เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 289 เปิดโลกสู่การเปลี่ยนแปลง
บทที่ 289 เปิดโลกสู่การเปลี่ยนแปลง
สองสายตาประสานกันในความเงียบ ลู่จินกู้กับเหอผิงต่างก็ไม่เข้าใจความคิดของอีกฝ่ายนัก แต่สิ่งหนึ่งที่ลู่จินกู้เห็นได้ชัดเจนคือ เหอผิงพอใจแกรนต์มาก และดูเหมือนเธอจะยินดียิ่งที่จะสร้างครอบครัวร่วมกับเขา
ทุกคนล้วนเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว เธอจึงไม่คิดจะเข้าไปแทรกแซงการตัดสินใจของคนอื่น สิ่งเดียวที่ทำได้คืออวยพรจากใจ
เพราะในสหพันธ์นั้นไม่มีธรรมเนียมจัดงานแต่งงาน ก็แน่ล่ะ เพราะการเลิกราหรือกลับมาคบกันใหม่เป็นเรื่องปกติในสังคมนี้ หากมีธรรมเนียมงานแต่งขึ้นมา คนบางคนอาจใช้ชีวิตถึงหนึ่งในสามไปกับการเตรียมงานแต่งและเข้าร่วมงานแต่งของตัวเอง ดังนั้นเธอจึงถามตรง ๆ ว่าทั้งคู่คิดจะจดทะเบียนเมื่อไหร่
เหอผิงยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก “ก็แค่รอให้คำขอของเขาผ่าน เราก็จะเริ่มจัดการเรื่องนี้ทันทีค่ะ เพียงแต่ทางเขตพาราไดซ์ 1 นี่…”
“เรื่องงานไม่ต้องกังวลหรอก” ลู่จินกู้กล่าว “ช่วงหลายปีมานี้ ทีมงานภายใต้การดูแลของเธอก็พัฒนาไปไม่น้อย เธอก็แค่จัดการแบ่งงานให้เรียบร้อยก่อนเท่านั้นเอง แล้วพอเธอได้วันที่แน่นอนก็บอกฉัน ฉันจะอนุมัติวันลาพิเศษให้”
ความจริงแล้ว สหพันธ์ดวงดาวไม่ได้มีวันหยุดสำหรับการแต่งงานอยู่แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวัฒนธรรมการเปลี่ยนคู่ครองนั้นเร็วเกินไป หากมีวันหยุดลักษณะนี้ คนบางคนอาจสามารถลาครึ่งปีเพื่อแต่งและหย่าร้าง!
เหอผิงถึงกับตกใจ “คุณช่างเมตตาจริง ๆ ก็แค่แต่งงานเอง ไม่ต้องลำบากขนาดนี้หรอกค่ะ”
“จำเป็นสิ!” ลู่จินกู้พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “แต่ไม่ต้องคิดฝันเรื่องวันหยุดยาวหรอกนะ เจ็ดวัน ฉันให้มากสุดแค่นั้น”
แม้เธอจะคิดว่าเจ็ดวันเป็นเวลาที่น้อยนิด แต่เหอผิงกลับมองเธอด้วยความซาบซึ้ง พลางเอ่ยคำขอบคุณเสียยืดยาว
หลังจากพูดคุยกันเสร็จสิ้น เธอก็ทำตามสัญญาและติดต่อกู้ตั๋วทันที
ปลายสายตอบรับรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ ราวกับกำลังรอเธออยู่แล้ว
“เป็นยังไงบ้าง?” น้ำเสียงกู้ตั๋วเต็มไปด้วยความคาดหวัง
แม้เขาจะถามเช่นนี้ แต่ลู่จินกู้กลับรู้สึกว่าคนตรงหน้าคงเดาผลลัพธ์ไว้แล้ว เธอจึงไม่คิดจะอ้อมค้อมอีก
เธอกลอกตาหนึ่งรอบ ปากก็พูดว่า “ไม่น่าเชื่อเลยนะ แกรนต์ที่ดูเหมือนซื่อ ๆ กลับพลิกเกมจนทำให้มือขวาคนสำคัญของฉันหลงหัวปักหัวปำได้ขนาดนี้!”
คำพูดนั้นยังคงแฝงด้วยอารมณ์ส่วนตัวอยู่บ้าง ลู่จินกู้ไม่สามารถปล่อยผ่านความรู้สึกอึดอัดใจเกี่ยวกับการที่เขาเพิ่งขอเธอแต่งงานเมื่อครึ่งเดือนก่อน แล้วจะแต่งกับคนของเธอในอีกครึ่งเดือนถัดมาได้เลย
กู้ตั๋วที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอเม้มปากแน่นซึ่งจากใบหน้าของคนที่แสดงอารมณ์น้อยนิดแบบเขา การกระทำนี้มักหมายถึงความไม่พอใจ
เขาจ้องเธอเขม็ง แล้วเอ่ยถามตรง ๆ “เธอไม่พอใจเรื่องแกรนต์?”
ลู่จินกู้ที่กำลังจะพูดบางอย่างก็จำต้องชะงัก เมื่อเสียงเตือนภัยดังขึ้นในหัว เหมือนแสงสว่างวูบวาบ
เธอรีบเปลี่ยนคำพูดในวินาทีสุดท้าย “ไม่ ๆ ไม่ใช่ คุณนี่พูดอะไรมั่วไปหมด”
เธอพูดพลางส่งยิ้มกว้างไปให้ แต่กู้ตั๋วยังคงจ้องเธอตาไม่กะพริบ ดวงตาคมกริบที่อ่านยากของเขาเพ่งพินิจเธออยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็เปิดไฟล์คำขอแต่งงานของแกรนต์ขึ้นมา และเปิดแชร์หน้าจอให้เธอดู
เขาจรดปลายปากกาลงในพื้นที่ว่างใต้คำขอด้วยลายเซ็นคมกริบ ‘อนุมัติ’ และจงใจจ้องเธออีกครั้งหลังจากเซ็นเสร็จ
พฤติกรรมหึงหวงแบบนี้ช่างชวนให้หัวเราะ แต่มันก็ช่างหอมหวานเสียเหลือเกิน
ลู่จินกู้กลั้นยิ้มไม่อยู่ แต่เธอเลือกที่จะไม่พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ได้แต่เปลี่ยนหัวข้อแทน
“พวกเขาแต่งงานทั้งที คุณคิดจะให้อะไรเป็นของขวัญไหม?”
“เหรียญดวงดาว” เขาตอบโดยไม่ลังเล
คำตอบนั้นชัดเจนมาก…ผู้ชายสายตรงแบบกู้ตั๋ว ไม่เคยพลาดเรื่องการเลือกของขวัญที่ ‘ตรงใจ’ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นของขวัญที่ใช้งานได้จริงที่สุดเช่นกัน
ในเมื่อกู้ตั๋วเลือกที่จะให้เงิน ลู่จินกู้จึงคิดว่าเธอควรหาอะไรที่น่าสนใจและมีความหมายมากกว่านี้แทน
สุดท้าย แกรนต์และเหอผิงก็ตัดสินใจเลือกวันแต่งงานในอีกหนึ่งเดือนให้หลัง
ลู่จินกู้ได้ยินมาว่า แกรนต์ไม่ได้อยากรอถึงขนาดนั้น แต่เหอผิงยืนกรานว่าเธออยากให้ผ่านงานเลี้ยงของบริษัทพาราไดซ์กรุ๊ปไปก่อน แล้วค่อยจัดงานของตัวเองหลังจากนั้น
ต้องยอมรับว่าการจัดการเช่นนี้ช่วยแบ่งเบาภาระบนบ่าของลู่จินกู้ไปได้ไม่น้อย
ภายในพริบตา งานเลี้ยงใหญ่ที่ผู้คนทั่วทั้งสหพันธ์เฝ้ารอจากบริษัทพาราไดซ์ก็มาถึง
สถานที่จัดงานคือ ‘เขตพาราไดซ์โลก’ ที่ยังไม่ได้เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าชมอย่างเป็นทางการ
เมื่อห้าวันก่อนหน้านี้ ลู่จินกู้เพิ่งพัฒนาระบบของพาราไดซ์ที่นี่ไปจนถึงระดับ 5
แม้จะยังไม่สามารถครอบคลุมทั้งโลกได้ทั้งหมด แต่พื้นที่สำหรับรองรับแขกในงานวันนี้ก็ถือว่าเกินพอ
แขกทุกคนเลือกเดินทางมาที่นี่ผ่านสถานีขนส่งของเขตพาราไดซ์แห่งอื่นไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่อยากโอ้อวดความหรูหรา แต่เป็นเพราะโลกอยู่ไกลจากศูนย์กลางของสหพันธ์มาก การเดินทางด้วยยานอวกาศธรรมดาจะใช้เวลานานเกินไป
ลู่จินกู้วางแผนสำหรับงานเลี้ยงนี้อย่างพิถีพิถัน และถึงขั้นขอยืมแรงงานจากเผ่าเอลฟ์มาช่วยจัดการ
เหล่าเอลฟ์ นำโดยกรีนลีฟ ไม่ได้ปิดบังตัวตนในครั้งนี้ ใบหน้าที่หล่อเหลาและงดงามเหนือมนุษย์ของพวกเขา พร้อมด้วยลักษณะเฉพาะอันโดดเด่น ทำให้เป็นจุดสนใจของทุกคนทันที
ทุกที่ที่พวกเขาเดินผ่านเต็มไปด้วยเสียงกระซิบ
“พวกนั้นคือใครกัน?”
“ดูไม่เหมือนมนุษย์เลยนะ”
“ไม่เห็นได้ยินข่าวว่ามีการค้นพบเผ่าพันธุ์ใหม่เลยนี่…”
เหล่าเอลฟ์ซึ่งมีประสาทหูไวเป็นพิเศษ ได้ยินทุกคำพูดอย่างชัดเจน แต่กรีนลีฟได้กำชับไว้แล้วว่าไม่ต้องสนใจคำถามหรือข้อสงสัยใด ๆ พวกเขาจึงปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองอย่างสงบ
ด้วยท่าทางเย็นชาและเข็มกลัดประจำบริษัทพาราไดซ์ที่ติดอยู่บนหน้าอก แขกคนอื่น ๆ จึงไม่กล้าเข้าไปสอบถามตรง ๆ
แต่สายตาหลายคู่กลับจับจ้องมองใบหน้าที่งดงามของเอลฟ์ด้วยประกายความหมายแอบแฝง
ไม่นานนัก แขกทุกคนก็มาถึง และการจัดกลุ่มภายในงานก็เริ่มเห็นได้ชัด
สองขั้วอำนาจหลักอย่างตระกูลกู้และตระกูลแบล็กต่างรวมกลุ่มของตนอย่างชัดเจน ขณะที่ตระกูลเซินและตระกูลเซี่ยซึ่งเลือกวางตัวเป็นกลางกลับมีจำนวนน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ลู่จินกู้ที่ยังไม่ปรากฏตัวในงาน มองดูสถานการณ์ทั้งหมดนี้จากระยะไกล ดวงตาเธอฉายแววครุ่นคิดเล็กน้อยพลางไตร่ตรองสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
ในงานเลี้ยงที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายหรูหราและความเย็นเยียบของอำนาจ ลู่จินกู้จับสังเกตได้ว่า ยิ่งมีชนชั้นสูงที่เลือกข้างมากเท่าไหร่ นั่นยิ่งแสดงให้เห็นว่าคลื่นใต้น้ำในสหพันธ์กำลังขยายตัวมากขึ้นเท่านั้น
ตอนนี้ตระกูลกู้และตระกูลแบล็กกลายเป็นขั้วอำนาจที่เพียงแค่ขยับตัวเล็กน้อยก็สามารถสร้างแรงกระเพื่อมใหญ่ได้ หากสถานการณ์ลุกลามจนทั้งสองฝั่งเปิดศึกกันจริง ๆ ทั้งสหพันธ์อาจถูกดึงเข้าสู่ความวุ่นวายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยอาหารระดับยอดเยี่ยมจากบริษัทพาราไดซ์ แม้จะเป็นชนชั้นสูงที่เคยลิ้มรสอาหารจากทั่วจักรวาลก็ยังไม่อาจหาข้อตำหนิได้ แต่ลึก ๆ ในใจพวกเขากลับเริ่มรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย
เพราะจนถึงตอนนี้ ผู้บริหารสำคัญของพาราไดซ์กรุ๊ปยังไม่ปรากฏตัว กู้ตั๋วกับเซินโหย่วชิงยังพอเข้าใจได้ เพราะพวกเขาอยู่ในระดับที่ยากจะเข้าถึง แต่ลู่จินกู้ที่เบื้องหลังของเธอไม่ได้โดดเด่นอะไรกลับเลือกทำตัวเหนือชั้นเช่นนี้ จึงทำให้หลายคนเริ่มไม่พอใจ
เสียงกระซิบกระซาบกลายเป็นคำพูดเสียดสีอย่างไม่ปิดบัง ทันใดนั้นเอง แสงในห้องจัดเลี้ยงก็ดับลง
ก่อนที่ทุกคนจะได้เผยความตกใจ แสงระยิบระยับดุจดวงดาวก็ปรากฏขึ้นบนเพดาน และแผนที่ดวงดาวแบบโฮโลกราฟิกขนาดใหญ่ก็ฉายชัดอยู่กลางห้อง ทุกสายตาหันมาจับจ้อง
“นี่มันอะไร?”
ที่โต๊ะหน้าสุด ซึ่งเป็นที่นั่งของเจ็ดตระกูลหลัก บรรยากาศเริ่มตึงเครียดเล็กน้อย กงซุนฉือที่ไม่ได้ปรากฏตัวในที่สาธารณะมานานเงยหน้าขึ้นมองอย่างเย็นชา เสียงของตระกูลอเล็กซานเดอร์เต็มไปด้วยความสงสัยดังแว่วมาเข้าหูเขา ริมฝีปากของกงซุนฉือกระตุกเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“นี่คือแผนที่ดวงดาวของสหพันธ์ จุดที่สว่างขึ้นคือพื้นที่ที่พาราไดซ์ได้สร้างระบบไว้แล้ว ถ้าสมองใช้งานไม่ได้ก็ช่างเถอะ แต่อย่าบอกนะว่าดวงตาก็ยังไร้ประโยชน์”
คำพูดของเขาเต็มไปด้วยการเสียดสี ใคร ๆ ก็รู้ว่ากงซุนฉือไม่ชอบเสียเวลาพูดคุยกับคนโง่เง่า และตระกูลอเล็กซานเดอร์ที่มีชื่อเสียงในเรื่อง ‘พลังกล้ามเนื้อ มากกว่าพลังสมอง’ ก็คือกลุ่มคนที่เขามักจะดูแคลนที่สุด
ดูเหมือนวันนี้จะมีใครบางคนทำให้เขาไม่พอใจมาก แม้แต่วาเลนตินและคนอื่น ๆ ยังอดขมวดคิ้วไม่ได้ ทั้งยังถอยห่างจากกงซุนฉือเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
ทั้งสหพันธ์รู้ดีว่าถ้าเป็นไปได้ ควรหลีกเลี่ยงการมีปัญหากับคนจากตระกูลกงซุน เพราะพวกเขาเป็นคนที่เอาชนะได้ยากและอันตราย
ครั้งนี้ ตระกูลอเล็กซานเดอร์ส่งเอ็ดมันด์ อเล็กซานเดอร์มา ซึ่งเป็นนักรบระดับ 3S และถือเป็นคนที่เก่งที่สุดในรุ่นของเขา
เขาช่างสมกับฉายา ‘กล้ามเนื้อไร้สมอง’ เจ้าตัวทุบโต๊ะเสียงดังลั่น ตั้งท่าจะเอาเรื่องกงซุนฉืออย่างไม่หวั่นเกรง