เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 247 ไปถึงฐานทัพของกองทัพที่เจ็ด
บทที่ 247 ไปถึงฐานทัพของกองทัพที่เจ็ด
ลู่จินกู้ผู้ที่ผ่านชีวิตมาสองครั้ง รวมแล้วก็เกือบห้าสิบปี ถึงกับเผยสีหน้ามึนงงเมื่อได้ยินคำว่า ‘ตกหลุมรัก’
“ตกหลุมรัก?” เธอทวนคำด้วยความงุนงง ก่อนจะเกือบลุกขึ้นโวยวาย “ฉันพูดจริงจังอยู่นะ!”
“ฉันก็จริงจังเหมือนกันนะ” อิซาเบลล่าไม่สะทกสะท้าน สีหน้ากลับยิ่งจริงจัง “ถึงฉันจะยังไม่เคยมีความรัก แต่ฉันเล่นซีรีส์รักวัยรุ่นมามากนะ สาว ๆ ที่ตกหลุมรักในเรื่องน่ะ หน้าเหมือนเธอตอนนี้ไม่มีผิดเลย”
ลู่จินกู้ถามด้วยความสงสัย “แล้วฉันเป็นยังไงตอนนี้?”
ดาราดังถึงกับกลอกตา พลางยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างที่แฟน ๆ คงไม่เคยเห็น “เธอลองไปส่องกระจกดูก่อนเถอะ ฉันไม่อยากมองหรอก!”
แม้เธอจะไม่อยากเชื่อ แต่สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะเปิดกล้องขึ้นมาส่องดู
ในกระจก เธอเห็นใบหน้าของตัวเองที่แก้มแดงระเรื่อ ดวงตาคู่นั้นแวววาวดั่งคลื่นน้ำ ไม่ต่างจากการบรรยายถึงสาวน้อยที่กำลังคิดถึงรักแรก
ลู่จินกู้ถึงกับแสดงสีหน้าเหวอไปชั่วครู่
แม้ว่าอิซาเบลล่าจะมองไม่เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไร แต่ก็พอจะเดาออกได้ จึงหัวเราะเสียงดังลั่นแล้วถามไปว่า “ทำไมถึงทำหน้าตกใจเหมือนเจอผีไปได้ล่ะ?”
เธอคิดในใจ ก็เหมือนเจอผีอยู่จริง ๆ เพราะเธอเองก็ไม่รู้มาก่อนเลยว่าตัวเองจะเผยสีหน้าแบบนี้ออกมาได้
ชาติก่อนเธอทุ่มเทให้กับการวิจัยด้านคติชนวิทยา ไม่เคยสนใจเรื่องรักใคร่เลย ถึงแม้จะมีคนเข้ามาจีบ เธอก็ไล่ไปได้ด้วยคำพูดไม่กี่คำ
เธอเคยพูดไว้ว่า “คนหน้าตาดีมีถมไป ถ้าจะมีความรักแล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปชื่นชมหนุ่มสาวหน้าตาดี ๆ กันล่ะ?”
ไม่คาดคิดเลยว่า เมื่อมาเกิดใหม่ในโลกนี้ เธอจะได้สัมผัสกับความรู้สึกแบบที่คนเรียกกันว่าหัวใจหวั่นไหวในที่สุด
ลู่จินกู้ขยี้ผมด้วยความมึนงงเล็กน้อย จริง ๆ แล้วเธอไม่ได้ต่อต้านเรื่องความรัก เพียงแต่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน จึงไม่เคยคิดในแง่นั้น
เมื่ออิซาเบลล่าเอ่ยอย่างชัดเจนจน ‘เปิดโลก’ ให้เธอ หลังจากที่ปฏิเสธในตอนแรก เธอก็เริ่มสงบสติอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็ติดอยู่กับคำถามใหม่ “งั้นฉันควรทำยังไงต่อไป?”
ทว่าเธอไม่ทันคิดว่า คนที่เธอกำลังปรึกษาอยู่ก็ยังไม่มีประสบการณ์ตรงเหมือนกัน
แต่อิซาเบลล่ากลับไม่รู้สึกว่านี่เป็นปัญหา เพราะถึงจะไม่เคยมีประสบการณ์จริง แต่จากการแสดงซีรีส์รักมาหลายเรื่อง ก็ทำให้เธอมีทฤษฎีที่พร้อมใช้อยู่บ้าง
หลังจากครุ่นคิดอยู่สักพัก เธอก็เอ่ยอย่างมั่นใจว่า “ฉันว่า คุณกู้ต้องชอบเธอเหมือนกันแน่ ๆ”
คนที่เพิ่งยอมรับความรู้สึกที่มีต่อกู้ตั๋วถึงกับยิ้มกว้างเมื่อได้ยิน รีบถามกลับไปว่า “ทำไมเธอคิดแบบนั้น?”
“ไม่เคยได้ยินเหรอว่าอย่าดูแค่ว่าเขาพูดอะไร แต่ให้ดูว่าเขาทำอะไร คุณกู้ทำอะไรเพื่อเธอบ้าง เธอไม่เห็นหรือไง?” อิซาเบลล่ากลอกตาอีกรอบ “เอาแค่เรื่องที่เขาเลือกตั้งฐานทัพตรงนั้นก็พอ ถ้าเขาไม่ชอบเธอละก็ ฉันยอมเอาหัวเป็นประกันเลย!”
“ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก” ลู่จินกู้โบกมือปฏิเสธการเดิมพันอันดุเดือด แต่ในใจเริ่มย้อนนึกถึงช่วงเวลาต่าง ๆ ที่ผ่านมาร่วมกันกับกู้ตั๋ว
จริงอยู่ที่เขาช่วยเหลือ ปกป้อง และดูแลเธอมามากมายจนนับไม่ถ้วน ถ้าเขาไม่ชอบเธอแล้วใครจะมาทำแบบนี้ให้ได้?
ถ้านั่นแปลว่าเขาชอบเธอจริง บรรดาผู้ที่เคยกล่าวว่าจะขอ ‘ควักหัวใจออกมาให้ดู’ ในชาติที่แล้วก็คงแพ้ราบคาบ
อิซาเบลล่ายังพูดจ้อเรื่อง ‘สัญญาณว่าผู้ชายแอบรักคุณ’ พร้อมทั้งยังสรุปว่า “ในเมื่อพวกเธอทั้งคู่ชอบกัน จะปล่อยให้พลาดไปก็เสียดายแย่ เธอต้องลุยแล้ว!”
“ลุยอะไรล่ะ จะให้ฉันไปสารภาพรักหรือไง?” ลู่จินกู้ผู้ไม่เคยทำเรื่องแบบนี้ถึงกับตกใจ
“คุณกู้น่ะ ดูก็รู้ว่าเป็นคนประเภทไม่กล้าเปิดเผยความรู้สึก ถ้าเธอไม่เป็นฝ่ายเริ่ม แล้วจะมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นได้ยังไง?”
“แต่ว่า…”
“นี่มันยุคนี้แล้วนะ เธอจะลังเลอะไรอีก? ฉันเคยได้ยินว่าผู้หญิงสารภาพรักกับผู้ชายมันก็เหมือนมีแค่ผ้าบางกั้นอยู่ แค่คำพูดเดียวเธอก็จะได้ความรักหวาน ๆ มาแล้ว จะมัวลังเลทำไมอีก?”
ลู่จินกู้รู้สึกว่าเพื่อนของเธอดูจะสนุกเกินเหตุไปหน่อย แต่หลังจากวางสาย เธอก็อดไม่ได้ที่จะคิดตามที่อิซาเบลล่าพูด
ในหัวของเธอเต็มไปด้วยภาพตัวเองยืนอยู่หน้ากู้ตั๋วและเตรียมสารภาพรัก บ้างก็เป็นภาพความใกล้ชิดระหว่างทั้งสองที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ทำให้ใบหน้าเธอร้อนผ่าวไม่หยุด
จนกระทั่งอีธานมาแจ้งว่า “ถึงแล้ว” เธอก็ยังคงหน้าแดงอยู่
“ใจเย็น ลู่จินกู้ เธอต้องใจเย็น!” เธอสูดหายใจลึก เอาน้ำเย็นลูบหน้าก่อนจะเดินตามอีธานออกจากยาน
ห่างออกไปไม่ไกลนัก มีรถลอยฟ้าอยู่คันหนึ่งที่ดูเหมือนจะมารอรับพวกเขา พอเธอแอบมองก็พบว่ามีเพียงทหารคนหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นคนขับ โดยที่ไม่มีใครอื่นอยู่เลย
เธอรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็รีบเรียกสติกลับมา เตือนตัวเองว่าอย่าปล่อยให้คำพูดของอิซาเบลล่ามาทำให้จิตใจสับสน กู้ตั๋วในฐานะผู้บัญชาการกองทัพที่เจ็ดนั้นต้องยุ่งมากแน่นอน ต่อให้เธอกับเขาจะเป็นคู่รักกันจริง ๆ เธอก็ยังจินตนาการไม่ออกว่ากู้ตั๋วจะทิ้งงานทั้งหมดเพื่อมาอยู่กับเธออย่างเต็มที่ได้
หลังจากการเดินทางอันเงียบสงบ ไม่นานนักพวกเขาก็มาถึงฐานทัพของกองทัพที่เจ็ด
ระหว่างทางอีธานดูเหมือนจะได้รับคำสั่งบางอย่าง แววตาของเขาเผยความประหลาดใจอยู่ชั่วครู่ แต่ก็เก็บซ่อนไว้ได้อย่างรวดเร็วจนไม่มีใครสังเกตเห็น
ลู่จินกู้คิดว่ามาถึงฐานทัพแล้วก็คงจะได้พบกู้ตั๋วแน่นอน เธอซ้อมคำพูดในใจไว้หลายรอบแล้ว เรื่องที่สำคัญที่สุดแน่นอนว่าคือเรื่องของเผ่าว่านฉี แต่หลังจากพูดเรื่องงานจบ เธอก็อยากจะพูดเรื่องส่วนตัวอีกเล็กน้อย
ในเมื่อเธอได้ยืนยันความรู้สึกของตัวเองแล้ว เธอก็ไม่คิดจะปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์
แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดคือ อีธานส่งเธอให้กับนายทหารชั้นสตาร์แฟลชที่ชื่อชวีเหิงแทน
“ผู้บัญชาการงานยุ่งมาก ช่วงนี้ไม่ได้อยู่ที่ฐานทัพ ชวีเหิงเป็นคนที่ไว้ใจได้ ให้เขาเป็นผู้ติดตามคุณชั่วคราว เนื่องจากที่นี่เป็นเขตทหาร ถ้าคุณต้องการออกไปไหน โปรดให้ชวีเหิงติดตามไปด้วยเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด”
คำพูดของอีธานฟังดูสมเหตุสมผล แต่เธอกลับรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย จึงอดไม่ได้ที่จะถามว่า “ทำไมคุณไม่ดูแลฉันเองล่ะคะ?”
หากจะพูดถึงคนที่เธอคุ้นเคย นอกจากกู้ตั๋วแล้ว อีธานก็เป็นคนที่ใกล้ชิดเธอที่สุด แต่เขาเพียงส่ายหน้าและตอบว่า “ขอโทษครับ ผมก็มีภารกิจอื่นที่ต้องทำ”
เมื่อเป็นเช่นนั้น ลู่จินกู้จึงไม่คิดจะรบกวน เธอหันไปจับมือกับชวีเหิงพร้อมรอยยิ้ม “ช่วงนี้คงต้องฝากคุณด้วยนะคะ”
แม้เธอจะยอมรับการจัดการนี้ แต่แน่นอนว่าเธอไม่คิดจะบอกเรื่องของเผ่าว่านฉีให้เขาทราบโดยตรง โชคดีที่กู้ตั๋วแม้จะงานยุ่งแต่ก็ไม่ลืมหน้าที่หลัก
ชวีเหิงพาเธอไปดูยานรบหกลำและกล่าวว่า “ผู้บัญชาการจัดยานรบชุดนี้ไว้ให้คุณโดยเฉพาะ ทุกลำมีอาวุธพร้อมสรรพ เพียงแค่ลำเดียวก็สามารถบุกยึดดาวเคราะห์ทั่วไปได้อย่างง่ายดาย”
ลู่จินกู้รู้สึกอุ่นใจขึ้นมา ความไม่พอใจเล็กน้อยที่กู้ตั๋วเรียกเธอมาที่นี่แต่ไม่ได้เจอหน้าก็พลันหายไป
ชวีเหิงอธิบายต่อไปว่า “นอกจากผมและทีมที่ผมเป็นหัวหน้าแล้ว ผู้บัญชาการยังมอบหมายหน่วยรบอีกห้าหน่วยไว้ให้คุณเป็นพิเศษ และได้สั่งไว้ว่า ถ้าคุณไม่ต้องการรอ ก็สามารถเริ่มภารกิจได้ทันที โดยพวกเราทั้งหกหน่วยจะเชื่อฟังคำสั่งของคุณอย่างเต็มที่และปกป้องคุณสุดชีวิต”