เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 235 แข่งกับเวลา-บทที่ 236 การตัดสินใจของเอลฟ์
- Home
- เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่
- บทที่ 235 แข่งกับเวลา-บทที่ 236 การตัดสินใจของเอลฟ์
บทที่ 235 แข่งกับเวลา
ลู่จินกู้ก้มลงมองตัวเอง แล้วนึกขึ้นได้ว่าเธอยังสวมเสื้อคลุมที่เซินโจวให้ยืมอยู่ แน่นอนว่ามันไม่ค่อยพอดีตัวนัก และยังไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ เพราะมันเป็นเพียงเสื้อคลุมยาวตัวเดียวเท่านั้น
ก่อนหน้านี้เธอรู้สึกตื่นเต้นจนไม่ได้คิดอะไร แต่ตอนนี้กลับรู้สึกอึดอัดและไม่มั่นใจ กลัวว่าถ้าเธอขยับตัวผิดนิดเดียวอาจจะมีอะไรหลุดออกมาได้
เธอจึงรีบพยักหน้ากับข้อเสนอของกู้ตั๋ว และบอกกับกรีนลีฟว่า “เดี๋ยวค่อยคุยกันค่ะ” ก่อนจะเดินตามกู้ตั๋วไปอย่างรวดเร็ว
กู้ตั๋วได้จัดเตรียมห้องพักไว้ให้เธอแล้ว และไม่นานเขาก็นำเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้ เป็นชุดผู้หญิงที่พอดีตัวได้อย่างน่าประหลาดใจ
ลู่จินกู้รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แต่กู้ตั๋วดูเหมือนจะรับรู้ถึงความคิดของเธอ จึงอธิบายอย่างใจเย็นว่า “ฉันคาดไว้ว่าการเดินทางครั้งนี้อาจเจอเหตุการณ์ไม่คาดคิด ถ้าเสื้อผ้าเสียหายคงจะไม่สะดวก ดังนั้นในระหว่างการค้นหา ก็เลยให้คนส่งสิ่งของจำเป็นต่าง ๆ มาเตรียมไว้”
ต้องยอมรับว่ากู้ตั๋วใส่ใจในรายละเอียดมาก และด้วยความสงบของเขาก็ทำให้ลู่จินกู้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น เธอยิ้มแล้วเอ่ยขอบคุณเขาทันที
เนื่องจากเธอต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า กู้ตั๋วจึงออกไป
พอเขาออกไป ลู่จินกู้ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ความรู้สึกผ่อนคลายกลับมาอีกครั้ง เธอคิดในใจว่าการที่พวกเขากลับมาอยู่ในสภาวะปกติแบบนี้สบายใจกว่ามาก เพราะกู้ตั๋วเมื่อครู่ช่างทำให้เธอเขินอายมากเกินไป
เมื่อลู่จินกู้จัดการตัวเองเรียบร้อยแล้วและเปิดประตูออกมา เธอพบว่ากู้ตั๋วยืนรออยู่ และดูเหมือนว่าเขาเพิ่งเสร็จสิ้นการสนทนาผ่านอุปกรณ์สื่อสาร
เธอไม่รู้ว่าเขายังอยู่ตรงนี้จึงตกใจเล็กน้อย
“ฉันพร้อมแล้วค่ะ ไปกันเถอะ”
“อืม” กู้ตั๋วตอบกลับด้วยท่าทีปกติ แต่ลู่จินกู้สัมผัสได้ถึงความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวเขา บางทีจากการสื่อสารเมื่อครู่อาจมีข่าวร้ายบางอย่าง แต่เธอก็ไม่กล้าถาม จึงเก็บความสงสัยไว้และเดินตามเขาไปยังห้องประชุม
เมื่อไปถึง เซินโจวอยู่ที่นั่นแล้ว โดยวางเปลือกหอยยักษ์ไว้บนโต๊ะประชุม ฟาแลนนั่งอยู่ที่ข้างเปลือกหอยและมองมันด้วยความสนใจ ในขณะที่กรีนลีฟไม่ได้นั่งแต่ยืนอยู่ข้างโต๊ะ พอได้ยินเสียงก็หันมามองทันที
“คุณหนูจิน” กรีนลีฟรีบวิ่งเข้ามาหา แต่ครั้งนี้เขาระงับตัวเองไม่ให้พุ่งเข้ามากอด และหยุดอยู่ห่างจากเธอสองก้าวพร้อมสำรวจเธออย่างละเอียด “คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
“ไม่ต้องห่วง ฉันสบายดีมากค่ะ” ลู่จินกู้พูดพร้อมกับกระโดดสองสามครั้งเพื่อยืนยันสภาพร่างกายที่แข็งแรงของเธอ
ท่าทางน่ารักนี้ทำให้ความกังวลของกรีนลีฟหายไปบางส่วน เขายิ้มออกมาเล็กน้อย
กู้ตั๋วที่ก่อนหน้านี้ยังดูหวงเธอมาก ตอนนี้กลับทำเป็นไม่สนใจการโต้ตอบระหว่างลู่จินกู้และกรีนลีฟ เขาเดินไปที่โต๊ะประชุมและเริ่มสำรวจเปลือกหอยยักษ์ สักพักก็พูดขึ้นว่า “ดูเหมือนครั้งนี้จะได้พบเจอสิ่งแปลกใหม่มากมายสินะ”
“ใช่แล้ว… นี่เป็นการผจญภัยที่ไม่คาดคิดจริง ๆ” ลู่จินกู้ตอบพร้อมกับเดินไปที่เปลือกหอยยักษ์ ทว่าพอกำลังจะพูดต่อ เธอก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้และรู้สึกอึดอัดใจ จึงหันไปมองกู้ตั๋วด้วยความลำบากใจ
กู้ตั๋วเลิกคิ้วด้วยความสงสัย
ลู่จินกู้จึงเอ่ยออกมาอย่างไม่แน่ใจนัก “เอ่อ…คือว่า…ช่วยออกไปก่อนสักครู่ได้ไหมคะ?”
สีหน้าของกู้ตั๋วพลันครึ้มลงทันที
เธอรู้ดีว่าการขอแบบนี้อาจจะดูไม่เหมาะสม เพราะเขาอุตส่าห์ทำงานอย่างหนักเพื่อช่วยเหลือเธอ
แต่ลู่จินกู้ไม่มีทางเลือก เพราะเรื่องที่เธอกำลังจะพูดเกี่ยวข้องกับเผ่าเอลฟ์และเผ่าเงือก แม้ว่าเผ่าเงือกจะยังคงมีอยู่ในสหพันธ์ แต่เผ่าเอลฟ์… เธอไม่แน่ใจว่าพวกเขาตั้งใจที่จะหลบซ่อนตัวต่อไปหรือไม่ และเธอไม่สามารถตัดสินใจแทนพวกเขาได้โดยไม่ถามความเห็นของพวกเขาก่อน
การที่ต้องขอให้กู้ตั๋วออกไปจากห้องประชุมบนพื้นที่ของเขาเองนั้นย่อมเป็นเรื่องที่ยากจะยอมรับได้ เขาจ้องมองเธอนิ่ง ๆ อย่างไม่พอใจอยู่พักใหญ่
ลู่จินกู้ได้แต่กัดฟันทนรับสายตานั้น แม้จะรู้สึกไม่สบายใจ แต่เธอไม่รู้จะทำอย่างไร เธอหันไปมองกรีนลีฟและฟาแลน เจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเผ่าเอลฟ์ หากพวกเขาเห็นด้วย บางที…
แต่ก่อนที่พวกเขาจะทันได้พูดอะไร กู้ตั๋วก็หันหลังเดินออกจากห้องไปโดยไม่พูดอะไรเลย
“เดี๋ยวค่ะ…”
แต่กู้ตั๋วก็หายตัวออกไปจากห้องประชุมอย่างรวดเร็ว
…คงจะถูกโกรธแล้วสินะ
เธอเกาหัวด้วยความรู้สึกวุ่นวายใจ คิดว่าคงต้องใช้ความพยายามไม่น้อยในการง้อเขาทีหลัง
แต่ตอนนี้เธอต้องจัดการเรื่องสำคัญกับเอลฟ์ก่อน เพราะเซนาอินเคยบอกไว้ว่า สิ่งของที่อยู่ในเปลือกหอยยักษ์อาจสูญเสียพลังชีวิตไปอย่างรวดเร็วเมื่อออกมาจากช่วงเวลาที่ถูกหยุดไว้ นั่นหมายความว่าตอนนี้พวกเขากำลังแข่งกับเวลา
เธอมองเปลือกหอยยักษ์อีกครั้งด้วยความกังวล เห็นว่ามันดูเก่าและโทรมลงเล็กน้อย…หรือว่าอิทธิพลของเวลาเริ่มส่งผลแล้ว?
เธอรู้สึกกระวนกระวายใจมากขึ้น จึงหันกลับไปที่โต๊ะประชุมอย่างรวดเร็วและพูดขึ้นว่า “สิ่งที่ฉันจะพูดต่อไปนี้เกี่ยวข้องกับอนาคตของสองเผ่าพันธุ์”
สีหน้ากรีนลีฟและฟาแลนเคร่งขรึมขึ้นมาทันที
ลู่จินกู้เริ่มเล่าเรื่องราวตั้งแต่ที่เธอถูกดึงเข้าไปในช่วงเวลานั้น และเล่าประสบการณ์ทั้งหมดที่เธอได้เจอในช่วงเวลานั้น
เซินโจวที่อยู่ข้าง ๆ ก็ช่วยเสริมข้อมูลบางอย่าง เขาอยู่ในช่วงเวลานั้นนานกว่าเธอ และเห็นสิ่งต่าง ๆ มามากกว่า
เมื่อเอลฟ์ทั้งสองได้ยินว่าเธอได้พบกับแอชเชอร์ พวกเขาต่างก็ตื่นเต้นมาก
ทว่าพอได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับการหายไปของดินแดนบรรพบุรุษของพวกเขา ทั้งคู่ก็เริ่มรู้สึกเศร้า และเมื่อรู้ว่าแอชเชอร์และเซนาอินซึ่งเป็นสองผู้แข็งแกร่งของเผ่าเอลฟ์ก็ได้หายไปพร้อมกับช่วงเวลาที่หยุดนิ่ง สองพี่น้องก็เผยสีหน้าเจ็บปวดออกมาอย่างชัดเจน
ลู่จินกู้เข้าใจความรู้สึกของคนทั้งคู่ แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะจมอยู่กับอดีต เพราะเธอเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในตัวของเซินโจว
เขาเคยมีลักษณะของชายวัยกลางคนที่ดูดี ผมสีดำและใบหน้าไร้ริ้วรอย แต่ตอนนี้กลับมีผมหงอกโผล่มาและมีรอยย่นเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นที่หางตาอย่างเห็นได้ชัด
นี่เป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าหลังจากพวกเขาออกมาจากช่วงเวลานั้น เวลาที่ถูกหยุดนิ่งกำลังกลับมาด้วยความเร็วที่น่าตกใจ
ลู่จินกู้จึงเร่งพูดต่อ “ตอนนี้เมล็ดพันธุ์ต้นไม้แห่งชีวิต ไข่ของเผ่าเงือก และวัตถุศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์ที่อาจสูญพันธุ์ไปแล้วทั้งหมดถูกเก็บรักษาไว้ในเปลือกหอยยักษ์นี้ แต่ถ้าเราชักช้าไปกว่านี้ พวกมันอาจสูญเสียพลังชีวิต ดังนั้นพวกคุณต้องตัดสินใจเดี๋ยวนี้”
กรีนลีฟและฟาแลนต่างเข้าใจความหมายของการตัดสินใจนี้อย่างชัดเจนโดยไม่ต้องให้ลู่จินกู้อธิบายเพิ่ม หากเอลฟ์ยังคงต้องการหลบซ่อนตัวอยู่ พวกเขาก็จะต้องกลับไปยังดินแดนเอลฟ์เดิม เมื่อช่องทางเปิดขึ้นอีกครั้ง และเมื่อพวกเขาปลูกเมล็ดพันธุ์ใหม่ ต้นไม้แห่งชีวิตเดิมจะเหี่ยวเฉา และในขณะนั้นพวกเขาจะต้องปลูกต้นไม้ใหญ่แห่งพาราไดซ์เข้าไปแทน
สถานที่นั้นจะกลายเป็นสวรรค์ที่แท้จริง และที่นั่นจะกลายเป็นเพียง ‘ตำนาน’ ตลอดไป
ฟาแลนมีปฏิกิริยาแรกว่าจะ ‘กลับไป’ เพราะความคิดที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เกิด แต่เธอก็หยุดตัวเองไว้ก่อนที่จะพูดออกมา
เธอหันไปมองน้องชาย ก่อนหน้านี้เธอยังมองกรีนลีฟเป็นเด็กที่ยังไร้เดียงสาอยู่ ทว่าตั้งแต่ที่ลู่จินกู้หายตัวไป กรีนลีฟแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำในการจัดการสถานการณ์ได้โดยไม่ตื่นตระหนก และยังไม่ลืมที่จะรักษาเอกลักษณ์ของพวกเขาในระหว่างการปลอมตัว สิ่งเหล่านี้ทำให้ฟาแลนตระหนักว่า น้องชายของเธอไม่ได้เป็นเด็กเอาแต่ใจอีกต่อไป
กลับเป็นตัวเธอเองที่ยังขาดความรู้และประสบการณ์ เพราะเธออยู่แต่ในดินแดนเอลฟ์ที่แยกตัวออกจากโลกมานาน
เธอจึงหันไปมองกรีนลีฟโดยไม่รู้ตัว และก็เห็นว่าน้องชายของเธอกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก ดูเหมือนว่ายามนี้เขากำลังเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบาก
บทที่ 236 การตัดสินใจของเอลฟ์
ลู่จินกู้รู้ว่าเวลานั้นเร่งด่วน แต่เธอก็เข้าใจดีว่าการตัดสินใจของกรีนลีฟและฟาแลนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย คงเป็นไปไม่ได้ที่จะคาดหวังให้พวกเขาตัดสินใจได้ในทันที เธอจึงคิดทบทวนครู่หนึ่ง ก่อนจะบอกลาเซินโจวที่กำลังจดบันทึกทุกสิ่งที่ได้ประสบไว้ โดยตั้งใจจะเพิ่มข้อมูลเหล่านั้นลงในบันทึกประวัติของตระกูลเซิน จากนั้นจึงออกจากห้องประชุมไป
และเป็นอย่างที่คาดไว้ ยามนี้กู้ตั๋วยังไม่ได้ไปไหน แต่ยืนอยู่ตรงหน้าต่างยาน มองออกไปด้วยท่าทางครุ่นคิด
เพิ่งจะไล่เขาออกไปแท้ ๆ ตอนนี้ลู่จินกู้ก็อดรู้สึกผิดขึ้นมาไม่ได้ เธอลังเลเล็กน้อยก่อนจะค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้เขา
“ประชุมลับเสร็จแล้ว?” เขาหันมาพูดขึ้นเมื่อรับรู้ว่าเธอเดินเข้ามาใกล้ น้ำเสียงมีแววล้อเลียนเล็ก ๆ จนเดาไม่ออกว่าเขายังโกรธอยู่หรือไม่
ลู่จินกู้รู้สึกกระอักกระอ่วนและรีบอธิบายว่า “เพราะเรื่องนี้เกี่ยวกับความลับของบ้านเกิดกรีนลีฟและฟาแลน โดยที่ฉันยังไม่ได้รับอนุญาตจากพวกเขาก็เลยเปิดเผยไม่ได้ และตอนนี้ยิ่งมีเวลาจำกัด ฉันเลยทำเกินไปหน่อย… ถ้าคุณโกรธก็จะด่าฉันสักสองสามคำก็ได้นะคะ”
เธอยืนตรงหน้ากู้ตั๋วอย่างว่าง่าย พร้อมรับฟังคำต่อว่าโดยไม่คิดจะตอบโต้ แม้จะก้มหน้า แต่ก็รู้สึกได้ถึงสายตาคมกริบที่มองมา เธอพยายามควบคุมตัวเองไว้ คิดว่าไม่ว่าเขาจะพูดอะไรเธอก็จะไม่โต้กลับ
หลังจากความเงียบที่ยาวนาน ก็ได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นก็เห็นกู้ตั๋วมองมาด้วยสีหน้าราบเรียบ “ฉันก็แค่หุ้นส่วนคนหนึ่งของเธอเท่านั้นเอง เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงาน เธอไม่จำเป็นต้องบอกฉันทุกเรื่องหรอก”
แม้ว่าคำพูดนั้นจะฟังดูสมเหตุสมผล แต่ก็ไม่รู้ทำไม มันกลับทำให้ลู่จินกู้รู้สึกไม่สบายใจนัก สีหน้าของเธอจึงเริ่มไม่เป็นธรรมชาติขึ้นมาทันที “พวกเราไม่ได้เป็นแค่หุ้นส่วน… เรายังเป็น เพื่อนกันด้วย”
กู้ตั๋วไม่ได้ตอบกลับในทันที ทำให้ลู่จินกู้รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย เธอเผลอกัดริมฝีปากและเริ่มสงสัยว่ามิตรภาพนี้อาจเป็นเพียงความรู้สึกของเธอเพียงฝ่ายเดียว
ขณะที่เธอกำลังจะหันตัวหนีจากความอึดอัดนั้น กู้ตั๋วก็พูดขึ้นมา “มิตรภาพไม่จำเป็นต้องเปิดเผยทุกอย่างเสมอไป ฉันไม่ได้โกรธหรอก เรื่องนี้เธอไม่ต้องเก็บมาคิดมาก”
“เฮ้อ ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วค่ะ” ลู่จินกู้โล่งใจ ยิ้มออกมา “ฉันก็รู้ว่าคุณไม่ใช่คนใจแคบแบบนั้น”
เธอกำลังจะพูดต่อ แต่ประตูห้องประชุมกลับเปิดออก กรีนลีฟโผล่ศีรษะออกมาและพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “คุณหนูจิน พวกเราตัดสินใจได้แล้ว”
ยังไม่ทันที่เธอจะตอบ กู้ตั๋วก็พูดขึ้นก่อน “เธอไปทำธุระเถอะ ฉันเองก็มีเรื่องต้องจัดการเหมือนกัน”
“ได้ค่ะ งั้นเดี๋ยวค่อยคุยกัน” ลู่จินกู้โบกมือให้เขาแล้วรีบวิ่งกลับไปที่ห้องประชุมอย่างไม่รู้สึกผิดปกติอะไร
เธอเร่งรีบเพราะต้องไปหารือเรื่องต้นไม้แห่งชีวิต แต่ไม่ทันได้สังเกตเห็นสีหน้าที่ซับซ้อนของกู้ตั๋ว
เขามองเธอเดินเข้าห้องประชุมไปจนประตูปิดลง แต่สายตายังคงจ้องมองอยู่อย่างยากจะละสายตาได้
สายตานั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความรักและความผูกพัน แต่ลึก ๆ กลับแฝงด้วยความเจ็บปวดอย่างท่วมท้น
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ เขาพลันหันหน้าหนีอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าต้องใช้การเคลื่อนไหวอันรวดเร็วนี้เพื่อดึงตัวเองออกจากการจ้องมองประตูที่เธอหายลับเข้าไป
ลู่จินกู้ไม่รู้ถึงสถานการณ์ภายนอกในขณะนี้ ตอนนี้เธอกำลังถามเอลฟ์ทั้งสองว่า “พวกคุณตัดสินใจเรียบร้อยแล้วใช่ไหม?”
กรีนลีฟตอบด้วยท่าทางหนักแน่น “ครับ คุณหนูจิน ผมตัดสินใจแล้วว่าจะพาพวกเขาออกมา”
“คิดดีแล้วเหรอคะ?” ลู่จินกู้ถามย้ำ แม้จะไม่แปลกใจนักแต่ยังคงต้องการความมั่นใจ “เมื่อเปิดเผยตัวตนแล้ว เผ่าเอลฟ์คงยากที่จะกลับไปใช้ชีวิตโดดเดี่ยวหลบซ่อนเหมือนเดิมได้”
ทั้งคู่มองหน้ากัน ฟาแลนจึงพูดขึ้นว่า “เราคิดดีแล้ว”
เธอถอนหายใจยาว ราวกับว่าความลังเลสุดท้ายได้ถูกปล่อยไป ก่อนจะย้ำอีกครั้งว่า “คิดดีแล้ว”
จากนั้น กรีนลีฟก็ได้อธิบายถึงเหตุผลในการตัดสินใจ “ดินแดนเดิมนั้นปกป้องพวกเราได้ก็จริง แต่ก็จำกัดการเติบโตของเราด้วย อีกทั้งโลกภายนอกก็เปลี่ยนแปลงไปทุกวัน บางทีนี่อาจจะเป็นโอกาสให้เราได้ไล่ตามสิ่งที่พลาดไป อีกอย่าง…”
เขายิ้มเล็กน้อย “ตอนนี้ธรรมชาติกำลังกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง ในฐานะลูกหลานของธรรมชาติ เผ่าของเราคงไม่อาจละเลยช่วงเวลาอันสำคัญนี้ได้”
ลู่จินกู้เห็นว่าพวกเขาตัดสินใจชัดเจนแล้ว จึงไม่ถามอะไรเพิ่ม นอกจากแผนการของพวกเขา
กรีนลีฟที่เตรียมการมาดีตอบทันทีว่า “ผมตั้งใจจะทำการแลกเปลี่ยนกับคุณหนูจิน เผ่าของเรามีอัญมณีจำนวนมากและยินดีใช้สิ่งนี้เพื่อขอให้คุณช่วยเป็นตัวแทนในการซื้อดาวเคราะห์ให้พวกเรา”
ลู่จินกู้เคยคิดถึงทางเลือกนี้เช่นกัน การซื้อดาวเคราะห์เฉพาะสำหรับเผ่าเอลฟ์จะช่วยให้พวกเขามีเวลาในการปรับตัวเข้าสู่โลกภายนอก
เธอจึงตอบตกลง “ได้ค่ะ แต่ยิ่งเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ในศูนย์กลางของสหพันธ์ ราคาก็ยิ่งสูง และเจ้าของเดิมก็อาจไม่ต้องการขายไป แต่ถ้าพูดถึงความปลอดภัยและความสะดวกสบาย ดาวเคราะห์ในศูนย์กลางย่อมดีกว่าบริเวณขอบสหพันธ์มาก ถ้าพวกคุณต้องการดาวเคราะห์แบบนั้น คงไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ในเวลาอันสั้น”
เธอพิจารณาว่า แม้ว่าในอนาคตศูนย์พาราไดซ์อาจช่วยแก้ปัญหามลพิษในจักรวาลได้ แต่ในปัจจุบัน การอาศัยอยู่ในบริเวณขอบของสหพันธ์นั้นยังคงอันตรายมาก
กรีนลีฟเอ่ยด้วยท่าทีหนักแน่น “คุณหนูจิน ผมมีเรื่องหนึ่งที่อยากขอร้อง”
ลู่จินกู้รู้สึกได้ถึงความจริงจังของเขา จึงตอบกลับทันทีว่า “ว่ามาเลยค่ะ ถ้าฉันทำได้ ฉันจะพยายามเต็มที่”
กรีนลีฟมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวัง “ผมหวังว่าเผ่าของเราจะได้ตั้งบ้านใหม่ใกล้กับที่ที่คุณอยู่”
ลู่จินกู้รู้สึกตกใจเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ เข้าใจได้ว่ากรีนลีฟหมายถึงบริเวณใกล้เคียงกับดาวหมายเลข 7133 ที่เธอพักอาศัยอยู่ เนื่องจากเขาเคยอาศัยอยู่ที่นั่นในฐานะหนึ่งในสมาชิกของกองกำลังพาราไดซ์
เธอไม่ได้ตอบรับในทันที เพราะที่ผ่านมาเธอปกปิดศูนย์พาราไดซ์หลักเป็นอย่างดี เพื่อให้เป็นที่หลบภัยยามจำเป็น แต่การที่เผ่าเอลฟ์จะเปิดเผยตัวต่อสาธารณะนั้นย่อมเป็นเรื่องใหญ่ และถ้าพวกเขาไปตั้งรกรากอยู่ใกล้กับดาว 7133 เรื่องการเปิดเผยที่ตั้งของศูนย์พาราไดซ์คงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
กรีนลีฟที่เข้าใจถึงสถานะพิเศษของศูนย์พาราไดซ์ก็ไม่ได้เร่งเร้าเธอ เขารอคำตอบเงียบ ๆ แต่ในแววตาของเอลฟ์ทั้งสองก็ยังแฝงด้วยความหวังอย่างลึกซึ้ง
เธอจึงรู้สึกเกรงใจเกินกว่าจะปฏิเสธ
กรีนลีฟเอ่ยสาบานขึ้นมาว่า “ผมขอสาบานต่อต้นไม้แห่งชีวิต ว่าจะไม่เปิดเผยที่ตั้งของศูนย์พาราไดซ์เพียงเพราะการมีอยู่ของเผ่าเอลฟ์”
เมื่อเห็นความจริงจังนี้ ลู่จินกู้จึงยอมรับข้อเสนอ และเริ่มวางแผนค้นหาดาวเคราะห์ที่เหมาะสมใกล้เคียงกับดาว 7133 เพื่อตั้งถิ่นฐานให้เอลฟ์
เธอพบว่าการค้นหานั้นไม่ยากนัก เนื่องจากข้อมูลดาวเคราะห์เกือบทั้งหมดในสหพันธ์สามารถตรวจสอบได้บนเครือข่ายดาวเคราะห์ และบริเวณรอบดาวเคราะห์ที่ห่างไกลเช่นนี้ มักจะไม่ถูกครอบครองโดยตระกูลชั้นสูง จึงไม่มีการปกปิดข้อมูลไว้
แต่ขณะที่เธอกำลังค้นหา กลับสะดุดเข้ากับข้อมูลของดาวเคราะห์บางดวงที่อยู่ใกล้เคียง “เอ๊ะ…กลายเป็นว่าดาวเคราะห์เหล่านี้เป็นของพวกเขางั้นเหรอ…”