เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 266 กับดักโจมตี
บทที่ 266 กับดักโจมตี
แกรนต์สบถเบา ๆ “บ้าเอ๊ย” ราวกับตั้งใจจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ยังไม่ทันเอ่ยเสียงออกมา เขาก็ถูกชวีเหิงกระชากตัวให้เงียบลงอย่างแรง
หน่วยรบทั้งหกที่จัดทัพอยู่นั้นเดิมทีแอบเรียงลำดับการตัดสินใจตามเขาเป็นหลัก เมื่อเห็นเขาออกท่าทางเงียบเสียง ทุกคนแม้จะไม่พอใจนัก ทว่าก็ได้แต่เก็บความรู้สึกไว้ในใจ เบนสายตาไปทางอื่นแทน ราวกับว่าถ้าสบตาเธอเพียงเสี้ยววินาทีก็คงยั้งใจไม่อยู่
แต่ก็ใช่ว่านักรบทุกคนจะเป็นแบบนั้นไปเสียหมด ทว่าท่าทางที่หลากหลายของพวกเขากลับถูกตีความจากสายตาของชาวเผ่าว่านฉีอย่างซื่อตรง ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงเชื่อคำพูดของลู่จินกู้เป็นมั่นเหมาะ
สายตาที่เคยมองมาด้วยความซาบซึ้งใจ ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความชิงชัง
ใช่แล้ว พวกเขาลำบากแสนสาหัสเพียงนี้ แต่เธอก็ยังไม่ปล่อยโอกาสที่จะกดขี่เอาผลประโยชน์ หากเป็นพวกเขาก็คงอดเกลียดเธอไม่ได้เช่นกัน เหมือนกับพวกตัวร้ายในตำนานเก่า ๆ ที่ไร้ความปรานี
เธอหัวเราะเยาะตัวเองนิด ๆ แต่ใบหน้านั้นไร้รอยแย้ยิ้ม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบสายตากลุ่มชาวเผ่าว่านฉีอย่างไม่ปิดบัง แถมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเฉยเมย “ดูจากสภาพพวกคุณแล้ว ไม่น่ามีอะไรที่มีค่าเท่าไหร่ใช่ไหม นอกจากจะขายตัวเอง ก็ไม่น่ามีทางอื่นแล้วล่ะ”
“เธอ… เธอให้เราขายตัวเป็นทาสเหรอ?”
เธอแสร้งทำเป็นตกใจ “หรือพวกคุณมีข้อเสนออื่นที่ดีกว่านี้?”
กลุ่มเผ่าว่านฉีไม่มีใครโต้แย้งอีก
“จริง ๆ แล้ว สภาพพวกคุณแบบนี้ ถ้าขายตัวให้ฉัน ฉันเองก็น่าจะเป็นฝ่ายเสียประโยชน์มากกว่านะ” เธอยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “แต่ฉันเองก็ยังเป็นพ่อค้าที่มีใจเมตตาอยู่ดีนี่”
ยิ่งเธอทำตัวแบบนี้ ในสายตาของชาวเผ่าว่านฉีก็ยิ่งไม่น่าไว้วางใจ พอนึกถึงอนาคตที่อาจรอเด็ก ๆ ที่เพิ่งหลบหนีออกมา หากต้องตกอยู่ในมือเธอแล้ว มีหรือพวกเขาจะใจเย็นพอที่จะตายไปได้อย่างสงบใจ
หากว่านหยาไม่ได้อยู่ในมือเธอ พวกเขาคงพุ่งเข้ามาเอาชีวิตเธอไปแล้ว
ใช่แล้ว นี่แหละคือสิ่งที่เธอต้องการให้เกิดขึ้น
เธอเลิกคิ้วขึ้น เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “ตกลงว่าไงคะ? เวลาของฉันมีค่านะ ไม่ค่อยมีเวลาจะมารอเล่นสนุกกับพวกคุณหรอกนะ”
เป็นไปตามคาด กลุ่มชาวเผ่าว่านฉีขบฟันตอบอย่างเกรี้ยวกราด “พวกเราตกลงจะขายตัวเป็นทาส”
เธอจงใจมองพวกเขาด้วยสายตาสงสัยอยู่หลายครั้ง ก่อนจะบ่นพึมพำ “ตอบตกลงง่ายขนาดนี้ คงไม่คิดจะหลอกฉันหรอกนะ?”
ก่อนที่พวกเขาจะโกรธ ชวีเหิงก็หยิบเครื่องพันธนาการออกมา
เธอยังคงกังวลว่าหากความจริงเปิดเผย พวกเขาอาจสูญเสียแรงจูงใจในการมีชีวิตอยู่ไปอีกครั้ง แต่คุกของเขตพาราไดซ์นั้นรับรองว่าจะไม่มีโอกาสให้คิดสั้นแม้แต่นิดเดียว
สำหรับคนอื่น ๆ แล้ว นี่คือการดูหมิ่นกันอย่างตรงไปตรงมา
แต่ชวีเหิงก็ยังคงยับยั้งเสียงฮึดฮัดของนักรบคนอื่น ๆ เอาไว้ หยิบพันธนาการมาหลายชิ้นและเดินเข้ามาช่วยด้วยท่าทีสงบนิ่ง
เขาพลันได้รับสายตาโกรธเกรี้ยวจากชาวเผ่าว่านฉีทันที
บางคนถึงขั้นกล้าสบถใส่ “คนทรยศ”
แกรนต์เผยสีหน้าทั้งโกรธเคืองและอึดอัดใจ ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ เขาคงจะลุกขึ้นมาปกป้องเพื่อนแล้ว
แต่ตอนนี้เห็นชวีเหิงกำลัง ‘สมรู้ร่วมคิด’ กับฝ่ายตรงข้าม เขาอยากจะโกรธก็หาเหตุผลไม่ได้
ทว่าชวีเหิงที่เป็นเป้าหมายกลับสงบนิ่ง เขาสวมพันธนาการให้ชาวเผ่าว่านฉีทีละคนอย่างใจเย็น ไม่แม้แต่จะขมวดคิ้วต่อความโกรธเกรี้ยวของพวกเขา
ทันทีที่พันธนาการเสร็จสิ้น หน้าจอควบคุมของคุกก็ปรากฏชื่อพวกเขาขึ้นมา
เธอรีบตั้งค่าทีละคน กำหนดโทษเป็นแบบไร้กำหนด พร้อมระบุห้ามทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตาย และพักการบังคับใช้กฎควบคุมอื่น ๆ
เช่นนี้หากพวกเขาไม่ทำร้ายตัวเอง คุกจะไม่เข้ามาแทรกแซงอะไรกับพวกเขา
หลังจากทำทุกอย่างเสร็จ เธอค่อยถอนหายใจเบา ๆ หันไปพยักหน้าขอบคุณชวีเหิง ก่อนจะลุกขึ้นกล่าวว่า “ไปกันเถอะ ยังไม่รู้ว่าทางต้าฉือจวิ้นไทมีความคืบหน้ายังไงบ้าง”
ด้วยคำสั่งของกู้ตั๋ว แม้เหล่านักรบจะไม่พอใจ แต่ก็ต้องทำหน้าที่คุ้มครองเธอไว้อย่างไม่เต็มใจนัก บรรยากาศขณะเดินกลับนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ความเงียบถูกทำลายลงทันทีเมื่อพวกเขาออกจากชั้นใต้ดิน
เหล่านักรบที่เดินนำรู้สึกถึงความผิดปกติทันทีที่โผล่พ้นพื้น พวกเขาส่งสัญญาณเตือนพลางกระจายตัวเพื่อหาที่กำบังอย่างรวดเร็ว
แต่พวกเขาอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบ เพราะต้องปีนขึ้นมาจากช่องทางใต้ดิน
เสียง ‘ปิ้ว’ ดังขึ้น ขณะที่คนที่เดินนำหน้าเธอเพิ่งโผล่พ้นออกไปครึ่งตัวก็หยุดนิ่งไม่ขยับ
เธอรู้สึกถึงลางร้ายโดยไม่รู้ตัว เธอพยายามจะคว้าตัวคนที่อยู่ด้านหน้า แต่กลับถูกชวีเหิงผลักไปด้านข้าง พลางตะโกนเสียงดังลั่น “อย่ามอง!”
ความรู้สึกตระหนกของเธอหนักหน่วงขึ้น เธอหันไปตามสัญชาตญาณ แต่หางตาก็ยังเห็นร่างคนที่ถูกดึงกลับเข้าไปในทางเดิน
หรือจะเรียกให้ถูกต้องก็คือ…เป็นเพียงครึ่งตัวที่เหลืออยู่ นักรบคนนั้นตั้งแต่ช่วงอกขึ้นไปทั้งหมดหายไปแล้ว
ร่างกายเธอสั่นระริก พยายามกัดริมฝีปากจนแน่น ยับยั้งตัวเองไม่ให้เผลออาเจียนออกมา
คนที่ออกไปแล้วไม่สามารถย้อนกลับมาได้อีก ชวีเหิงจึงทำได้เพียงตะโกนสั่งให้ทุกคนที่เหลือถอยหลัง
สถานการณ์ที่เสียเปรียบอย่างหนักในพื้นที่แคบนั้น หากอีกฝ่ายบุกเข้ามาอย่างไร้ปรานี พวกเขาคงมีโอกาสที่จะถูกฝังทั้งเป็น เขาจึงพูดถึงสภาพการณ์นี้ออกมาอย่างชัดเจน เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความตึงเครียดของสถานการณ์
ร่างของลู่จินกู้เย็นเฉียบ มือไม้ชาวาบ
ในชาติก่อน เธอเคยมีสติอยู่ชั่วครู่หนึ่งขณะที่ถูกถล่มทับ แต่เพียงเสี้ยววินาทีก็ข้ามเวลามาในโลกนี้แล้ว ทว่าความทรงจำอันน่ากลัวนั้นกลับฝังลึกในความทรงจำของเธอ
เพียงแค่คิดถึงมัน เธอก็รู้สึกหายใจไม่ออก
และตอนนี้ เธอกำลังเผชิญกับสถานการณ์แบบเดิมอีกครั้ง
เธอพยายามหายใจเข้าลึก และบอกกับตัวเองว่า “สถานการณ์ยังไม่เลวร้ายถึงขนาดนั้น” แต่ก็ไม่ได้ช่วยเท่าไหร่ เพราะมือเท้าของเธอเริ่มแข็งทื่อ
เสียงปะทะจากภายนอกดังเข้ามาเป็นระยะ พร้อมเสียงร้องโหยหวนของผู้บาดเจ็บ
สีหน้าของชวีเหิงและทุกคนล้วนเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด เพราะต่างรู้ดีว่าความหวังที่เพื่อนนักรบที่ออกไปก่อนหน้านี้จะรอดชีวิตมาได้นั้นมีน้อยมาก
ทว่าพวกเขาไม่สามารถปล่อยให้ความโกรธพาไปได้ ทำได้เพียงข่มความปวดใจไว้และค่อย ๆ ถอยหลังกลับ
หากสามารถล่อให้ศัตรูเข้ามาในพื้นที่ได้ พวกเขาจะมีความได้เปรียบเรื่องพื้นที่ สามารถทำลายอาวุธหนักของศัตรูและโต้กลับได้
ในขณะที่กำลังล่าถอย แกรนต์พยายามติดต่อกับทีมที่ประจำอยู่ในเขตพาราไดซ์ แต่กลับได้รับข่าวว่าทางนั้นกำลังเผชิญกับการโจมตีของฝูงอสูรทมิฬ
อสูรทมิฬที่ถูกดัดแปลงได้ใช้อะไรบางอย่างเป็นสื่อกลางในการรวบรวมอสูรทมิฬธรรมดาเข้าด้วยกัน ทำให้ขณะนี้เขตพาราไดซ์และยานรบอีกหกลำถูกมวลมหาศาลของฝูงอสูรทมิฬรายล้อม
แม้ว่าทีมรบที่ประจำการในเขตพาราไดซ์จะยังปลอดภัยเนื่องจากมีฐานที่มั่น แต่พวกเขาก็ไม่สามารถออกมาสนับสนุนได้เช่นกัน
แผนของต้าฉือจวิ้นไทนั้นซับซ้อนและยากจะรับมือได้
ด้วยสถานการณ์นี้ ชวีเหิงและทีมจึงไม่มีทางเลือกอื่น ทำได้เพียงถอยไปยังที่หลบซ่อนของชาวเผ่าว่านฉี
อย่างน้อยที่นี่ก็มีพื้นที่กว้างขวางและเสริมความแข็งแรงไว้เป็นพิเศษ
ชาวเผ่าว่านฉีแจ้งว่าที่นี่มีเส้นทางลับอีกหลายเส้น ทว่าตั้งแต่ที่พวกเขาถูกสถาบันวิจัยบุกเข้ามา กว่าครึ่งของเส้นทางเหล่านี้ก็ถูกทิ้งร้างไป หากจะใช้ได้ก็ต้องทำการเคลียร์เส้นทางก่อน
แน่นอนว่าพวกเขาไม่มีเวลาสำหรับเรื่องนี้ อีกทั้งยังไม่อาจวางใจได้ว่าต้าฉือจวิ้นไทจะไม่ซุ่มโจมตีในเส้นทางอื่น
ดังนั้นแทนที่จะเสี่ยงโชค พวกเขาจึงเลือกที่จะสู้ตายกันตรงนี้ดีกว่า
ชวีเหิงและทีมของเขาควบคุมสติและจัดการวางแนวป้องกันชั่วคราว ชาวเผ่าว่านฉีเองก็ก้าวเข้ามาช่วยด้วยความเต็มใจ
แม้ว่าพวกเขาจะไม่พอใจลู่จินกู้และชวีเหิง แต่ก็ยังคงรู้สึกขอบคุณนักรบคนอื่น ๆ อยู่
ทั้งที่พวกเขาถูกดัดแปลงให้กลายเป็น ‘ของเหลือ’ แต่ความสามารถทางร่างกายก็ยังเหนือธรรมดา โดยเฉพาะพละกำลังที่มากกว่ามนุษย์ปกติหลายเท่า
และด้วยการช่วยเหลือของพวกเขา ในที่สุดจึงสามารถสร้างแนวป้องกันอย่างทุลักทุเลก่อนที่ศัตรูจะบุกเข้ามา