เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 22 คนมาถึงแล้ว (รีไรต์)
บทที่ 22 คนมาถึงแล้ว (รีไรต์)
คราวนี้หลุยซาร้องไห้จริง ๆ แล้ว ตั้งแต่เกิดมา เธอยังไม่เคยพบเห็นสถานที่ใดน่าขยะแขยงขนาดนี้มาก่อนเลย กลิ่นเหม็นคละคลุ้ง น่าสะอิดสะเอียนสุด ๆ
ลืมไปเสียสิ้นถึงภาพลักษณ์อันงดงามยามร้องไห้ หลุยซาฟูมฟายทั้งน้ำตาและน้ำมูกพลางกล่าวว่า “ฉันเป็นลูกคุณหนู น้องสะใภ้ในอนาคตของเธอนะอาจิน ทำไมเธอถึงทำให้ฉันต้องมาอับอายแบบนี้!”
ลู่จินกู้ทำสีหน้าเฉยเมย “ยังไงที่นี่ก็ไม่เลี้ยงคนขี้เกียจ ถ้างานแค่นี้ยังทำไม่ได้ ก็มีแต่ต้องชดใช้ด้วยชีวิต”
ต้าไป๋แยกเขี้ยวขู่คำรามเป็นจังหวะ ส่วนเสี่ยวอวิ๋นอวิ๋นก็ชำเลืองมองหลุยซาอย่างดูแคลน ก่อนจะก้มเลียขนต่อ
หลุยซาไม่รู้สึกว่านี่เป็นการข่มขู่
ในสายตาของเธอ ลู่จินกู้กลายเป็นคนเสียสติไปแล้ว คนบ้าไร้ซึ่งเหตุผลใด ๆ ทั้งสิ้น แน่นอนว่าเธอไม่ได้อยากตาย
ดังนั้นจึงได้แต่สะอื้นไห้พลางทำงานอย่างเลี่ยงไม่ได้
ด้วยความซุ่มซ่ามทำให้ครึ่งชั่วโมงผ่านไปเธอก็ยังทำงานไม่เสร็จ
ระบบพาราไดซ์รู้งานเป็นอย่างยิ่ง ทำการขยายระยะเวลาใช้แรงงานอัตโนมัติ หากยังไม่เสร็จก็จะไม่ได้พัก และไม่มีอาหารกิน
เมื่อเห็นอีกฝ่ายขมวดคิ้วแน่น กลั้นหายใจช้า ๆ กวาดพื้น ลู่จินกู้ก็อดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้ เธอกอดเสี่ยวอวิ๋นอวิ๋นพลางลูบหัวต้าไป๋ แล้วพูดกับพวกมันว่า “ปล่อยให้เธอทำงานไปก่อน พวกเรากินข้าวกันเถอะ”
ดวงตาของหลุยซาเป็นประกาย
ไม่นานลู่จินกู้ก็เดินหายลับไป เธอจึงค่อย ๆ ยืดตัวขึ้นอย่างระมัดระวัง
หลังจากรอด้วยความหวาดกลัวอยู่ครู่หนึ่ง โซ่ตรวนก็ไม่ช็อต เธอจึงลองก้าวขาออกจากฟาร์มหมู ลองอีกก้าวก็ยังไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใด ๆ
หลุยซาดีใจอย่างมาก คาดว่าระบบช็อตอัตโนมัตินี้คงเป็นกลอุบายของลู่จินกู้
ตอนนี้ลู่จินกู้ไม่อยู่ ระบบช็อตก็คงใช้ไม่ได้ผลแล้ว
คิดจะมาหลอกด้วยวิธีนี้! ไร้เดียงสาเกินไปแล้ว!
หลุยซาโยนไม้กวาดทิ้งลงกับพื้นแล้วรีบวิ่งออกไปทันที เธอไม่สนใจแม้แต่เหวินจี และคนอื่น ๆ ที่มาด้วยกัน คิดเพียงแค่อยากกลับไปที่ยานอวกาศให้เร็วที่สุด
ยานอวกาศมีระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ แม้จะโดยสารแค่คนเดียวก็สามารถบินได้อย่างปลอดภัย รอให้เธอไปถึงที่ปลอดภัยก่อน เธอจะต้องให้ลู่จินกู้รู้ว่าการที่กล้ามาทำให้เธออับอายนั้นจะต้องชดใช้อย่างไร
ส่วนพื้นที่สีเขียวที่ปรากฏขึ้นกะทันหันบนดาวรกร้างแห่งนี้ เธอคาดว่า อาหงต้องสนใจมันมากแน่ ๆ และการที่เธอนำข่าวนี้กลับไป สถานะของเธอก็จะต้องได้รับการยกระดับขึ้นอย่างมาก
ยิ่งคิดหลุยซาก็ยิ่งรู้สึกดี เหมือนกับเห็นเส้นทางที่สดใสรออยู่ตรงหน้า เธอออกมาจากบริเวณฟาร์มเลี้ยงหมูเกินกว่าสิบเมตรแล้ว
ทันใดนั้นเอง เสียงเตือนก็ดังขึ้น
[คำเตือน! ตรวจพบนักโทษใช้แรงงาน เบี่ยงเบนจากพิกัดเดิม ระบบประเมินว่ามีแนวโน้มจะหลบหนี]
เสียงสัญญาณเตือนดังสนั่นไปทั่วทั้งเขตพาราไดซ์
แต่แล้ว โซ่ตรวนของหลุยซาก็เปล่งประกายสีแดงวาบขึ้นมาอย่างกะทันหัน กระแสไฟฟ้าที่รุนแรงแผ่กระจายออกมาในชั่วพริบตา
“กรี๊ดดดดด”
เสียงกรีดร้องอันน่าสยดสยองดังกึกก้อง
แสงสว่างวาบอยู่ราวสิบวินาที ลู่จินกู้จึงยื่นหัวออกมาจากที่ซ่อน เห็นร่างเล็กที่ไหม้เกรียมทั้งตัวราวกับคนผิวดำ หลุยซาหมดสติไปแล้ว
“โอ้โห!” เธออดอุทานไม่ได้ “มันช่างรุนแรงเกินไปแล้ว”
ลู่จินกู้สั่งให้ต้าไป๋ลากคนกลับเข้าไปในห้องขัง พบว่าเหวินจีและคนอื่น ๆ ฟื้นขึ้นมาแล้ว พวกเขาคงจะไม่ยอมอยู่เฉยแน่ ๆ ทันทีที่ลู่จินกู้ปรากฏตัว พลังจิตที่รุนแรงก็พุ่งเข้าใส่เธอ
ดูเหมือนพวกเขาจะไม่สนใจหลุยซาที่อยู่ข้าง ๆ เธอเลยสักนิด
ทว่าขณะที่พลังจิตที่น่าสะพรึงกลัวนั้น เพิ่งจะเล็ดลอดออกมาจากห้องขัง ห้องขังทั้งห้าห้องก็สว่างวาบขึ้นพร้อมกัน
กำแพง พื้น รั้ว ทุกแห่งสว่างวาบไปด้วยแสงสีม่วงขาวแสบตา สายฟ้าแล่นพรวดพราด
“อึก…” ชายฉกรรจ์ทั้งห้าเจ็บปวดรวดร้าวจนร้องไม่ออก ล้มลงไปกองกับพื้น
ลู่จินกู้ตกใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “ทำไมพวกนายไม่ยอมทำตัวดี ๆ ตั้งแต่แรก ต้องทำให้ตัวเองลำบากแบบนี้ แถมยังทำให้เสียเวลาทำงานอีก”
ระบบป้องกันของคุก ที่แข็งแกร่งขนาดนี้ ทำให้เธอรู้สึกมั่นใจในความปลอดภัยของคุกขึ้นมาทันที
ไม่จำเป็นต้องทดสอบอะไรอีก ลู่จินกู้ตั้งเวลาใช้แรงงานแปดชั่วโมงต่อวันให้กับทั้งหกคน
ส่งสองคนไปที่ฟาร์มหมู หนึ่งคนไปที่ฟาร์มไก่ ที่เหลืออีกสามคนรับผิดชอบดูแลพื้นที่เพาะปลูก สมบูรณ์แบบสุด ๆ
แต่เธอก็ต้องจัดหาอาหารและน้ำให้กับนักโทษ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร แค่ต้มโจ๊กหม้อใหญ่ ๆ สักหม้อ พร้อมผักและเนื้อสักหน่อยก็พอ
ยังไงซะ พวกเขาก็กำลังชดใช้ความผิดอยู่ อย่าฝันถึงอาหารดี ๆ อร่อย ๆ เลย
เมื่อได้สติกลับคืนมาทั้งหกคนที่ถูกบังคับใช้แรงงาน ทุกคนต่างพบว่า ลู่จินกู้กำลังทำอาหารอร่อย ๆ หลากหลายชนิด กลิ่นหอมเย้ายวนชวนรับประทานยิ่งกว่าการใช้แรงงานหนักเสียอีก
ความตื่นตะลึงเมื่อได้ลิ้มรสข้าวต้มเนื้อเนียนนุ่ม ละมุนลิ้นเป็นครั้งแรกจางหายไปอย่างรวดเร็ว กลับกลายเป็นความพ่ายแพ้ต่อกลิ่นหอมอันน่ากินนั้น
ผู้หญิงคนนี้เป็นผู้ลงทัณฑ์โดยกำเนิดแน่ ๆ!!
นักโทษทั้งหกต่างกัดฟันกรอด
อย่างไรก็ตาม แม้แต่เหวินจีผู้มีพลังจิตระดับ A ก็ยังไม่สามารถอดทนได้ หลังจากถูกไฟฟ้าช็อตไปทั่วห้องขัง
ดังนั้น เมื่ออีธานผู้ซึ่งเคยเห็นรูปถ่ายของพาราไดซ์จากหัวหน้ามาถึง เขาก็ต้องเผชิญกับภาพที่แตกต่างจากจินตนาการโดยสิ้นเชิง ทำให้สีหน้าที่สงบนิ่งของเขากระตุกเล็กน้อย
“คุณเป็นคนที่กู้ตั่วส่งมาเหรอ?” หลังจากที่เธอดูวิดีโอที่กู้ตั๋วอัดไว้ท่าทีของลู่จินกู้เปลี่ยนเป็นกระตือรือร้นขึ้นมาทันที
“รบกวนคุณมากเลย เดินทางมาไกลขนาดนี้ คงเหนื่อยแย่เลย มา ๆๆ ดื่มน้ำเต้าหู้ก่อนนะ เย็นนี้ฉันจะเลี้ยงต้อนรับคุณเอง”
อีธานยังไม่ทันได้พูดอะไร แก้วใบหนึ่งก็ถูกยัดใส่มือเขา
เขามองของเหลวสีขาวขุ่นในแก้วด้วยความงุนงง
สิ่งนี้เรียกว่า… น้ำเต้าหู้งั้นเหรอ?
ลู่จินกู้ไปดูคนทั้งสิบคนแล้ว เธอรู้สึกรับไม่ได้เล็กน้อย ที่สหพันธ์ดวงดาวมีการซื้อขายทาส
ในฐานะที่เป็นวิญญาณจากต่างโลก เธอรู้สึกว่าแม้ยุคนี้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ในด้านอื่น ๆ กลับถอยหลังลงหมด
แต่ตอนนี้ แค่จะป้องกันตัวเองเธอยังทำได้ไม่ดีพอ เรื่องอื่น ๆ เธอก็ได้แต่คิด ไร้กำลังจะทำ ทำได้เพียงรับประกันว่า เมื่อคนเหล่านี้มาถึงพาราไดซ์ หากไม่คิดร้าย ก็จะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน
ตอนนี้เธอถือถาด ยิ้มแย้มต้อนรับคนทั้งสิบที่กำลังหวาดกลัว “เข้าแถว! รับไปคนละแก้ว ชิมของขึ้นชื่อของเราก่อน”
ในเมื่อคนเหล่านี้เป็นทาสที่ขายกันอย่างเปิดเผย ย่อมได้รับการฝึกฝนจากสำนักค้าทาส
แม้จะไม่แน่ใจ แต่พอเห็นว่าลู่จินกู้ คือเจ้านายในอนาคต ทุกคนต่างก็ทำตามคำสั่งทันที เรียงแถวจากนั้นก็ค่อย ๆ รับแก้วมาถืออย่างระมัดระวัง
หลังจากนั้นทุกคนก็ตกตะลึง ไม่มีใครรู้ว่าในแก้วคืออะไร?
ลู่จินกู้เองก็หยิบแก้วขึ้นมาหนึ่งใบ ดื่มอึกใหญ่ต่อหน้าทุกคน
“ลองดื่มดูสิ รสชาติดีมาก” เธอกล่าวกับทุกคน
พวกเขาจึงมองอย่างระมัดระวัง
น้ำเต้าหู้ผ่านการกรองหลายครั้ง ผสมกับน้ำตาลทรายเล็กน้อย รสชาติกลมกล่อม หวานอ่อน ๆ เอาชนะรสชาติจืดชืดของอาหารเหลวได้ในทันที
ทาสทั้งสิบคน ยังไม่กล้าพอ พวกเขายังคงลังเลที่จะขยับ
ลู่จินกู้ไม่ได้เร่งเร้า เธอเพียงแต่ยิ้มและมองดูพวกเขาดื่มจนหมดแก้ว
ทันใดนั้น เด็กสาวคนหนึ่งที่มีผมสั้นประบ่าสีดำ ดวงตาสีม่วงอ่อน ก็ยกแก้วขึ้นมาจรดริมฝีปาก
ดวงตาของเธอเป็นประกาย เธอเงยหน้าขึ้นดื่มจนหมดในอึกเดียว หลังจากเลียฟองสีขาวรอบ ๆ ริมฝีปากแล้ว เธอก็พูดอย่างดีใจว่า “อร่อยมากค่ะ ขอบคุณนายหญิง”
ในที่สุดคนอื่น ๆ ก็เริ่มทำตาม และต่างก็พ่ายแพ้ให้กับรสชาติหวาน ๆ ของน้ำเต้าหู้โดยไม่มีข้อยกเว้น
เสียงสรรเสริญเยินยอหลั่งไหลเข้ามาในโสตประสาทราวกับสายรุ้งอันพร่างพราว
“ขอบคุณเป็นอย่างมาก สำหรับความกรุณาของนายหญิง”
“นี่มันน้ำศักดิ์สิทธิ์จากสวรรค์งั้นเหรอ นายหญิงต้องเป็นเทพจากสวรรค์แน่ ๆ!”
“ผมมีบุญวาสนาได้พบเจอนายหญิงผู้ยิ่งใหญ่เช่นท่านได้อย่างไรกัน”
เสียงเรียกนายหญิงที่เปี่ยมล้นไปด้วยความจริงใจ และความรู้สึกที่แท้จริง ทำให้ลู่จินกู้รู้สึกไม่ค่อยสะดวกใจนัก จึงรีบตะโกนออกไปว่า“ทุกคนฟังฉัน”
ทุกคนหยุดพูดทันที และมองมาที่เธอด้วยแววตาหวาดกลัว
ดูเหมือนว่าจะทำให้พวกเขากลัวแล้วสิ
ลู่จินกู้เกาหัวและพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง “ต่อไปนี้ไม่ต้องเรียกฉันว่านายหญิง ที่นี่ไม่มีทาส ฉันจ้างพวกคุณมาเพื่อสร้างพาราไดซ์ หากทำงานได้ดี พวกคุณก็อาจจะได้เป็นคนของที่นี้”
ทุกคนต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก พวกเขาล้วนเป็นเหมือนคนไร้พลังจิต ไม่สามารถทำงานใดได้
แม้แต่คำว่าจ้างก็เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่คุ้นเคย ความเงียบปกคลุมไปชั่วครู่ ก่อนที่เด็กสาวตาสีม่วงจะเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้น “นายหญิงต้องการให้พวกเราทำอะไรเหรอคะ?”
ลู่จินกู้เพียงยิ้ม แต่ไม่ได้ตอบคำถาม เธอถามกลับว่า “เธอชื่ออะไร?”
“หนู…ชื่อว่า… ว่านหยา” เด็กสาวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ
ดวงตาของอีธานฉายแววเย็นชา พลังจิตของเขามุ่งตรงไปที่เด็กสาวในทันที