เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 238 จงใจหลบหน้าเธอ
บทที่ 238 จงใจหลบหน้าเธอ
ยังไม่ทันที่ตงเซิงจะตอบกลับ ลู่จินกู้ก็ปิดการสื่อสารแล้วหันไปถามเซินโจวว่าเกิดอะไรขึ้น
เห็นเพียงชายวัยกลางคนที่ดูทรุดโทรมลงไปมากมองมาที่เธอพร้อมหยีตาด้วยรอยยิ้ม “เมื่อกี้คุณดูท่าทางทรงพลังมากเลยนะ”
“จริงเหรอคะ?” เธอหัวเราะเบา ๆ “คงเป็นเพราะอีกฝ่ายรู้สึกผิดอยู่แล้วมั้งคะ”
“จะรู้สึกผิดก็ต้องมีคนทำให้กลัวถึงจะยอมละอายนะ” เซินโจวยิ้มยักไหล่ “เมื่อกี้ท่าทางคุณเหมือนกู้ตั๋วไม่มีผิดเลย”
เธอชะงัก “อะไรนะคะ?”
“ถึงผมจะถูกกักตัวมาตั้งนาน แต่ผมก็ดูแลกู้ตั๋วจนเติบใหญ่มาเหมือนกัน” อีกฝ่ายกล่าวอย่างท่าทีภูมิใจ “จำได้ว่าตอนเขาอายุประมาณสิบสองสิบสามปี เจอขโมยที่ไม่ยอมรับผิด ท่าทางเขาตอนนั้นก็คล้ายกับคุณตอนนี้ ทำให้ขโมยคนนั้นกลัวจนยอมรับสารภาพเลยแหละ”
ลู่จินกู้ถึงกับกลั้นหัวเราะไม่อยู่ คิดในใจว่าอายุตนเองสองชาตินับรวมกันก็ราว ๆ สี่สิบห้าสิบปีแล้ว แต่ท่าทางกลับเหมือนเด็กชายวัยสิบสองของกู้ตั๋ว แบบนี้จะถือว่าเป็นคำชมดีไหม?
แต่แน่นอนว่าเซินโจวไม่ได้มาหาเธอเพียงเพื่อเล่าเรื่องนี้ ตอนนี้เขาดูตื่นเต้นมาก
ที่แท้เขาได้ยืมอุปกรณ์สื่อสารจากคนดูแลยานเพื่อเชื่อมต่อกับเซินโหย่วชิงแล้ว
เมื่อได้รู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่ สองพี่น้องตระกูลเซินก็ดีใจอย่างล้นหลาม และได้ตกลงกันว่าจะพาเซินนั่วผู้เป็นลูกชายของเซินโจวไปพบเขาทันที
เซินโจวเองก็แทบรอไม่ไหว แต่ก็ยังห่วงเรื่องของเผ่าเอลฟ์
ในโลกนี้ ตอนนี้มีเพียงเขา ลู่จินกู้ และกรีนลีฟกับฟาแลนเท่านั้นที่รู้ว่าเผ่าลึกลับกำลังจะกลับมาสู่สหพันธ์
เขาจึงมาถามลู่จินกู้ว่าจะสามารถไปรวมญาติกับครอบครัวได้ก่อนหรือไม่ จากนั้นค่อยมาร่วมเป็นสักขีพยานในการกลับมาของเผ่าเอลฟ์
ความมุ่งมั่นเช่นนี้ทำให้เธอรู้สึกอ่อนใจเล็กน้อย เธอปลอบใจเขาว่า “ยังไงก็ต้องใช้เวลาอีกหลายวันค่ะ คุณไม่ต้องรีบขนาดนั้นหรอก”
ในขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่ ทหารคนหนึ่งที่กู้ตั๋วส่งมาคุมยานก็มาหาพวกเขา
เซินโจวยิ้มให้ชายหนุ่มแล้วเอ่ยขอบคุณ “ขอบคุณสำหรับเมื่อกี้นะครับ”
ที่แท้เขาก็คือคนที่ให้ยืมอุปกรณ์สื่อสาร
ทหารคนนั้นโบกมืออย่างไม่ถือสาและยื่นอุปกรณ์สื่อสารคืนให้พวกเขา
ทั้งสองสังเกตเห็นว่าไฟสัญญาณการสื่อสารยังคงติดอยู่ พอเปิดจอก็เห็นใบหน้าที่เป็นกังวลของเซินไห่เฉิงปรากฏขึ้น
“เอ่อ…คุณหนูจินอยู่ด้วยเหรอคะ? ดีเลย ฉันกำลังอยากจะคุยกับคุณเหมือนกัน”
ฟังจากน้ำเสียงเร่งรีบของเธอ ทั้งสองจึงรีบถามว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
“เสี่ยวนั่วหายตัวไปค่ะ!”
คำพูดนั้นราวกับสร้างคลื่นซัดกระทบใจอย่างรุนแรง เซินโจวถึงกับชะงักไปด้วยความตกใจ
ลู่จินกู้ใช้เวลานึกอยู่ไม่นานก็จำได้ว่า ‘เสี่ยวนั่ว’ คือใคร
เธอจำได้ว่าเขา…
“เขาอาศัยอยู่ที่เขตพาราไดซ์หนึ่งใช่ไหมคะ?”
“ใช่แล้ว” เซินไห่เฉิงพูดต่อด้วยน้ำเสียงกังวล “นี่แหละเหตุผลที่ฉันต้องการคุยกับคุณ เสี่ยวนั่วหายตัวไปในเขตพาราไดซ์หนึ่ง แถมยังหายไปพร้อมกับอิซาเบลล่าอีกด้วย”
ลู่จินกู้ขมวดคิ้วทันที
เขตพาราไดซ์หนึ่ง ตอนนี้เปิดให้เข้าถึงได้มากขึ้น ทำให้ความปลอดภัยอาจไม่แน่นหนาเท่าเดิม แต่ด้วยกองทัพที่สองของพาราไดซ์ยังประจำการอยู่ รวมถึงเหตุการณ์ของกองทัพที่สามที่เพิ่งเกิดขึ้น ไม่น่าจะมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นได้
ใครจะไปคิดว่าเมื่อเกิดเรื่องขึ้น กลับกลายเป็นคดีการหายตัวของคนถึงสองคน
เธอรีบตอบทันที “ฉันจะติดต่อไปยังเขตพาราไดซ์หนึ่งเพื่อยืนยันสถานการณ์ แล้วจะเดินทางไปพร้อมกับคุณเซินโจวทันที เราค่อยเจอกันที่นั่นค่ะ”
“ได้ค่ะ” เซินไห่เฉิงตอบก่อนที่สายจะตัดไป
เซินโจวเดินวนไปมาด้วยความกังวลจนลู่จินกู้รู้สึกเศร้าใจแทนเขา ชายคนนี้ถูกกักขังอยู่ในช่วงเวลานานหลายปี พอจะได้มีโอกาสกลับมาอยู่พร้อมหน้าครอบครัว ลูกชายเพียงคนเดียวกลับหายตัวไปเสียได้ ช่างโชคร้ายจริง ๆ
เธอจึงรีบไปหากู้ตั๋วและแจ้งให้เขาทราบเรื่องการหายตัวไปของอิซาเบลล่ากับเซินนั่ว
กู้ตั๋วตอบสนองรวดเร็ว “จะเร่งความเร็วพาพวกคุณไปถึงดาวพาราไดซ์หมายเลขสามโดยเร็วที่สุด”
เพราะเมื่อไปถึงแล้ว พวกเขาสามารถใช้สถานีขนส่งวาร์ปเดินทางไปยังเขตพาราไดซ์หนึ่งได้อย่างรวดเร็วที่สุด
ลู่จินกู้พยักหน้า คุ้นเคยกับการปรึกษากับเขาทุกเรื่อง
เธอถามขึ้นว่า “การที่คนสองคนหายตัวไปพร้อมกัน คุณคิดว่าอีกฝ่ายมุ่งเป้าไปที่ตระกูลเซินมากกว่าหรือที่อิซาเบลล่ามากกว่ากันคะ?”
ขณะที่เธอมองเขาเพื่อรอฟังคำตอบ กู้ตั๋วกลับหันหลังให้เธอราวกับจงใจหลบหน้า
ลู่จินกู้รู้สึกแปลกใจ แต่ยังไม่ทันคิดอะไร กู้ตั๋วก็พูดขึ้น “การมุ่งเป้าไปที่ตระกูลเซินนั้นมีโอกาสน้อยกว่า”
คำพูดของเขาดึงความคิดเธอกลับมา เธอรีบถามต่อ “ทำไมล่ะคะ?”
“ฉันรู้จักเสี่ยวนั่ว เขายังเป็นนักศึกษา เป็นเพียงหนุ่มน้อยคนหนึ่งในตระกูลเซิน ไม่ได้มีอำนาจหรือเป็นคนที่มีศักยภาพใด ๆ พลังจิตของเขาก็ระดับปานกลาง และยังไม่ได้ปลุกทักษะพิเศษ”
ลู่จินกู้พยักหน้าเข้าใจ หากมีใครคิดจะเล่นงานตระกูลเซิน ก็คงไม่เลือกลงมือที่เซินนั่ว
แม้ว่าตระกูลเซินจะไม่เคยดูแคลนเซินนั่วเพียงเพราะเขาไม่เก่งกาจ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาไม่ได้มีอิทธิพลพอที่จะเป็นภัยต่อใครในตระกูล
ตระกูลเซินจะพยายามช่วยเขาแน่นอน แต่คงไม่ถึงกับทำให้ตระกูลต้องสูญเสียครั้งใหญ่เพื่อปกป้องเขา
นี่เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง
ลู่จินกู้พยักหน้าเบา ๆ พึมพำกับตัวเองว่า “ถ้าอย่างนั้นน่าจะเป็นเพราะอิซาเบลล่ามากกว่า เซินนั่วเป็นแฟนพันธุ์แท้ของเธอ และทั้งสองก็เพิ่งสนิทกัน บางทีเขาอาจจะบังเอิญเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝันเข้ากับอิซาเบลล่า แล้วพยายามช่วยจนถูกพาตัวไปด้วย”
เธอคิดทบทวนแล้วยิ่งรู้สึกว่าสมเหตุสมผลมากขึ้น เลยเผลอเดินเข้าไปใกล้กู้ตั๋วแล้วเอียงศีรษะถามเขาว่า “กู้ตั๋ว คุณรู้ไหมว่ามีใครบ้างที่ไม่ชอบอิซาเบลล่ามากพอจะถึงขั้นทำผิดกฎหมายเพื่อให้ได้ตัวเธอไป?”
กู้ตั๋วยังคงมองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่ได้หันมามองเธอเหมือนเคย
ลู่จินกู้รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย และครั้งนี้เธอเริ่มสังเกตเห็นว่าเขาเหมือนกำลังหลบเลี่ยงการสบตาเธอ
เมื่อความสงสัยผุดขึ้น เธอก็เริ่มสังเกตรายละเอียดอื่น ๆ มากขึ้น กู้ตั๋วเอนตัวเล็กน้อยไปด้านนอก มือสองข้างล้วงกระเป๋า… ท่าทางเหล่านี้บอกบางอย่างได้ชัดเจน
เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วจู่ ๆ ก็ยื่นมือออกไป
กู้ตั๋วขยับออกด้านข้างราวกับตั้งใจเลี่ยงสัมผัสของเธอไปอย่างพอดิบพอดี แต่ก็ยังยอมเหลือบมองเธอชั่วครู่ ก่อนจะรีบเบือนสายตากลับไปแล้วถามเสียงเรียบว่า “มีอะไรหรือเปล่า?”
ลู่จินกู้ชักมือกลับมาราวกับไม่รู้สึกอะไร แล้วตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “คงตาฝาดค่ะ คิดว่าเห็นคราบอะไรบนแขนเสื้อคุณ”
แต่ในใจของเธอกลับเกิดความไม่พอใจขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
เขากำลังหลบเธอจริง ๆ
ทำไมกันนะ?
เธอนึกถึงครั้งก่อนที่พวกเขาพบกัน ความรู้สึกที่กู้ตั๋วพยายามปกปิด อ้อมกอดที่แน่นหนา เสียงหัวใจเต้นดังก้อง… แค่เพียงไม่นาน เขาก็กลับมาเริ่มหลบหน้าเธออย่างเห็นได้ชัด หรือว่าเขาเริ่มรู้สึกว่าครั้งก่อนอาจจะแสดงออกมากเกินไป แล้วกลัวว่าเธอจะเข้าใจผิดจนเกิดปัญหา?
เธอครุ่นคิดวนเวียนมากมาย ก่อนจะรู้ตัวว่าตนเองกำลังคิดไปไกล เธอจึงสูดลมหายใจลึกเพื่อสงบอารมณ์ พยายามบอกตัวเองว่า ไม่เป็นไร ต่างฝ่ายต่างก็มีช่องว่างส่วนตัว รักษาระยะห่างไว้ก็ดีแล้ว
แต่ยิ่งบอกตัวเองเท่าไหร่ก็ยิ่งหงุดหงิดมากขึ้น!
ตอนนั้นเอง กู้ตั๋วก็ตอบคำถามของเธออย่างใจเย็นว่า “ในหมู่ชนชั้นสูงมีคนไม่น้อยที่ชื่นชอบอิซาเบลล่า แต่จะถึงขั้นที่เธอว่าไว้หรือเปล่า ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”
ใช่แล้ว จริงอยู่ที่หากใครมีความคิดมืดดำเช่นนั้น ก็คงไม่มีใครกล้าเปิดเผยให้คนอื่นรู้
ลู่จินกู้พยักหน้า แต่สุดท้ายก็กลั้นอารมณ์ไว้ไม่ไหวจึงตอบสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ค่ะ”
เธอนิ่งไปชั่วครู่แล้วเอ่ยห้วน ๆ “ฉันไปก่อนนะคะ”
แม้เธอจะแสดงอารมณ์ออกมาชัดเจนเพียงใด กู้ตั๋วกลับเพียงพยักหน้าและตอบสั้น ๆ ว่า “อืม” ราวกับไม่ได้รับรู้อะไรเลย
เธอเผลอจ้องเขาด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปทันที