เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 192 ระบบพาราไดซ์เกิดปัญหา
บทที่ 192 ระบบพาราไดซ์เกิดปัญหา
‘แปลกมาก’
ลู่จินกู้คิดในใจ เธอไม่ได้เป็นอัมพาต ทำไมต้องมีคนมาช่วยดูแลกันล่ะ?
แต่เธอรู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน เหมือนกระดูกทุกชิ้นในร่างกายอ่อนแรงจนไม่อาจพยุงตัวเองให้นั่งตัวตรงได้อีกต่อไป
ตอนนี้เธอไม่สามารถรวบรวมสมาธิได้เลย เรื่องการคิดเกี่ยวกับความอับอายจึงไม่มีอยู่ในหัว หากการนั่งมันเหนื่อยนัก ถ้างั้นก็นอนเถอะ
ดังนั้น ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของกู้ตั๋วและตำรวจ เธอก็เลื่อนไหลลงจากเก้าอี้แล้วเอนตัวนอนลงบนพื้นอย่างสงบแถมยังหลับตาลง
ดวงตาของกู้ตั๋วหรี่ลงทันที เขารีบก้าวเข้าไปก่อนที่ตำรวจจะทันได้ทำอะไร
ชายหนุ่มยื่นมือเข้ามาประคองเธอไว้ในอ้อมแขน
“คุณห้ามสัมผัสตัวผู้ต้องสงสัย!” ตำรวจรีบเตือนพร้อมกับกดปุ่มบนอุปกรณ์ที่คาดไว้ที่เอว
ไม่ถึงสามวินาที ตำรวจอีกหลายคนก็เข้ามา ตามด้วยผู้กำกับการสถานีตำรวจ
เมื่อเทียบกับตำรวจหนุ่มที่ยังเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ผู้กำกับการสถานีและคนอื่น ๆ เข้าใจดีถึงความหมายของตำแหน่งและอำนาจของกู้ตั๋ว แม้จะเห็นเขาละเมิดข้อบังคับโดยการสัมผัสผู้ต้องสงสัย แต่ก็ไม่ได้ตำหนิอะไร กลับแสดงความห่วงใยและถามว่า “หรือว่าคุณลู่จะไม่สบาย?”
“อาการของเธอไม่ปกติ” กู้ตั๋วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา แต่ยังคงควบคุมตัวเองได้ “ผมต้องพาเธอไปโรงพยาบาล”
ผู้กำกับการขยับมืออย่างลำบากใจ “ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณ แต่ตามกฎแล้ว คุณลู่เป็นผู้ต้องสงสัยคนสำคัญ หากจะต้องรักษา ก็ต้องไปโรงพยาบาลที่ทำงานร่วมกับตำรวจเท่านั้น”
“งั้นก็ไปที่นั่น” เขาไม่มีอารมณ์จะเสียเวลาต่อรองอะไรอีก “แต่ผมต้องตามไปด้วย”
สิทธิพิเศษเพียงเล็กน้อยแบบนี้สำหรับคนของตระกูลกู้ไม่ถือว่าเป็นเรื่องยากอะไร ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็ได้ยอมผ่อนปรนแล้ว ผู้กำกับการสถานีตำรวจจึงยอมตามไปด้วยความเต็มใจ
เมื่อมีกู้ตั๋วที่เหมือน ‘เทพแห่งความตาย’ จ้องจับตาอยู่ข้าง ๆ การส่งตัวลู่จินกู้ไปโรงพยาบาลก็ไม่มีความล่าช้า ตำรวจได้เตรียมยานเอาไว้ทันที และผู้กำกับการก็เป็นคนนำทีมไปโรงพยาบาลด้วยตัวเอง โดยมีทั้งหมดร่วมเดินทางไปด้วยความรีบเร่ง
สำหรับการที่กู้ตั๋วยังคงอุ้มผู้ต้องสงสัยอยู่นั้น ภายใต้การชี้แนะของผู้กำกับการ จึงไม่มีใครกล้าโต้แย้งอีกต่อไป
ลู่จินกู้ไม่ได้หลับ เธอแค่รู้สึกเหนื่อยล้า และรู้สึกสบายขึ้นเมื่อได้นอนลง
ดังนั้น เมื่อเธอรู้สึกว่าตัวเองถูกอุ้มขึ้นมา และมีกลิ่นอายเย็น ๆ ที่ทำให้รู้สึกปลอดภัยโอบรอบตัวเธอไว้ เธอก็ปล่อยตัวเองให้ผ่อนคลาย
พลังเย็นสบายค่อย ๆ แทรกเข้าสู่สมองของเธอ และในความมึนเบลอนั้นก็มีความคิดแวบขึ้นมาว่าความรู้สึกนี้ช่างคุ้นเคยเหลือเกิน
เธอลืมตาขึ้น สบตากับสายตาเป็นห่วงของกู้ตั๋วพอดี
ด้วยระดับพลังจิต 3S ของเขา กู้ตั๋วย่อมเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มนี้ เขาควบคุมพลังจิตของตัวเองอย่างระมัดระวัง จนกระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่มีใครสังเกตเห็นการกระทำของเขา
และด้วยการเชื่อมโยงระหว่างพลังจิตของทั้งคู่ เขาก็ดูเหมือนจะเข้าใจแล้วว่าทำไมลู่จินกู้ถึงอยู่ในสภาพเช่นนี้
ปกติพลังจิตของคน ไม่ควรจะนิ่งสนิทเหมือนน้ำที่ตายแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพลังที่สงบแค่ไหน ก็ต้องมีการเคลื่อนไหวเหมือนคลื่นน้ำเล็ก ๆ
หากเป็นคนที่พลังจิตรุนแรง พลังจิตในสมองของพวกเขาจะเหมือนพายุคลั่ง คลื่นยักษ์ที่ถูกพลังจิตก่อขึ้นสามารถกลืนกินสติของคนที่พลังต่ำกว่าได้อย่างง่ายดาย
แต่ในสมองของเธอในตอนนี้ กลับไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ เลย ถ้าพลังจิตของคนปกติเหมือนบ่อน้ำ ตอนนี้เธอก็เหมือนมีแต่สำลีเต็มไปหมด
‘แม้จะมีพลังจากภายนอกเข้ามาแทรกแซง ทว่าก็ยังไม่มีการตอบสนองใด ๆ การที่เธอล้มลงด้วยสภาพนี้ดูจะไม่ผิดจากความเป็นจริงเลยแม้แต่น้อย’
ความโกรธและความกลัวปะปนกันในแววตาของเขา สภาพของเธอเช่นนี้บ่งบอกได้เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น นั่นคือเธอคงประสบกับบางสิ่งที่ไม่ธรรมดาในช่วงหลายวันที่ผ่านมา
ถ้าเขามาช้ากว่านี้อีกเพียงไม่กี่วัน ไม่รู้ว่าเธอจะกลายเป็นแบบไหนไปแล้ว
เมื่อคิดถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้น เขารู้สึกถึงความโกรธที่พลุ่งพล่านจนเกือบจะควบคุมตัวเองไม่อยู่ การที่เขาทำได้เพียงกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้นเพื่อสัมผัสการหายใจที่สม่ำเสมอของเธอในอ้อมแขนนี้ ทำให้เขาไม่อาจระเบิดอารมณ์ออกมาได้ในทันที
แต่ถึงอย่างนั้น ผู้กำกับการที่นั่งอยู่เบาะหน้าก็ดูเหมือนจะรู้สึกไม่สบายใจ เขาหันมาพยายามหาเรื่องพูดขึ้น “จริง ๆ แล้วผมคิดว่า คุณลู่ไม่น่าจะเป็นคนที่ก่อเหตุฆาตกรรมครั้งนั้นหรอก”
กู้ตั๋วย่อมสนใจเรื่องนี้อยู่แล้ว เขาเงยหน้าขึ้นมองผู้กำกับการแวบหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ตอบอะไร
แค่เพียงสบสายตาก็ทำให้ผู้กำกับการรู้สึกถึงเหงื่อเย็นซึมลงที่หลัง ขณะพูดจึงต้องระมัดระวังท่าทีให้มากยิ่งขึ้น “คุณลู่ให้การว่า ในวันที่ผู้เสียชีวิตถูกฆ่านั้น เธออยู่ที่ดาว 43 ซึ่งก็มีพยานยืนยันในเวลากลางวัน ปัญหาเดียวที่เหลืออยู่คือในคืนวันนั้น คุณลู่กลับไปพักที่ห้องของเธอค่อนข้างเร็ว ทำให้ไม่มีใครเห็นเธอหลังจากนั้น”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายสนใจจะพูดคุยเกี่ยวกับคดี กู้ตั๋วจึงพยายามข่มความโกรธเอาไว้ แล้วพูดด้วยความอดทนว่า “แต่ระยะทางระหว่างสองดาวนั้นห่างกันมาก ในเมื่อเธออยู่ที่ดาว 43 ในตอนกลางวัน แล้วเธอจะมีโอกาสไปที่ดาวไกลขนาดนั้นเพื่อฆ่าคนได้ยังไง?”
“นี่เป็นจุดอ่อนใหญ่จริง ๆ ครับ และเพราะเหตุนี้เอง คุณลู่ถึงถูกระบุว่าเป็นแค่ผู้ต้องสงสัยคนสำคัญเท่านั้น และยังไม่ได้ถูกตัดสินโทษ” ผู้กำกับการพูดพลางยิ้มเจื่อน ๆ “แต่ในที่เกิดเหตุมีการพบเครื่องประดับที่มีเพียงเธอคนเดียวที่ครอบครอง รวมถึงลายนิ้วมือของเธอ และ…ยังมีหลักฐานลับอีกอย่างหนึ่ง”
ผู้กำกับการมีความตั้งใจจะเอาใจและประจบกู้ตั๋ว แม้จะบอกว่าเป็นข้อมูลลับ แต่กลับไม่มีท่าทีที่จะปิดบังและรีบกล่าวออกมา “ในห้องทำงานของผู้เสียชีวิต มีบันทึกนัดหมายกับคุณลู่จินกู้ ระบุเวลา… ก่อนเสียชีวิตไม่นาน”
เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง แม้ว่าในห้องโดยสารนี้จะไม่มีคนนอก แต่เขาก็ยังเผลอลงเสียงลงโดยอัตโนมัติ “จากบันทึกนั้น บ่งบอกว่าผู้เสียชีวิตกับคุณลู่… กำลังวางแผนทำอะไรบางอย่างในโครงการสร้างพาราไดซ์หมายเลข 8”
กู้ตั๋วไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมา แต่ในใจกลับรู้สึกตกตะลึง
ไม่แปลกใจเลยที่แม้จะเป็นเพียงผู้ต้องสงสัย แต่ตำรวจก็ยังต้องคุมตัวลู่จินกู้ไว้ และยังมีการพัวพันไปถึงตระกูลแบล็กด้วย
พาราไดซ์หมายเลข 8 กำลังจะถูกสร้างขึ้นบนดาวหมายเลข 3 ซึ่งเป็นของตระกูลแบล็ก เรื่องนี้ทุกคนก็รู้ดี หากเธอคิดจะใช้โอกาสนี้เพื่อเตรียมอะไรบางอย่าง มันก็อาจจะพอเข้าใจได้
แต่เขาก็ไม่เชื่อว่าลู่จินกู้จะร่วมมือกับลู่จัว เธอแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเกลียดชังตระกูลลู่ ไม่ยอมทิ้งความเมตตาใด ๆ ไว้เลย ถ้าไม่ใช่เพราะว่าลู่เหนี่ยนเจิ้นยังอยู่ในตระกูลลู่ เธอคงไม่แม้แต่จะให้เกียรติปรากฏตัวในงานเลี้ยงคราวนั้น
แต่คนอื่นที่ไม่รู้เรื่องเหล่านี้อาจจะมองว่า การที่พวกเขาสองคนแสร้งทำเหมือนไม่ถูกกัน คงเป็นการวางแผนเพื่อการสมคบคิดครั้งนี้
ทุกคดีที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกในสภาทั้งเจ็ดตระกูลย่อมกลายเป็นคดีใหญ่ และกู้ตั๋วรู้ดีว่าการที่จะพาลู่จินกู้ไปอย่างถูกกฎหมายไม่ใช่เรื่องง่าย
ยิ่งเมื่อเกี่ยวข้องกับตระกูลแบล็กแล้ว ความสงสัยที่เขามีแต่เดิมก็เริ่มสั่นคลอน
หรือว่าเขาจะคิดผิดจริง ๆ?
กู้ตั๋วก้มลงมองลู่จินกู้ แต่เธอกลับไม่ยอมหลับตา ยังคงจ้องมองใบหน้าของเขาแทน
“เป็นอะไรหรือเปล่า?”
แม้ว่าจะพูดคุยกับผู้กำกับการอยู่ แต่กู้ตั๋วก็ไม่หยุดที่จะใช้พลังจิตกระตุ้นเธออย่างแผ่วเบา จากการตอบสนองของพลังจิต เธอเริ่มไม่เหมือนมีก้อนสำลีอยู่ในหัวอีกต่อไปแล้ว แต่เริ่มมีความรู้สึกถึงการ ‘เคลื่อนไหว’ บางอย่าง ดังนั้นเขาจึงพยายามที่จะพูดคุยกับเธอ
ตอนนี้ลู่จินกู้อาจจะดูไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ภายในจิตใจของเธอนั้นกลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและปั่นป่วน
เพราะเธอพบว่าตัวเองไม่สามารถเชื่อมต่อกับระบบพาราไดซ์ได้
พลังพิเศษของเธอยังไม่ได้หายไป เพราะเธอยังรู้สึกได้ถึงการมีอยู่ของระบบพาราไดซ์ แต่ไม่ว่าจะพยายามเรียกมันอย่างไร ระบบก็ไม่ตอบสนอง
ทุกอินเทอร์เฟซที่เธอเคยเปิดได้อย่างง่ายดายด้วยความคิด ตอนนี้กลับไม่มีการตอบสนองใด ๆ
เธอที่ได้สวมวิญญาณมาอยู่ในยุคจักรวาลเช่นนี้ หากไม่มีระบบพาราไดซ์มาคอยช่วยเหลือ เธอคงจะตายไปไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ดังนั้นการที่พลังพิเศษของเธออาจเกิดปัญหาขึ้นมา ความรู้สึกในยามนี้จึงเหมือนถูกบีบคอขึ้นมาทันที