เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 206 ความเห็นไม่ตรงกัน
บทที่ 206 ความเห็นไม่ตรงกัน
กรีนลีฟเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เธอมีอิสรภาพ คุณมีสิทธิ์อะไรไปขวางเธอ?”
กู้ตั๋วไม่ได้ตอบกลับในทันที
เขามีหลายคำตอบที่สามารถพูดออกไปได้ ตอนที่เขาเริ่มรู้ถึงความรู้สึกของตัวเองครั้งแรก เขาเคยคิดถึงการใช้วิธีที่ตรงไปตรงมามากกว่านี้
ตระกูลกู้แม้จะเป็นชนชั้นสูงที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด แต่ในบางเรื่องก็มีสิ่งที่ฝังลึกอยู่ในสายเลือดเช่นกัน
เขาคืออัจฉริยะที่น่าภาคภูมิใจที่สุดในรุ่นของตระกูลกู้ สิ่งใดที่เขาต้องการ เขามักจะได้มาเสมอ
หากไม่ใช่เพราะคำสอนของตระกูลที่ว่าทุกสิ่งในกองทัพต้องได้มาจากความพยายามของตนเอง เขาคงไม่ต้องไต่เต้าจากทหารชั้นผู้น้อยมาจนถึงตำแหน่งปัจจุบัน และอาจได้ยศสูงสุดตั้งแต่เริ่มต้น
แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้เลือกใช้วิธีนั้น
สาเหตุก็เพราะ…
ดวงตาของเขาหม่นลง สายตาค่อย ๆ เลื่อนออกไปด้านข้าง
ลู่จินกู้ยืนอยู่ตรงนั้น เธอยืนหันข้างให้กับทั้งสองคนโดยไม่ได้สังเกตถึงความตึงเครียดระหว่างพวกเขา
สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความอ่อนโยน รอยยิ้มสดใสส่องประกายขณะที่เธอกำลังพูดคุยกับใครบางคนผ่านหน้าจอ
กรีนลีฟเองก็หันไปมองข้างนอก และดูเหมือนว่าเขาจะเข้าใจบางอย่างได้ทันที
แม้ว่าคำถามของเขาจะไม่ได้รับคำตอบโดยตรง แต่เขาก็เข้าใจความหมายของอีกฝ่ายแล้ว
เอลฟ์เป็นเผ่าพันธุ์ที่สง่างามและโรแมนติก พวกเขามีความอ่อนไหวต่อความรักมากกว่าเผ่าอื่น
กรีนลีฟยิ้มจาง ๆ และหันกลับมาเผชิญหน้ากับกู้ตั๋วอีกครั้ง
กู้ตั๋วเองก็เลื่อนสายตากลับมาอย่างเป็นธรรมชาติ ชายทั้งสองสบตากันอีกครั้ง
แววตาของกรีนลีฟใสกระจ่าง แต่กลับมีแรงกดดันบางอย่างที่แฝงอยู่ในนั้น “เธอไม่ใช่คนธรรมดาที่คุณจะคิดหมายปองได้”
กรีนลีฟใช้คำว่า ‘คนธรรมดา’ ซึ่งเป็นคำที่ฟังดูแปลก แต่หากลู่จินกู้ได้ยิน เธอคงจะเข้าใจความหมายทันที
กรีนลีฟยังคงเชื่อมั่นว่าลู่จินกู้คืออวตารเทพีแห่งผืนป่า ดังนั้นในสายตาของเขา เธอมีสถานะสูงส่งเกินกว่าที่คนธรรมดาจะเข้าถึงได้ แม้กู้ตั๋วจะมีตำแหน่งสูงส่งและเป็นบุคคลที่ไม่ธรรมดา แต่ช่องว่างระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้าก็เป็นสิ่งที่ยากจะก้าวข้าม
อย่างไรก็ตาม คำพูดของกรีนลีฟทำให้กู้ตั๋วตีความไปในทางที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดวงตาสีเข้มของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นราวกับเกิดแรงผลักดันขึ้นมาในใจ
สำหรับเขา การที่ชายคนหนึ่งมองผู้หญิงเป็น ‘เทพธิดา’ มันมีความหมายเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินจะบรรยาย
และในพริบตานั้น ความอันตรายของกรีนลีฟก็เพิ่มขึ้นในสายตาของกู้ตั๋ว
กรีนลีฟซึ่งมีสัมผัสไวต่อจิตสังหารก็รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง เขาเอื้อมมือไปแตะคันธนูแทบจะพร้อมกัน
“กำลังคุยอะไรกันอยู่เหรอ?”
เสียงของลู่จินกู้ดังขึ้นพอดี เธอเพิ่งคุยกับลู่เหนี่ยนเจิ้นเสร็จและเดินกลับมา
เธอเห็นทั้งสองคนหันมาพร้อมกัน ไม่แน่ใจว่าตัวเองตาฝาดหรือไม่ แต่เธอรู้สึกว่าใบหน้าที่งดงามของพวกเขาดูมีท่าทีประหลาดใจและงุนงง
เธออดไม่ได้ที่จะนึกถึงเรื่องขำขันในอดีตที่เธอเคยอ่านเกี่ยวกับ ‘กราฟวงกลม’ หรือ ‘กราฟพาย’ ที่แบ่งสัดส่วนหลากสีตามอารมณ์
ทันใดนั้น เธอก็จินตนาการว่าบนใบหน้าของกู้ตั๋วและกรีนลีฟมีกราฟพายสีสันสดใสเต็มไปหมด
“ฮ่า ๆ” เธอหลุดหัวเราะออกมา ไหล่ของเธอสั่นเพราะหัวเราะจนตัวโยน
เสียงหัวเราะที่ไม่มีเหตุผลนี้ทำให้ทั้งกู้ตั๋วและกรีนลีฟงงงวยไปชั่วขณะ
กู้ตั๋วที่เคยเห็นเธอหัวเราะออกมาแบบไม่มีเหตุผลอยู่บ่อยครั้งก็เริ่มชินขึ้นมา หลังจากตกใจไปครู่หนึ่ง เขาก็ถอนหายใจพร้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงปลง ๆ “คราวนี้อะไรที่ทำให้ขำอีกล่ะ?”
“ไม่มีอะไร ๆ” ลู่จินกู้โบกมือก่อนจะนั่งลง แต่ในใจเธอก็ยังขำไม่หยุด เมื่อคิดถึงสองคนนี้ที่มีร่างกายสมบูรณ์แบบแต่บนหัวกลับมีกราฟพายเต็มไปหมด เธอก็หัวเราะอีกครั้ง
เสียงหัวเราะสดใสของเธอทำให้บรรยากาศที่เคร่งเครียดระหว่างชายทั้งสองเบาบางลง ในที่สุดทั้งสองก็หันไปคนละทางและเลิกมองหน้ากัน แต่ไม่วายแอบส่งสายตากดดันใส่กันอยู่
จากนี้ไป ไม่เพียงแต่กู้ตั๋วที่มองกรีนลีฟเป็นศัตรู กรีนลีฟเองก็เริ่มรู้สึกเช่นเดียวกัน
ในสายตาของกรีนลีฟ การที่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งกล้าปองรักเทพีแห่งผืนป่า แม้จะเป็นเพียงร่างอวตาร แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าขันยิ่งกว่าความคิดของคางคกที่อยากจะกินเนื้อหงส์*[1] เสียอีก
หลังจากลู่จินกู้หัวเราะพอแล้ว เธอก็กลับมาเข้าเรื่อง “ฉันได้คุยกับแม่เรียบร้อยแล้ว กรีนลีฟ หลังลงจากยาน เราจะสามารถออกเดินทางได้เลย”
“ดี” กรีนลีฟตอบ
“ไม่ได้” กู้ตั๋วกล่าวเสียงเข้ม
สองเสียงนี้ดังขึ้นพร้อมกัน ลู่จินกู้หันซ้ายหันขวา เห็นทั้งสองคนจ้องตากันอย่างกับไก่ชน
แต่ก็เข้าใจได้ กรีนลีฟเป็นห่วงบ้านเกิด ในขณะที่กู้ตั๋วก็ดูเหมือนจะไม่ยอมให้เธอเดินทางไปง่าย ๆ การที่เอลฟ์ผู้งามสง่าจะไม่พอใจในเรื่องนี้ก็คงไม่แปลก
ส่วนเหตุผลที่กู้ตั๋วไม่พอใจ เธอก็พอจะเดาได้
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลู่จินกู้ก็ลุกขึ้น “กู้ตั๋ว ฉันมีเรื่องจะคุยกับคุณค่ะ”
พูดจบ เธอก็เดินไปที่ประตู หยุดอยู่ที่ตรงนั้น แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเธอต้องการคุยส่วนตัว
กู้ตั๋วตามเธอไป และไม่ลืมที่จะหันมามองกรีนลีฟอย่างระแวดระวัง ทว่าเอลฟ์ผู้นี้กลับไม่สนใจเขาเลย กรีนลีฟยังคงมีความเชื่อมั่นในตัวลู่จินกู้เป็นอย่างยิ่ง เขาคิดว่าเมื่อลู่จินกู้ตัดสินใจแล้ว ทุกอย่างจะเป็นไปตามนั้น จึงตั้งใจตรวจสอบอุปกรณ์ของตนโดยไม่ได้สังเกตท่าทีของกู้ตั๋ว
ลู่จินกู้และกู้ตั๋วนั่งลงที่โต๊ะในห้องอาหาร เธอรินน้ำชาให้และยิ้มบาง ๆ “ดูเหมือนคุณจะไม่ค่อยชอบใจนักกับการเดินทางครั้งนี้?”
ลู่จินกู้มองว่าการเดินทางครั้งนี้ก็เหมือนกับการ ‘ไปทำงาน’ อย่างหนึ่ง เธอจึงไม่เข้าใจว่าทำไมกู้ตั๋วถึงคัดค้านการเดินทางนี้อย่างหนัก
ส่วนใหญ่แล้วเธอมักจะเคารพความคิดเห็นของเขา เพราะในสหพันธ์ กู้ตั๋วเป็นผู้ที่มีอิทธิพลมากกว่าเธอที่เป็นคนนอก
เมื่อเธอจิบชาด้วยท่าทีผ่อนคลาย กู้ตั๋วก็พูดขึ้นมาว่า “แม้ว่าหลายดาวเคราะห์ในสหพันธ์จะถูกพัฒนาแล้วในนาม แต่ความจริงแล้วก็ยังเต็มไปด้วยอันตราย ฉันเป็นห่วงเธอ”
คำว่า ‘เป็นห่วง’ ที่เขาพูดนั้นถูกเอ่ยออกมาอย่างหนักแน่น ทำให้บรรยากาศรอบตัวเขาร้อนวาบขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล
ลู่จินกู้ตกใจเล็กน้อย และรู้สึกว่าหัวใจของเธอเริ่มเต้นแรง เธอต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะระงับความรู้สึกนั้นได้ ก่อนจะยิ้มบาง ๆ และตอบว่า “กรีนลีฟมีความสามารถมาก และพลังจิตของฉันในตอนนี้ก็เพียงพอที่จะปกป้องตัวเองในสถานการณ์ส่วนใหญ่ คุณไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอกค่ะ ยิ่งไปกว่านั้น…”
เพราะเธอเห็นว่ากู้ตั๋วกังวลจริง ๆ เธอจึงตัดสินใจบอกแผนในอนาคตบางอย่างให้เขาฟัง “เรื่องของเผ่าว่านฉีต้องได้รับการแก้ไข ฉันจำเป็นต้องทำภารกิจนี้”
“ทำไมต้องแก้ปัญหาของพวกเขาด้วย? แล้วก็กรีนลีฟน่ะ ดูไม่เหมือนคนจากเผ่าว่านฉีเลย” กู้ตั๋วถามด้วยความสงสัย
“อืม… คุณก็คิดซะว่าเป็นการฝึกฝีมือสำหรับการแก้ปัญหาของเผ่าว่านฉีก็แล้วกัน”
แต่ความจริงก็คือ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับภารกิจที่ต้องให้เผ่าพันธุ์ต่าง ๆ เข้าร่วมกับพาราไดซ์
การอัปเกรดพาราไดซ์ไปถึงระดับ 5 นั้นถูกขัดขวางเพราะเรื่องของเผ่าว่านฉี และระบบได้เคยบอกใบ้ว่า วิธีการแก้ปัญหาของเผ่าว่านฉีนั้นซ่อนอยู่ในพาราไดซ์ระดับ 5
ดังนั้น ไม่ว่าจะอย่างไร เธอก็ต้องทำภารกิจนี้
แม้ลู่จินกู้จะพยายามอธิบาย แต่เหตุผลที่เธอให้ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้กู้ตั๋วคลายความกังวล เขายังคงไม่เห็นด้วยกับการเดินทางครั้งนี้ แต่เขาก็อดทนพยายามอธิบายเพิ่มเติม โดยย้ำว่าเธอกลายเป็นเป้าหมายที่ดึงดูดสายตามากเพียงใด และมีคนจำนวนไม่น้อยที่คอยจ้องเล่นงานเธออยู่ในเงามืด
ลู่จินกู้ฟังคำอธิบายของกู้ตั๋วอย่างใจเย็น แม้เธอจะไม่รู้เรื่องทั้งหมดละเอียดเหมือนเขา แต่เธอก็พอจะเดาได้ ทำให้สีหน้าของเธอยังคงสงบนิ่ง แต่ก็แฝงการครุ่นคิดเล็กน้อย ขณะที่มือของเธอเผลอเลื่อนขึ้นไปสัมผัสที่ปกเสื้อ
ไม่นานเธอก็ยิ้มออกมา “หลังจากยานจอดแล้ว ฉันจะให้คุณดูบางอย่าง”
ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับกู้ตั๋วที่เคยอยู่ในจุดที่ไม่มั่นคงเริ่มฟื้นฟูขึ้นมาช้า ๆ หลังจากที่พวกเขาได้ใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น และด้วยการที่กู้ตั๋วช่วยปกปิดเรื่องพลังจิตลวงของเธอไว้ เธอจึงตัดสินใจที่จะเปิดเผยไพ่ใบสำคัญอีกใบให้เขาเห็น
ยานอวกาศหยุดลงที่ดาว 43 และทั้งสามคนก็ใช้สถานีวาร์ปกลับไปยังดาว 7133 อย่างรวดเร็ว
เมื่อถึงที่หมาย ลู่จินกู้ขอให้กรีนลีฟรออยู่ก่อน จากนั้นเธอก็พากู้ตั๋วไปยังห้องเก็บของส่วนตัวของเธอ และขอให้เขารออยู่ด้านนอก
กู้ตั๋วมองตามหลังเธอที่หายเข้าไปในประตูโลหะหนา สีหน้าของเขาเผยความกังวลเล็กน้อย
ถึงแม้ตึกตรงหน้านี้จะดูเหมือนอาคารทั่วไปที่สร้างจากโลหะ ซึ่งไม่ใช่ของแปลกอะไรในสหพันธ์ แต่เขากลับรู้สึกได้ถึงความอันตรายบางอย่างแฝงอยู่ในที่นี้
[1] คางคกอยากกินเนื้อหงส์ (癞蛤蟆想吃天鹅肉) หมายถึง คนที่มีความทะเยอทะยานอยากได้สิ่งที่ไม่เหมาะสมกับตัวเอง หรือปรารถนาในสิ่งที่เกินฐานะและความสามารถของตัวเอง