เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 233 บทเพลงสุดท้าย
บทที่ 233 บทเพลงสุดท้าย
ในขณะที่กำลังพูดคุยกัน จู่ ๆ ก็มีเสียงน้ำกระเพื่อมดังขึ้น กลายเป็นว่าพวกเขาลอยขึ้นมาถึงผิวน้ำแล้ว
แอชเชอร์และเซินโจวยืนอยู่ในน้ำ พอได้ยินเสียงก็หันมามองทันที เมื่อเห็นลู่จินกู้กลับมาอย่างปลอดภัย ทั้งคู่ถึงกับถอนหายใจด้วยความโล่งอก เซินโจวรีบเข้ามาช่วยดึงเธอขึ้นจากน้ำ พร้อมกับส่งเสื้อคลุมที่ไม่รู้ว่าหามาจากไหนมาให้เธอ
ลู่จินกู้หาที่หลบหลังโขดหินใหญ่เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกโชก ตอนอยู่ในน้ำยังไม่รู้สึก แต่พอขึ้นมาบนบก ความรู้สึกอึดอัดจากเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มก็ชัดเจนขึ้นทันที
หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ เธอก็ได้ยินเสียงเซนาอินพูดด้วยความไม่พอใจว่า “พวกคุณรีบร้อนทำไม กลัวฉันจะกินเธอเข้าไปหรือไง?”
แน่นอนว่า ‘เธอ’ ที่เซนาอินหมายถึงนั้นไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใคร
ลู่จินกู้แอบยิ้ม คิดว่า ‘แหงสิ ท่าทีของคุณก่อนหน้านี้ก็ทำให้คนอื่นกังวลไม่น้อยเลยนะ’
เธอจึงรีบเดินไปอธิบายด้วยรอยยิ้มกว้าง “พวกคุณไม่ต้องห่วง ฉันผ่านการทดสอบแล้ว ทุกอย่างเรียบร้อยดี”
เสียงน้ำกระเพื่อมดังขึ้นอีกครั้ง เงือกหลายตัวกำลังค่อย ๆ ลอยขึ้นมาพร้อมกับเปลือกหอยยักษ์ที่พวกเขาช่วยกันยก แอชเชอร์มองเห็นเปลือกหอยแล้วก็เข้าใจทันทีว่าสิ่งต่าง ๆ คงสำเร็จลุล่วงแล้ว เขาจึงยิ้มออกมา “สำเร็จแล้วก็ดี”
เซินโจวเดินวนรอบเปลือกหอยขนาดใหญ่ด้วยความสนใจ “เปลือกหอยใหญ่ขนาดนี้หายากมากเลยนะ”
“ใช่ มันหายากมาก” ลู่จินกู้หัวเราะเบา ๆ “แถมยังหนักมากด้วย”
เซินโจวทำหน้าประหลาดใจ “…หมายความว่ายังไง?”
ลู่จินกู้ยิ้ม “พวกเราต้องพามันไปด้วยน่ะสิ”
เซินโจวทำหน้าเหมือนถูกแกล้ง “…นี่คุณพูดจริงใช่ไหม?”
จู่ ๆ เซนาอินก็กุมมือของลู่จินกู้ไว้แน่น “อนาคตของเผ่าพันธุ์เรา ขอฝากไว้ที่เธอแล้ว”
แอชเชอร์เองก็ทำความเคารพตามแบบของเผ่าเอลฟ์ และเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ขอฝากด้วย”
ท่าทางจริงจังของพวกเขาทำให้ลู่จินกู้รู้สึกถึงความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ เธอจึงตอบกลับอย่างเคร่งขรึม “ฉันขอสาบานว่าจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือเผ่าเอลฟ์และเผ่าเงือก”
ใกล้ถึงเวลาต้องจากกัน เซนาอินดูจะไม่อยากปล่อย ไม่ใช่เพราะลู่จินกู้ แต่เพราะเปลือกหอยยักษ์ที่พวกเธอต้องนำไปด้วย เธอแสดงท่าทีสับสนและไม่แน่ใจนัก
เธอและแอชเชอร์เฝ้ารออย่างโดดเดี่ยวมานานเพื่ออนาคตของเผ่าพันธุ์ การที่ทุกอย่างกำลังจะจบลงทำให้พวกเขารู้สึกว่าหมดสิ้นการควบคุมและเต็มไปด้วยความกังวล
แต่ความจริงก็คือ พวกเขาทั้งคู่ได้ตายไปนานแล้ว และสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงได้
ทว่าแม้จะกังวลเพียงใด เซนาอินก็ต้องปล่อยวาง
แอชเชอร์พูดขึ้นทันที “พอฉันกับเซนาอินสัมผัสกับการหยุดเวลานี้ พวกเธอจะถูกดีดออกจากช่วงเวลานี้ทันที แต่หลังจากนั้น เราจะไม่สามารถช่วยพวกเธอได้อีก…”
เซนาอินไม่ได้เก็บ ‘ไข่มุก’ ที่เคยให้ลู่จินกู้คืนไป แต่กลับหยิบอีกเม็ดออกมายื่นให้เซินโจว “ในอวกาศ มุกนี้จะไม่ได้ผลดีเท่าในน้ำ แต่ก็ยังให้เวลาหายใจได้ประมาณสามสิบนาที หวังว่าพวกเธอจะหาทางแก้ปัญหาได้ก่อนหมดเวลานะ”
สามสิบนาทีอาจไม่มาก แต่พวกเขายังสามารถใช้พลังจิตช่วยเพิ่มเวลาในการเอาตัวรอดในอวกาศได้
ลู่จินกู้เชื่อว่ากรีนลีฟคงไม่หยุดค้นหาเธอ ดังนั้นเธอจึงคิดว่าทันทีที่พวกเขาออกจากที่นี่ พวกเขาจะสามารถติดต่อกันได้โดยไม่เกิดปัญหา
เธอพยักหน้าเพื่อแสดงให้เห็นว่าเธอเข้าใจแล้ว
เซินโจวตื่นเต้นมากที่จะได้กลับบ้าน สำหรับเขานั้นมันสำคัญที่สุด เขาจึงไม่สนใจเลยว่าจะต้องแบกเปลือกหอยยักษ์นั้นไปด้วย เขารีบหาสายเชือกมามัดเปลือกหอยไว้บนหลังอย่างตั้งอกตั้งใจ
บรรยากาศของการลาจากเริ่มอบอวลไปทั่ว แอชเชอร์ดูเหมือนมีบางอย่างที่อยากจะพูดแต่ก็ลังเล
ลู่จินกู้รู้ว่าเวลานี้ถ้าไม่ถามก็อาจจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว เธอจึงเร่งถามขึ้น “ถ้ามีอะไรที่อยากจะถาม ก็ถามมาได้เลยเพคะ”
ลู่จินกู้คิดว่าแอชเชอร์คงอยากถามเรื่องเผ่าเอลฟ์ แต่หลังจากที่เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขากลับถามคำถามที่ไม่เกี่ยวข้องเลยว่า “บ้านเกิดของเธออยู่ที่ไหนกันแน่? ฉันไม่เคยกินอาหารที่อร่อยขนาดนั้นมาก่อน”
“ฮ่า ๆ!” เธออดหัวเราะไม่ได้ เผ่าเอลฟ์ก็มีนิสัยชอบกินที่สืบทอดมารุ่นต่อรุ่นแบบนี้สินะ
หลังจากหัวเราะเสร็จ เธอก็รู้สึกเศร้าขึ้นมาเล็กน้อย เพราะในสายตาของกู้ตั๋วและคนอื่น ๆ เธอก็คงเป็นเพียง ‘คุณหนูไร้ค่า’ แห่งตระกูลลู่ที่ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครเคยถามเธอถึงเรื่องนี้เลย
แต่เธอเคยคิดหลายครั้งแล้วว่าอยากจะยืดอกแล้วพูดออกมาอย่างภาคภูมิใจว่า บ้านเกิดของฉันอยู่ในประเทศที่ชื่อว่าจงหัว*[1] และฉันคือลูกหลานของจักรพรรดิหวงและจักรพรรดิเหยียน*[2]
ลู่จินกู้มองแอชเชอร์ด้วยท่าทีจริงจัง “บ้านเกิดของหม่อมฉันไม่เพียงแต่มีอาหารอร่อย ๆ เท่านั้น แต่ยังมีประวัติศาสตร์ยาวนานและวัฒนธรรมที่งดงาม ไม่แพ้เผ่าเอลฟ์ของพวกท่านเลย”
แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ไม่มีโอกาสได้กลับไปยังดินแดนอันงดงามนั้นอีกแล้ว
เมื่อคิดเช่นนี้ เธอก็ตาแดงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
แอชเชอร์สัมผัสได้ถึงความรู้สึกของเธอ เขานิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “น่าเสียดายจริง ๆ ฉันคงไม่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมบ้านเกิดของเธอ”
เขามองเธออย่างลึกซึ้งและเอ่ยเสริมว่า “ฉันคิดว่าสถานที่นั้นต้องเป็นที่ที่ดีมาก ๆ แน่นอน”
“แน่นอนเพคะ” เธอพยักหน้าอย่างหนักแน่น “สำหรับหม่อมฉัน มันเป็นสถานที่ที่ดีที่สุด”
เซินโจวในตอนนี้ได้มัดเปลือกหอยเรียบร้อยแล้ว เซนาอินก็เดินเข้ามาและพูดว่า “ถึงเวลาที่เราจะเริ่มกันแล้ว”
การสนทนาสั้น ๆ จบลง ลู่จินกู้จึงหันหน้าหนีไปเพื่อเช็ดน้ำตาเงียบ ๆ
เมื่อเธอหันกลับมา เธอเห็นแอชเชอร์ถือคันธนูยืนอยู่ที่ริมฝั่ง ในขณะที่เซนาอินลอยอยู่บนผิวน้ำ
เธอเริ่มร้องเพลง เสียงร้องของเผ่าเงือกนั้นไพเราะและมีเสน่ห์ดึงดูดเหมือนกับตำนานของไซเรน ที่หลอกล่อผู้คน แต่ครั้งนี้ ลู่จินกู้และเซินโจวไม่ได้ถูกดึงดูดหรือหลงเสน่ห์นั้น
เสียงร้องเพลงของเซนาอินเต็มไปด้วยความเศร้าโศกอย่างลึกซึ้ง จนพวกเขาราวกับมองเห็นภาพเงือกที่ใกล้จะสิ้นลม ขับขานร้องเพลงครั้งสุดท้ายเพื่อสรรเสริญดินแดนอันไกลโพ้นที่ไม่อาจหวนคืนได้
เสียงร้องของเซนาอินค่อย ๆ สูงขึ้น และเสียงคล้ายกับบางสิ่งในท้องฟ้ากำลังแตกหักก็ดังขึ้นในอากาศ
เซินโจวกระตุกแขนเสื้อของลู่จินกู้เบา ๆ และกระซิบว่า “ดูนั่นสิ…”
ลู่จินกู้หันไปตามทิศทางที่เขาชี้ แล้วเธอก็สังเกตเห็นว่าทะเลสีฟ้าสวยงามนี้ กำลังค่อย ๆ หายไปจากเส้นขอบฟ้า เหมือนกับตอนที่ต้นไม้แห่งชีวิตค่อย ๆ เลือนหายไป
ยังไม่ทันที่เธอจะตอบสนอง แอชเชอร์ก็เคลื่อนไหว
เขาดึงคันธนูขึ้นอย่างแรง พร้อมกับปล่อยลูกธนูพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยเสียงแหวกอากาศ
นักรบเอลฟ์ผู้สง่างามไม่หยุดเพียงแค่นั้น เขายิงลูกธนูอีกหลายดอกต่อเนื่องขึ้นไปบนท้องฟ้า
ที่น่าแปลกคือลูกธนูเหล่านั้นหายเข้าไปในกลุ่มเมฆและไม่ตกลงมา ราวกับว่ามีเป้าหมายซ่อนอยู่หลังกลุ่มเมฆที่ทำให้ลูกธนูติดค้างอยู่
เหล่าเงือกโผล่ขึ้นมาจากผิวน้ำมากขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขารวมตัวกันล้อมรอบเซนาอิน และเริ่มร้องเพลงร่วมกับเธอ
บรรดาเงือกต่างมองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยสายตาโหยหา ราวกับหวังว่าจะได้เห็นดินแดนที่สูญหายของพวกเขาอยู่ที่นั่น
ลู่จินกู้รู้สึกถึงน้ำตาที่ไหลอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว เธอรีบเอามือปิดปากไว้ เพื่อไม่ให้เสียงสะอื้นทำลายเสียงเพลงอันงดงามและเศร้าสร้อยนี้
ทะเลกำลังหายไปอย่างรวดเร็ว ยามนี้ใกล้จะถึงฝั่งแล้ว
กระบอกธนูของแอชเชอร์ว่างเปล่า เสียงเพลงของเงือกก็ดังก้องจนถึงจุดสูงสุด
เสียงแตกหักดังขึ้นต่อเนื่อง ทุกสายตาหันไปมองแอชเชอร์และเซนาอิน พวกเขาไม่พูดอะไร แต่ในสายตาสื่อถึงความหมายเดียวกัน
ลู่จินกู้พยักหน้าอย่างจริงจัง ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ฉันจะทำให้ดีที่สุดค่ะ…”
แต่คำสัญญายังไม่ทันจบลง พื้นใต้เท้าของเธอก็เบาลงอย่างกะทันหัน เธอและเซินโจวร่วงลงไปพร้อมกัน
วินาทีต่อมา โลกทั้งใบราวกับแตกเป็นเสี่ยง ๆ พวกเขาถูกขับออกจากช่วงเวลานั้นไปทันที
[1] 中华 เป็นอีกชื่อหนึ่งที่ใช้เรียกประเทศจีน ใช้สื่อถึงความเป็นอารยธรรมจีนอันยาวนานและมีวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่
[2] เป็นการประกาศความภาคภูมิใจในความเป็นลูกหลานของบรรพบุรุษจีนผู้ยิ่งใหญ่