เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 240 บุคคลผู้ต้องสงสัย
บทที่ 240 บุคคลผู้ต้องสงสัย
หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น อิซาเบลล่าก็เริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงด้านพลังจิตของตนเอง จึงแอบซื้อเครื่องวัดพลังจิตส่วนตัวมาตรวจสอบอย่างเงียบ ๆ
แต่เดิมพลังจิตของเธออยู่ในระดับ B ปานกลาง ทว่าผลการทดสอบครั้งนี้กลับแสดงให้เห็นว่าเธอขยับไปสู่ระดับ A อย่างชัดเจน
ไม่ใช่แค่ขอบเขตที่แตะระดับ A แบบพอข้ามผ่านไปได้เท่านั้น แต่เป็นระดับ A อย่างแท้จริง ทำให้ทั้งอิซาเบลล่าและฮัวหลานต่างตกตะลึง
ต้องเข้าใจว่าตามกฎของสหพันธ์ พลังจิตนั้นไม่สามารถพัฒนาเพิ่มเติมได้ภายหลัง แต่สถานการณ์นี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไรกันแน่?
หลังจากนั้นฮัวหลานก็แอบวัดระดับของตนเองด้วยเช่นกัน และพบว่าพลังจิตระดับ C ของเธอขยับขึ้นถึงจุดสูงสุดของระดับ C จนใกล้จะก้าวเข้าสู่ระดับ B
ทั้งคู่ต่างไม่เข้าใจว่าทำไมสิ่งมหัศจรรย์เช่นนี้ถึงได้เกิดขึ้นกับพวกเธอ จนกระทั่งเซินนั่วนำอาหารสูตรใหม่ที่เขาพัฒนามาให้พวกเธอได้ลองชิม
อิซาเบลล่าพิจารณาอย่างละเอียดและคิดขึ้นได้ว่าประสบการณ์แปลกใหม่ในชีวิตของเธอและฮัวหลานก็คือการได้ใกล้ชิดและกินอาหารของเซินนั่ว
ฮัวหลานเป็นผู้จัดการของอิซาเบลล่า แต่แท้จริงแล้วสนิทสนมกันเหมือนพี่น้อง จึงมักจะร่วมทานอาหารด้วยกันเสมอเมื่อมีโอกาส
ดังนั้น อาหารที่เซินนั่วทำ ฮัวหลานก็ได้ทานไปมากเช่นกัน
ทั้งคู่คิดไปคิดมาก็เริ่มเชื่อว่าเรื่องนี้อาจมีความเป็นไปได้ อิซาเบลล่าจึงเชิญเซินนั่วให้ลองตรวจสอบระดับพลังจิตของตนเองด้วย
ทว่าเซินนั่วกลับบอกว่าตนเองได้แอบทดสอบไปแล้ว พบว่าพลังจิตของเขาเคยอยู่ที่ระดับ A แต่ตอนนี้ขยับขึ้นเป็น A+ และหากก้าวอีกเพียงขั้นเดียวก็จะถึงระดับ S
คนหนึ่งอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญ สองคนก็อาจจะเป็นเหตุสุดวิสัย แต่หากทั้งสามคนเป็นเช่นนี้ จะมีข้อสันนิษฐานอะไรอีกเล่า?
เมื่อฟังเรื่องทั้งหมด ลู่จินกู้และคนของตระกูลเซินต่างก็ตกใจไม่ต่างกัน เซินไห่เฉิงครุ่นคิดและพูดขึ้นว่า “เสี่ยวนั่วบอกว่าจะมีเซอร์ไพรส์ให้เรา หรือว่าเรื่องนี้คือตั้งใจจะเป็นของขวัญให้ตระกูลเรา?”
“ต้องใช่แน่ ๆ!” เซินโจวกล่าวพร้อมกับถูมือด้วยความตื่นเต้น “ฉันเข้าใจลูกชายตัวเองดี เขารู้สึกมาตลอดว่าตัวเองพลังจิตต่ำ ไม่ได้ตื่นพลังพิเศษ และยังเป็นภาระของตระกูล ถ้าเขามีทักษะนี้จริง ๆ เขาย่อมต้องดีใจมากแน่ ๆ”
ลู่จินกู้กล่าวว่า “ทักษะที่มีอานุภาพและเป็นหนึ่งเดียวในจักรวาลแบบนี้ ถ้าถูกเปิดเผยออกไปย่อมสร้างกระแสและความวุ่นวายมหาศาลแน่นอน”
คำพูดนั้นยังไม่ทันจบ สามคนก็มองหน้ากัน ต่างคนต่างเริ่มคาดเดาในใจ
บางทีอาจเป็นเพราะทักษะนี้ถูกเปิดเผยออกไป ทำให้เกิดเหตุการณ์ลักพาตัวนี้ขึ้น
แต่ในเมื่อพลังจิตของทั้งสามคนถูกพัฒนาขึ้น แล้วทำไมฮัวหลานถึงไม่ถูกอุ้มไปด้วยล่ะ?
ทั้งสามคนต่างพากันมองหน้ากันด้วยสายตาสงสัย
ฮัวหลานรีบอธิบายว่า “เมื่อวานซาซามีโครงการที่จะต้องเจรจา ฉันออกไปตั้งแต่เช้า พอกลับมาถึงก็เพิ่งรู้เรื่องนี้”
ข้อมูลเหล่านี้ตรวจสอบได้ง่าย ตระกูลเซินสามารถดึงตารางงานของฮัวหลานได้ภายในเวลาไม่นาน
และก็เป็นไปตามที่เธอกล่าวไว้จริง ๆ เมื่อวานเธอได้ขึ้นยานไปยังดาวเคราะห์หมายเลข 80 โดยมีภาพจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกเส้นทางทั้งหมด ตั้งแต่ตอนที่เธอลงจากยานและขึ้นรถลอยฟ้าตรงไปยังบริษัทบันเทิงชื่อดังแห่งหนึ่ง
บริษัทยังอยู่ระหว่างการเตรียมงานรายการเรียลลิตี้ขนาดใหญ่ ซึ่งอิซาเบลล่าก็อยู่ในรายชื่อที่กำลังจะได้รับเชิญเข้าร่วม และการเจรจานี้ถูกวางแผนไว้ล่วงหน้ากว่าครึ่งเดือนแล้ว ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่พวกเธอจะพบการเปลี่ยนแปลงด้านพลังจิตเสียอีก
ลู่จินกู้เองก็ยังเชื่อมั่นในความผูกพันระหว่างฮัวหลานกับอิซาเบลล่า ในแง่ของสถานะ ฮัวหลานในฐานะผู้จัดการไม่น่าจะเป็นที่สนใจมากนัก แม้จะมีคนวางแผนการลักพาตัว ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหากพวกเขามองข้ามผู้จัดการของอิซาเบลล่าไป
“ถ้าคนที่ลักพาตัวไปมีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มระดับพลังจิต คนธรรมดาทั่วไปจะรู้ดีว่าไม่สามารถครอบครองทักษะนี้ไว้เพียงคนเดียวได้ และหากรู้ว่าเขาเป็นคนของตระกูลเซิน แล้วยังกล้าลงมือ ก็คงเป็นตระกูลที่อยู่ในระดับเดียวกันเท่านั้น” เซินไห่เฉิงวิเคราะห์ด้วยความเฉลียวฉลาด
“ตระกูลกู้ไม่ทำเรื่องแบบนี้แน่นอน” เซินโจววิเคราะห์ตามบ้าง “ส่วนตระกูลเซี่ย… ตระกูลเซี่ยเป็นตระกูลที่ค่อนข้างลึกลับ ปรากฏตัวน้อยมากนอกจากในงานแต่งงาน ดังนั้นไม่น่าจะเป็นพวกเขา”
“ตระกูลเซินของเราต้องตัดออกไปแน่ ๆ ครอบครัวเรามีความสามัคคีเกินกว่าจะหักหลังกันเอง” เซินไห่เฉิงเอ่ยเสียงหนักแน่น
เซินโจวลูบคางอย่างครุ่นคิด “ตระกูลกงซุนก็มีแต่นักวิจัยคลั่งงานวิจัย…ก็อาจจะ…”
เขาเห็นว่าตระกูลกงซุนน่าจะทำอะไรสุดโต่งเช่นนี้เพื่อการศึกษาเรื่องทักษะพิเศษนี้ก็เป็นได้
เซินไห่เฉิงแสยะยิ้มเล็กน้อยอย่างไม่สู้ดี “ถ้าให้เลือกจริง ๆ ฉันหวังว่าเสี่ยวนั่วจะไม่ตกอยู่ในมือของตระกูลกงซุน คนพวกนั้นเป็นพวกบ้าคลั่งที่พอจะทำการทดลองแล้วก็ไม่สนใจว่าจะเป็นคนเป็นหรือคนตาย และไม่สนว่าเด็กคนนั้นจะเป็นลูกเต้าเหล่าใคร”
ลู่จินกู้แอบยิ้มขำ ตระกูลกงซุนขึ้นชื่อเรื่องความบ้าคลั่ง แต่ตระกูลเซินเองก็ไม่ได้น้อยหน้ากันเท่าไหร่นัก
หลังจากที่เซินไห่เฉิงวิจารณ์ตระกูลกงซุนเสร็จ เธอก็วกกลับมาพูดเรื่องหลัก “ฉันคิดว่าคนที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดน่าจะเป็นตระกูลแบล็ก ตระกูลอเล็กซานเดอร์ และตระกูลต้าฉือ ตระกูลพวกนี้แหละที่ไม่เคยยั้งมือเลย”
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็โทรหาครอบครัว แจ้งเรื่องนี้ให้เซินโหย่วชิงทราบโดยไว
เซินโหย่วชิงเป็นคนฉลาดล้ำ ฟังเพียงไม่กี่ประโยคก็พูดทันทีว่า “ฉันจะหาทางตรวจสอบความเคลื่อนไหวของสามตระกูลนี้เอง”
แน่นอนว่าหากเป็นฝีมือของสามตระกูลนี้จริง ๆ การจะใช้แค่พลังธรรมดาย่อมไม่สามารถสืบหาหลักฐานได้แน่
ทันทีที่วางสาย เหอผิงก็วิ่งเข้ามาด้วยความร้อนรน
ก่อนหน้านี้ลู่จินกู้ได้สั่งให้เหอผิงตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้กับวิลล่าหรูทั้งห้าหลังอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นมุมไหนก็ตามที่สามารถจับภาพบริเวณแท่นลอยฟ้านี้ได้ทั้งหมด
ข้อดีของแท่นลอยฟ้าคือไม่ต้องกังวลเรื่องคนจะขุดอุโมงค์มาเข้ามาได้ ดังนั้นคนที่พาเซินนั่วและอิซาเบลล่าออกไป หากขึ้นลงแท่นลอยฟ้าก็ย่อมต้องทิ้งร่องรอยเอาไว้แน่นอน
เว้นแต่พวกเขาจะสามารถเจาะระบบพาราไดซ์และลบภาพจากกล้องวงจรปิดทั้งหมดได้ ซึ่งนั่นก็แทบจะเป็นไปไม่ได้
และเหอผิงมานี่ก็เพื่อรายงานผลการตรวจสอบ
ไม่มีอะไรเลย!
ผลที่ได้เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึง เพราะสองวันที่ผ่านมา แท่นลอยฟ้าไม่มีบุคคลต้องสงสัยใด ๆ เข้าออกเลย
จากผลการตรวจสอบของเหอผิง ตั้งแต่ช่วงที่ฮัวหลานติดต่ออิซาเบลล่าครั้งสุดท้ายตามปกติ มีเพียงสามกลุ่มที่เข้าออกแท่นลอยฟ้าเท่านั้น
กลุ่มแรกคือทีมแพทย์ของผู้อาวุโสกงซุน พวกเขานำยาสมานพลังจิตชุดใหม่มา และจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้ลงจากแท่นลอยฟ้า
กลุ่มที่สองคือพวกคนรับใช้จากตระกูลแบล็ก ที่นำเสื้อผ้าชุดใหม่ตามฤดูกาล เครื่องประดับ และเครื่องสำอางมาให้คุณหนูแอนนา เนื่องจากเธอกำลังจะจัดงานการกุศลในเร็ว ๆ นี้ เหล่าคนรับใช้จึงยังอยู่ที่นั่นเพื่อช่วยเตรียมงาน
กลุ่มสุดท้ายมาถึงเช้าวันนี้ เป็นกลุ่มนักแสดงและพิธีกรที่ได้รับเชิญมาพบคุณหนูแอนนาเพื่อเตรียมงานการกุศลในคืนนี้ ซึ่งพวกเขาก็ยังอยู่ที่นั่นเช่นกัน
ประสบการณ์จากการดูละครสืบสวนมามากมายในอดีต ทำให้ลู่จินกู้เกิดความคิดขึ้นทันที
“ทั้งสามกลุ่มนี้พกสัมภาระขนาดใหญ่ติดตัวมาด้วย ซึ่งไม่เป็นที่น่าสงสัย ดังนั้นมีความเป็นไปได้ว่าพวกเขายังไม่ได้ออกจากแท่นลอยฟ้า แต่รอจังหวะเพื่อจะพาคนออกไปโดยไม่ให้เป็นที่สังเกต”