เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 256 ฝาแฝดตระกูลต้าฉือ
บทที่ 256 ฝาแฝดตระกูลต้าฉือ
ลู่จินกู้เบิกตากว้างด้วยความเหลือเชื่อ ไม่คิดว่าเขาจะปรากฏตัวขึ้นที่นี่จริง ๆ
กู้ตั๋วยังคงแสดงสีหน้าเย็นชา แต่เสียงของเขากลับนุ่มนวล “ฉันไม่ไว้ใจน่ะ”
เพียงสี่คำสั้น ๆ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้หัวใจของเธอเต้นแรง รู้สึกว่าหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันที และปฏิกิริยาแรกของเธอก็คือรีบเปิดประตูให้เขาเข้ามา
แต่โชคดีที่เธอยังไม่เสียสติไปทั้งหมด เธอกลั้นใจควบคุมความรู้สึกและเอ่ยถามเสียงดัง “คุณมาถึงที่นี่ได้ยังไง? ฉันไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยนะ”
“ยานขนาดเล็กมันเงียบกว่า ฉันจอดอยู่หลังยานของชวีเหิงนั่นแหละ”
เมื่อเธอมองตามนิ้วของเขาไป ก็เห็นว่าบริเวณนั้นคือจุดที่ชวีเหิงเคยดูแลยานอยู่ แต่เธอไม่สามารถมองเห็นได้ว่ามีการจอดยานลำใหม่ไว้ข้างหลังจริงหรือไม่
หลังจากที่เธอสงบใจลงได้บ้าง ความสงสัยก็ยิ่งเพิ่มขึ้น แม้จะไม่สามารถจับผิดคำพูดของเขาได้ทันที แต่เธอก็ยังไม่ได้เปิดประตูให้เขาเข้ามา
ทั้งสองสบตากันข้ามกำแพงสูง สักพักเหมือนอีกฝ่ายจะรู้ตัว จึงปล่อยพลังจิตออกมาช้า ๆ
ความเย็นเยียบของพลังนั้นช่างคุ้นเคย ความกังวลของเธอจึงค่อย ๆ สลายหายไป
เหมือนกับที่ลายนิ้วมือของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความรู้สึกของพลังจิตก็เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ แม้แต่ฝาแฝดก็ไม่อาจเหมือนกันได้เป๊ะ ๆ
“รอฉันแป๊บนะคะ” เธอยิ้มสดใสแล้ววิ่งกลับลงไปด้านล่างของกำแพง
คำว่า ‘ฉันไม่ไว้ใจ’ นั้นเหมือนถูกตั้งให้เล่นซ้ำวนไปในหัวของเธอ ทุกย่างก้าวที่เดินไปทำให้ใบหน้าร้อนจนแทบจะต้มไข่ได้
เมื่อเปิดประตูเมืองออกช้า ๆ เธอก็กล่าวด้วยความยินดี “รีบเข้ามาเถอะค่ะ”
กู้ตั๋วก้าวข้ามประตูเมืองเข้ามา และหันไปมองสำรวจรอบ ๆ ทันที
ลู่จินกู้คิดว่าตัวเองเดาใจเขาออก จึงยิ้มและกล่าวว่า “รู้สึกว่าพาราไดซ์ที่นี่ดูเรียบง่ายเกินไปใช่ไหมล่ะคะ? เพราะฉันตั้งใจใช้ที่นี่เป็นป้อมชั่วคราวไง ถึงพาราไดซ์จะช่วยชำระล้างหมอกดำได้ แต่ดาวเคราะห์ 74444 ก็ยังอยู่ในเขตมลพิษ การจะใช้ชีวิตที่นี่คงทำให้รู้สึกอึดอัด ฉันเลยไม่ได้คิดจะขยายพื้นที่มากนัก”
เธออธิบายไปสองสามประโยค แต่กลับเห็นสีหน้าผิดหวังปรากฏบนใบหน้าของกู้ตั๋ว จนเธออดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
เธอรู้จักกู้ตั๋วมานาน และส่วนใหญ่เขามักจะมีสีหน้าเคร่งขรึม บางครั้งอาจขมวดคิ้วเมื่อครุ่นคิดปัญหา แต่แทบไม่แสดงสีหน้าอื่น ๆ ให้เห็น
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสีหน้าชัดเจนแบบนี้
แม้ว่าชายตรงหน้าไม่มีจุดไหนที่ดูแปลกเลย แต่สัญชาตญาณของเธอกลับส่งสัญญาณเตือนดังขึ้นในใจ เธอจึงพยายามถอยห่างโดยไม่รู้ตัว
“ถูกจับได้เร็วจังนะ”
‘กู้ตั๋ว’ เอ่ยอย่างเย็นชา พร้อมกับแสยะยิ้มที่แฝงด้วยความอำมหิต ก่อนจะปล่อยพลังจิตที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดออกมาอย่างรุนแรง
เพียงพริบตาเดียว เธอก็รู้สึกว่าขาของเธอเหมือนถูกตรึงไว้ในหนองโคลน พยายามจะก้าวขาออกไป แต่กลับเสียการทรงตัวเพราะแรงดึงมหาศาล ทั้งร่างล้มกระแทกลงกับพื้นอย่างแรง
พลังจิตอันแฝงไปด้วยความร้ายกาจถาโถมเข้ามา ราวกับปากมหึมาที่กลืนเธอเข้าไปทั้งหมด
สายตาของเธอเริ่มกลายเป็นสีแดงสด ก่อนจะค่อย ๆ ดับลงสู่ความมืดสนิท ในช่วงเวลาสุดท้ายก่อนที่จะหมดสติ เธอเห็นเพียงใบหน้าของ ‘กู้ตั๋ว’ ที่บิดเบี้ยวราวกับสิ่งมีชีวิตที่ดิ้นพล่าน แล้วค่อย ๆ แปรเปลี่ยนไปเป็นรูปลักษณ์อื่น
…
ลึกลงไปใต้ดินอันมืดมิด ชายหนุ่มคนหนึ่งสะพาย ‘ห่อ’ เปื้อนเลือดไว้บนไหล่ เขาฮัมเพลงอย่างสบายอารมณ์ เลี้ยวไปตามทางคดเคี้ยวโดยไม่ถูกความมืดขัดขวางแม้แต่น้อย
ไม่รู้ว่าเขาเดินลงไปลึกเพียงใด ในที่สุดความมืดอันไร้ที่สิ้นสุดก็เปลี่ยนไป
แสงเย็นยะเยือกและสลัวส่องประกายขึ้นตรงหน้า เป็นประตูโลหะสีดำหม่นบานใหญ่
พลังจิตสีโลหิตค่อย ๆ แทรกซึมออกมา แล้วเริ่มไหลไปตามลวดลายซับซ้อนบนประตูโลหะจากจุดหนึ่ง
ไม่นานนัก ลวดลายบนประตูก็ถูกเติมเต็มไปประมาณหนึ่งในสาม เสียงกลไกในความมืดดังขึ้น ประตูบานใหญ่ค่อย ๆ เปิดออกช้า ๆ จากนั้นเขาก็ก้าวเข้าไปในห้อง
อีกด้านหนึ่งของประตูเป็นห้องทดลองสว่างไสว พนักงานในชุดเสื้อกาวน์สีขาวต่างกำลังทำงานกันอย่างขะมักเขม้น เมื่อได้ยินเสียงประตูเปิด พวกเขาก็หันไปเห็นชายหนุ่มคนนั้น และรีบก้มศีรษะลงด้วยความเคารพ โค้งตัวเกินเก้าสิบองศาเพื่อทักทายเขา
จากห้องทดลองที่อยู่ลึกสุด ชายอีกคนที่หน้าตาคล้ายเขามากเดินออกมา เมื่อเห็น ‘ห่อ’ ที่อีกฝ่ายแบกมาด้วยก็ยิ้มออกมา “พี่ชายนี่สุดยอดจริง ๆ”
เหล่าพนักงานดูเหมือนจะได้รับคำสั่งอะไรบางอย่าง จึงพร้อมใจกันกล่าวว่า “คุณชายใหญ่ผู้เกรียงไกร!”
หากกู้ตั๋วตัวจริงมาอยู่ที่นี่ เขาคงจำได้ทันทีว่าชายสองคนนี้คือฝาแฝดของตระกูลต้าฉือที่แทบจะหายตัวไปหลายปีก่อนแล้ว นั่นคือต้าฉือจวิ้นไท และต้าฉือโชไท
ผู้ที่แบก ‘ห่อผ้า’ นั้นมาด้วยมีผมสีดำสนิท และหางตาที่เชิดเล็กน้อย นี่คือคนเป็นพี่ชาย จวิ้นไท
ส่วนน้องชาย โชไท ซึ่งหน้าตาคล้ายเขาอย่างกับแกะนั้น มีดวงตาที่กลมโตทำให้ใบหน้าดูมีความไร้เดียงสาอยู่เสมอ
สองพี่น้องเดินเข้าไปในห้องทดลองส่วนตัวของพวกเขา จวิ้นไทวางห่อผ้าสีเลือดลงบนเตียงผ่าตัดด้วยเสียงดังโครม แล้วหันไปถามน้องชายด้วยรอยยิ้ม “ดูสิว่าพี่เอาของดีอะไรมาฝาก”
ทันทีที่พูดจบ ห่อผ้านั้นก็เริ่มขยับไหวราวกับมีชีวิต เลือดสีแดงสดกระจายออก เผยให้เห็นใบหน้าของคนที่หมดสติอยู่ข้างใน
นั่นคือลู่จินกู้ที่ถูกลอบโจมตีจนหมดสติ
“พี่นี่เก่งจริง ๆ ทำเอาผู้หญิงคนนี้เชื่อสนิทใจ” โชไทมองพี่ชายด้วยสายตาชื่นชม พลางเอ่ยคำสรรเสริญไม่หยุด
“จริง ๆ ก็ไม่ได้หลอกเธอได้ทั้งหมดหรอก แต่กว่าจะรู้ตัวก็สายไปแล้ว” จวิ้นไทตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก จากนั้นเขาก็ดึงพลังจิตที่สร้างเป็น ‘ห่อผ้า’ กลับคืน แล้วกดปุ่มบนแผงควบคุมที่อยู่ข้างเตียงผ่าตัด สายรัดโลหะก็ยื่นออกมาและมัดข้อมือ ข้อเท้า หน้าผาก คอ และเอวของลู่จินกู้ไว้อย่างแน่นหนา
โดยเฉพาะที่คอ สายรัดนั้นไม่ได้เป็นเพียงสายรัดธรรมดา แต่ยังมีฟังก์ชันวงแหวนควบคุมพลังอีกด้วย แม้แต่คนที่มีพลังระดับ 3S ก็ไม่อาจหนีจากเตียงนี้ไปได้
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย จวิ้นไทก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ “อยากจะศึกษาเธอมานานแล้ว แต่กู้ตั๋วคอยปกป้องเธอมากเกินไป ไม่คิดเลยว่าเธอจะเดินเข้ามาให้จับได้ซะเอง ชะตาฟ้าลิขิตจริง ๆ”
โชไทพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่เลย พี่ดูสิ เหมือนว่าภารกิจอันยิ่งใหญ่ของพวกเราจะได้รับพรจากฟ้า ขอแค่ศึกษาเรื่องทักษะของผู้หญิงคนนี้ให้ถี่ถ้วน คราวนี้ตระกูลแบล็กก็…”
“ชู่” จวิ้นไททำสัญญาณให้เงียบ โชไทจึงเงียบลงทันที สองพี่น้องสบตากัน ดวงตาของพวกเขาสะท้อนถึงเปลวไฟแห่งความทะเยอทะยานที่ลุกโชน
ลู่จินกู้ไม่รู้ว่าตนเองหมดสติไปนานแค่ไหน แต่เมื่อสติเริ่มกลับคืนมา สิ่งแรกที่เธอรู้สึกได้คือร่างกายที่ถูกจำกัดการเคลื่อนไหว
ไม่ต้องพูดถึงการลุกขึ้นนั่ง แม้แต่การหันศีรษะก็ยังทำไม่ได้ เธอทำได้เพียงใช้สายตาที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อยสำรวจสภาพรอบข้าง
สิ่งที่เธอเห็นล้วนเป็นสีขาวโพลน มีอุปกรณ์บางอย่างคล้ายหลอดทดลองอยู่ในสายตา ดูเหมือนเธอจะอยู่ในห้องทดลองหรือสถานที่คล้าย ๆ กัน
ทันใดนั้น เธอก็ได้ยินเสียงบางอย่างมาจากทางปลายเท้า ร่างกายเธอแข็งทื่อทันที พยายามกลอกตามองลงไป
แต่เนื่องจากมุมมองที่จำกัด เธอจึงมองเห็นได้เพียงขาท่อนหนึ่งของใครบางคนที่สวมกางเกงสแล็ก ขากางเกงนั้นขยับไปมาเป็นจังหวะ และเสียงที่มาจากร่างนั้นชวนให้จินตนาการไปไกลอย่างยากจะห้ามใจ
สีหน้าเธอเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม ในฐานะผู้ใหญ่ เธอเดาได้ทันทีว่าคนที่อยู่ปลายเตียงกำลังทำอะไรอยู่
แสดงว่าเธอตกอยู่ในมือของใครบางคน ที่แม้แต่ในห้องทดลองก็ยังไม่อาจควบคุมตัวเองได้งั้นหรือ?