแล้ว แต่กลับถูกอีกฝ่ายจับพิรุธได้
ในที่สุดก็ทนไม่ไหว อดไม่ได้ที่จะตะโกนออกมา “ท่าทางของเธอหมายความว่าไง? คิดว่าฉันมาที่นี่เพื่อหาประโยชน์หรือยังไง? ลู่จินกู้ นี่เธอกำลังดูถูกใครอยู่กันแน่!”
ลู่จินกู้กะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความประหลาดใจ เธอเห็นอีกฝ่ายทำหน้าโกรธเคือง หายใจหอบถี่จนหน้าอกขยับขึ้นลง ดูท่าทางแล้วไม่น่าจะเสแสร้ง
หรือว่าเธอจะคิดผิดไป?
แม้สีหน้าจะไม่แสดงออก แต่ก็แอบรู้สึกเสียใจเล็กน้อย เพราะช่วงนี้เธออาจจะหงุดหงิดง่ายเกินไปและเผลอใช้ความคิดแง่ร้ายในการคาดเดาผู้อื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดีเลย
หลังจากปรับอารมณ์ให้สงบ เธอก็ปิดหน้าจอที่อยู่ตรงหน้า หันไปจ้องมองลู่อวี๋กู้ แล้วพูดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา “ฉันคงคิดผิดไปเอง แล้วเธอมาหาฉันมีเรื่องอะไรล่ะ?”
แม้จะไม่ได้เอ่ยขอโทษอย่างชัดเจน แต่ก็ถือว่าใกล้เคียงกันมาก
ลู่อวี๋กู้ชะงัก ความดุดันเมื่อครู่หายไปทันที จากนั้นเธอก็เอ่ยว่า “ก็ไม่ใช่ความผิดของเธอหรอก ยังไงซะตระกูลลู่ก็ไม่ค่อยมีอะไรดีอยู่แล้ว” เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วรีบเสริมว่า “ฉันไม่ได้หมายถึงเธอ”
“ฉันเองก็ไม่เคยถือว่าตัวเองเป็นคนของตระกูลลู่” ลู่จินกู้ยิ้มเล็กน้อย และไม่ได้ปิดบังสีหน้ารังเกียจที่มีต่อตระกูลลู่
“หึ ก็ควรจะเป็นแบบนั้นตั้งนานแล้ว” ลู่อวี๋กู้เบ้ปากแล้วพูดขึ้น “ในที่สุดสมองของเธอก็กลับมาฉลาดสักที”
ลู่จินกู้ได้ยินดังนั้นก็หรี่ตาลงและคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
เมื่อครั้งที่ลู่อวี๋กู้ยังไม่ออกจากตระกูลลู่ ความทรงจำเจ้าของร่างเดิมเกี่ยวกับน้องสาวคนนี้เต็มไปด้วยการเย้ยหยันและเสียดสี ราวกับว่าไม่เคยมีคำพูดที่เป็นมิตรออกมาจากปากของเธอเลย
แต่ก่อนหน้านี้เธอไม่ได้คิดอะไรมาก แค่คิดว่าลู่อวี๋กู้คงเป็นเหมือนคนอื่น ๆ ในตระกูลลู่ที่ดูถูกเจ้าของร่างเดิมซึ่งเป็นคนไร้ความสามารถ