เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 171 แม่ลูกพบหน้า
บทที่ 171 แม่ลูกพบหน้า
ลู่จัวยื่นข้อศอกออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อส่งสัญญาณให้คนข้าง ๆ
ลู่เหนี่ยนเจิ้นแม้จะมีแววตาแฝงด้วยความรังเกียจ แต่ก็ยังคงคล้องแขนของเขาเอาไว้
ทั้งคู่จึงออกเดินไปด้วยกัน
ในฐานะพ่อแม่และเจ้าของงานเลี้ยงนี้ พวกเขาไม่จำเป็นต้องออกไปต้อนรับลูกสาวที่ประตู เพียงแค่ยืนอยู่ที่บันไดหน้าประตู มองไปยังทิศทางที่รถม้ากำลังเคลื่อนเข้ามา
พี่น้องทั้งสองปรากฏตัวอย่างโดดเด่นเช่นนี้ ลู่จัวแม้ภายนอกจะยิ้มอย่างสุขุม แต่ในใจกลับรู้สึกตื่นเต้นยินดีอย่างมาก
ยิ่งปรากฏตัวอย่างโดดเด่นมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเสริมบารมีให้ตระกูลลู่มากขึ้นเท่านั้น
ลู่อวี๋กู้เดินนำหน้าเข้ามา เธอฝืนยิ้มให้กับพ่อและลู่เหนี่ยนเจิ้น “สวัสดีค่ะ”
“อืม” ลู่จัวตอนนี้ไม่มีสมาธิที่จะสนใจลูกสาวคนเล็ก เขาจ้องมองไปยังลู่จินกู้ผู้กำลังเดินเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ
เขามีแต่ความคิดที่ว่าจะใช้การปรากฏตัวของลูกสาวคนโตเพื่อเสริมสร้างชื่อเสียงให้กับตระกูลลู่ให้ยิ่งใหญ่ขึ้น
แต่คนอื่น ๆ รอบข้างต่างหันไปสนใจอย่างหนึ่งที่โดดเด่นเป็นพิเศษ
‘สารถีของคุณหนูใหญ่ช่างหล่อเหลาเหลือเกิน’
สาวน้อยหลายคนในกลุ่มชนชั้นสูงที่อยู่ในวัยแรกแย้มต่างจ้องมองเขาด้วยความตกตะลึง
ความงดงามของกรีนลีฟนั้นทรงอิทธิพลอย่างยิ่ง ทำให้หลายคนอดไม่ได้ที่จะสูดหายใจด้วยความตื่นเต้น ซึ่งนั่นก็ได้ดึงดูดความสนใจของลู่จัว
สายตาของเขาเลื่อนมองไปที่รถม้า เริ่มจากเสื้อคลุมของกรีนลีฟ ก่อนจะเลื่อนขึ้นไปที่ใบหน้าของเขา
คิ้วของลู่จัวขมวดเข้าหากันทันที ข่าวลือที่ไม่น่าฟังบางอย่างพลันผุดขึ้นมาในหัว ทำให้สีหน้าของเขาดูเคร่งเครียด
ในขณะนั้นเอง ลู่จินกู้ก็เดินมาถึงตรงหน้าเขา
ความรู้สึกของเธอยามนี้ช่างซับซ้อน
ความทรงจำทั้งหมดที่ร่างเดิมเคยมีล้วนผูกพันกับคฤหาสน์แห่งนี้ และเมื่อเข้ามาใกล้ ความทรงจำเหล่านั้นก็ผุดขึ้นมาในหัวอย่างชัดเจน
แต่น่าเสียดายที่ส่วนใหญ่เป็นความทรงจำที่ไม่น่าพอใจ ซึ่งมีแต่จะเพิ่มความรู้สึกเกลียดชังต่อลู่จัวและตระกูลลู่มากขึ้น
ลู่จินกู้หยุดฝีเท้าและเงยหน้ามองสองคนตรงหน้า
ลู่จัวแสดงท่าทีเหมือนพ่อที่ดีใจเมื่อได้พบกับลูกสาว แต่รอยยิ้มของเขาไม่ได้สะท้อนออกมาจากแววตา มันเป็นเพียงการแสดงที่พยายามฝืนทำให้ดูจริงใจ
ด้านหลังของเขา ลูก ๆ ของตระกูลลู่ยืนอยู่ โดยมีลู่หงต้า น้องชายคนเล็กเป็นหัวหน้า
น้องชายและน้องสาวคนอื่น ๆ ส่วนใหญ่แสดงท่าทีเพิกเฉยหรือดูถูก ไม่ได้มีความรู้สึกยินดีใด ๆ ต่อ ‘พี่สาว’ ของพวกเขาเลย
มีเพียงลู่หงต้าที่มองเธอด้วยสายตาเยือกเย็น แววตาเต็มไปด้วยความเกลียดชังที่แทบจะไม่อาจระงับไว้ได้
แม้ว่าลู่จินกู้จะรู้อยู่แล้วว่าน้องชายคนนี้ต้องการชีวิตของเธอ แต่เธอกลับรู้สึกว่ามันน่าสนใจมาก
จากการสำรวจความทรงจำของร่างเดิม เธอพอจะเดาได้ว่าความเป็นศัตรูของลู่หงต้านั้นมาจากอะไร
ยิ่งคิดก็ยิ่งตลก
ด้วยอำนาจและชื่อเสียงของบริษัทพาราไดซ์ในปัจจุบัน ลู่หงต้าเอาความมั่นใจมาจากไหนกันที่คิดว่าเธอจะสนใจตระกูลลู่ที่เน่าเปื่อยนี้?
เธอดึงความคิดกลับมาและจดจ่อไปยังคนตรงหน้า
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้พบกับลู่เหนี่ยนเจิ้น
ไม่มีจอภาพมาขวางกั้น ทำให้เธอสามารถสังเกตเห็นรายละเอียดทุกอย่างได้ชัดเจน
ดวงตาของลู่เหนี่ยนเจิ้นมีรอยคล้ำที่แสดงถึงความเหนื่อยล้า แม้ว่าเครื่องสำอางจะพยายามปกปิด แต่มันก็ไม่สามารถปิดบังได้ทั้งหมด เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความเครียดและความเหน็ดเหนื่อยที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน
ลู่จินกู้ได้รับสืบทอดผมสีดำและดวงตาสีดำมาจากแม่ของเธอ แต่สิ่งที่เธอเห็นในขณะนี้คือเส้นผมสีเงินบางเส้นที่โผล่พ้นจากผมที่ถูกรวบไว้อย่างเรียบร้อยบนศีรษะของลู่เหนี่ยนเจิ้น
แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดไม่ใช่สิ่งเหล่านั้น ทว่าเป็นสายตาที่ลู่เหนี่ยนเจิ้นใช้มองเธอ
สายตาของคนเป็นแม่เต็มไปด้วยความปรารถนาและความรักอย่างแท้จริง ความรู้สึกที่เข้มข้นเช่นนี้ไม่อาจเป็นได้เพียงแค่การแสดง
ทันใดนั้น ลู่จินกู้ก็นึกถึงพ่อแม่ของตัวเองในชาติก่อน
ทุกครั้งที่เธอกลับจากการทำงานต่างเมือง สายตาที่พ่อแม่มองเธอก็เป็นเช่นนี้
ไม่ว่าที่ไหนในโลก คำว่า ‘ลูกเดินทางไกล แม่ย่อมเป็นห่วง’ ก็ยังคงเป็นความจริงเสมอ
ลู่จัวเตรียมพร้อมที่จะเล่นบทพ่อผู้ใจดีและลูกสาวผู้กตัญญูแล้ว เขารู้ดีว่าไม่ควรแสดงความกระตือรือร้นมากเกินไป เพราะอาจทำให้เขาดูไม่สมกับบทบาทของพ่อ
ลู่จัวขยับเล็กน้อย ก่อนจะสลัดแขนออกจากลู่เหนี่ยนเจิ้นอย่างแผ่วเบา จากนั้นยืนเชิดอกขึ้นเล็กน้อยและกระแอมหนึ่งครั้ง ดึงความสนใจของทั้งภรรยาและลูกสาวมาที่ตัวเอง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่มีนัยแฝงว่า “เสี่ยวจินไม่ค่อยได้กลับบ้านมานานมากแล้ว ต่อไปต้องกลับมาบ้านบ่อย ๆ นะ”
ขณะที่เขาพูด เขาก็มองไปที่ลู่เหนี่ยนเจิ้นเป็นการเตือนกลาย ๆ ให้ลู่จินกู้รู้ว่าเพื่อแม่ของเธอ เธอควรจะแสดงบทบาทลูกสาวที่ดีของตระกูลลู่อย่างเหมาะสม
แต่สิ่งที่ลู่จัวไม่รู้เลยก็คือ ความคิดที่ว่าลูกสาวคนโตจำใจมาร่วมงานเลี้ยงเพราะไม่มีทางเลือกนั้นผิดถนัด
ลู่จินกู้มาที่นี่ในครั้งนี้เพื่อใช้โอกาสที่ผู้คนกำลังจับตามองตระกูลลู่ ทำให้ตระกูลลู่อับอายขายหน้าต่อหน้าทุกคน สร้างความวุ่นวายให้สาแก่ใจ
นอกจากนี้ เธอต้องการให้ลู่เหนี่ยนเจิ้นเห็นว่าลูกสาวของเธอไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว เธอมีความสามารถมากพอที่จะปกป้องตัวเองและคนสำคัญ หากมีสิ่งใดที่จำเป็นต้องจัดการ เธอก็หวังว่าจะได้ร่วมมือกับแม่ของเธอในการแก้ไขปัญหานั้น
และยังมีอีกหลายอย่างที่เธอวางแผนจะทำ… แม้ว่ามันอาจจะไม่ใช่เรื่องเล็กสำหรับลู่จัวก็ตาม
ดังนั้น เมื่อลู่จัวพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงทั้งการบอกใบ้และการข่มขู่ ลู่จินกู้ก็ไม่ได้สนใจเขาแม้แต่น้อย เธอไม่แสดงท่าทางตอบสนองอย่างที่เขาคาดหวัง ไม่มีความเคารพหรือชื่นชมปรากฏในดวงตา
เธอไม่สนใจคำพูดของเขาเลยแม้แต่น้อย กลับเดินตรงไปข้างหน้าและกางแขนออกหาลู่เหนี่ยนเจิ้น
“แม่คะ”
เสียงที่เธอเปล่งออกมานั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกจริงใจ เป็นการรวมเอาความโหยหาของร่างเดิมที่มีต่อแม่ และความคิดถึงพ่อแม่ที่แท้จริงของเธอจากชาติที่แล้วไว้ในคำพูดเพียงคำเดียว เสียงนั้นทำให้ดวงตาของลู่เหนี่ยนเจิ้นเปี่ยมไปด้วยน้ำตาทันที
ลูกสาวที่เธอคิดถึงทุกคืนวันกำลังยืนอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว ใกล้ชิดเหมือนเดิม และร้องเรียกหาอ้อมกอดจากเธออีกครั้ง
ในฐานะแม่ เธอไม่อาจต้านทานความรู้สึกนี้ได้
ไม่ว่าจะเคยคิดไตร่ตรองหรือถูกลู่จัวข่มขู่ให้รักษาหน้าตระกูลมากแค่ไหน ในชั่วขณะนี้ทุกสิ่งทุกอย่างกลับถูกโยนทิ้งไป เธอกางแขนออกและโอบกอดลูกสาวไว้แน่น
สองแม่ลูกโอบกอดกันและกัน พยายามอย่างเต็มที่เพื่อระงับอารมณ์ไม่ให้ตัวเองร้องไห้ออกมาในที่สาธารณะ
ความรักอันลึกซึ้งและจริงใจไหลเวียนอยู่ในบรรยากาศเหล่านี้ ทำให้หลายคนในที่นั้นอดรู้สึกซาบซึ้งไปด้วยไม่ได้ หลายคนลอบคิดในใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกคู่นี้ช่างลึกซึ้งเหลือเกิน
แต่ในบรรดาคนเหล่านั้น ไม่ใช่กับลู่จัว
งานเลี้ยงที่เขาจัดเตรียมอย่างพิถีพิถันนี้ไม่ได้ถูกจัดขึ้นเพื่อให้แม่ลูกได้มาพบกันเพื่อบรรเทาความทุกข์จากการพลัดพรากแต่อย่างใด
ยิ่งไปกว่านั้น เขาคือหัวหน้าตระกูลลู่ ลูก ๆ ทุกคนที่พบเขาล้วนแต่ให้ความเคารพ แต่การถูกเมินเฉยเช่นนี้ถือเป็นการตบหน้าเขาต่อหน้าผู้คน และทำให้เขารู้สึกเสียหน้ามาก
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังมีผู้คนมากมายอยู่รอบตัว ลู่จัวจึงพยายามอดกลั้นไม่ระเบิดอารมณ์ออกมา แม้ว่าสีหน้าจะเริ่มบึ้งตึงเล็กน้อย เขาเตรียมจะพูดอะไรบางอย่างเพื่อรักษาบรรยากาศ พร้อมทั้งแอบเตือนลูกสาวให้รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่เธอควรทำ
ลู่จินกู้จับตาดูท่าทางของเขาอยู่ตลอดเวลา เมื่อเห็นว่าเขากำลังจะขยับปากพูด เธอก็รีบพูดตัดบททันทีว่า “แม่คะ หนูไม่ได้เจอแม่มานานแล้ว มีหลายเรื่องอยากจะคุยกับแม่มาก เราไปคุยกันดีไหมคะ?”
ดวงตาของลู่เหนี่ยนเจิ้นเริ่มคลอไปด้วยน้ำตาอีกครั้ง ในความทรงจำของเธอ หลังจากเกิดเรื่องนั้นขึ้น ลูกสาวก็กลายเป็นคนอ่อนแอและเก็บตัวมากขึ้น แม้ว่าจะผ่อนคลายลงบ้างเมื่ออยู่ต่อหน้าแม่ แต่ท่าทางออดอ้อนแบบนี้ก็ไม่เคยได้เห็นอีกเลย
เธอเหมือนกับฮ่องเต้ที่หลงใหลในความงามของสนมจนสมองมืดมน คิดเพียงแต่คำว่า ‘ตกลง’ และลืมทุกสิ่งทุกอย่างรอบกายไปเสียหมด
ทันทีที่ลู่จินกู้พูดจบ ลู่เหนี่ยนเจิ้นก็พยักหน้ารับทันที จากนั้นสองแม่ลูกก็เดินออกไปทันที โดยไม่ได้สนใจใครในตระกูลลู่อีกเลย
ลู่จัวถึงแม้จะเตือนตัวเองอยู่ตลอดว่า ‘คนเยอะ อย่าเสียมารยาท’ แต่ก็อดแสดงความโกรธออกมาทางสีหน้าไม่ได้
ขณะเดียวกัน แขกที่คอยเฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ก็เริ่มส่งสายตาแลกเปลี่ยนกันเงียบ ๆ หลายคนเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่ตระกูลลู่เคยกล่าวอ้าง
ดูยังไง คุณหนูจินก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับตระกูลลู่ตามที่ข่าวลือเคยบอกเลยสักนิด