เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 299 เงื่อนไขของต้าฉือจวิ้นไท
บทที่ 299 เงื่อนไขของต้าฉือจวิ้นไท
ลู่จินกู้หยุดเดินเมื่อเห็นว่าคู่สนทนามีทีท่าอยากพูดบางอย่าง เธอเลิกคิ้วถามเสียงเรียบ “มีเรื่องอะไรจะพูดล่ะ?”
กู้ตั๋วก้าวขึ้นมายืนข้างหน้าเธอเล็กน้อย บดบังสายตาอาฆาตที่ต้าฉือจวิ้นไทส่งมาอย่างไม่ลดละ
“แกอีกแล้ว!” ต้าฉือจวิ้นไทเอ่ยเสียงขุ่น “แกมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”
“อยากพูดอะไรก็รีบพูด เธอมีงานต้องทำ” กู้ตั๋วตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา และแสดงท่าทีไม่ยี่หระ
ต้าฉือจวิ้นไทกัดฟันแน่น ท่าทางเหมือนอยากพูดบางอย่างแต่กลับอ้ำอึ้งไป
“ถ้าไม่มีอะไรจะพูด ฉันกับเธอจะไปต่อแล้ว” กู้ตั๋วเอ่ยต่อพลางทำท่าจะเดินนำเธอไป
ลู่จินกู้ยิ้มบาง ๆ เหมือนรู้ทันและเตรียมจะเดินต่อไป แต่ก่อนที่จะก้าวออกไป ต้าฉือจวิ้นไทก็รีบเอ่ยขึ้น “ฉันอยากจะทำข้อตกลงกับเธอ!”
หญิงสาวชะงัก เธอหันกลับมาเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มเย้ยหยัน “นายคิดว่านายมีสิทธิ์อะไรมาต่อรองกับฉัน ในเมื่อเป็นนักโทษของฉัน?”
คำพูดของเธอเหมือนค้อนหนักทุบใส่หน้าต้าฉือจวิ้นไท เขาขบกรามแน่นจนมองเห็นเส้นเลือดปูดขึ้นบนขมับ แขนทั้งสองข้างของเขาขยับเล็กน้อยเหมือนจะพุ่งเข้าหาเธอ
แต่สุดท้ายเขาก็แค่ถอนหายใจลึก ๆ และเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ฉันรู้ว่าเธอต้องการข้อมูลลับของศูนย์วิจัย แต่พวกนั้นไม่มีข้อมูลสำคัญหรอก ทุกอย่างอยู่ในหัวของฉันกับน้องชายของฉันเท่านั้น ถ้าเราไม่ยอมพูด เธอจะไม่มีวันได้มันไป”
คำพูดนั้นทำให้เธอหันกลับมามองเขาอีกครั้ง สายตาเยือกเย็นแต่แฝงด้วยความสนใจ
“งั้นนายต้องการอะไร?” เธอถามตรงไปตรงมา
“รักษาน้องชายของฉันซะ แล้วปล่อยเราสองคนไป” เขาตอบโดยไม่ลังเล
ลู่จินกู้หัวเราะเบา ๆ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “ฝันไปเถอะ ไม่มีทางเป็นไปได้”
คำตอบนั้นทำให้สีหน้าของต้าฉือจวิ้นไทแสดงออกถึงความเดือดดาลอย่างเห็นได้ชัด
“งั้นเธอคงไม่ต้องการข้อมูลพวกนั้นแล้ว?”
เธอหรี่ตามองเขา ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าหนักแน่น “ฉันต้องการข้อมูลนั้น แต่ฉันต้องการเพียงเพราะต้องการจัดการปัญหาที่พวกนายสร้างไว้ และพยายามช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์เท่านั้น ถ้าไม่ได้ข้อมูล ฉันก็ไม่ได้รู้สึกผิดอะไร เพราะฉันทำดีที่สุดแล้ว แต่ถ้าจะให้ปล่อยพวกนายลอยนวล มันคงไม่ต่างอะไรกับการปล่อยเสือเข้าป่า”
ต้าฉือจวิ้นไทอึ้งไปชั่วขณะ ราวกับคำพูดของเธอทุบทำลายข้ออ้างและเหตุผลของเขาจนหมดสิ้น
ต้าฉือจวิ้นไทต้องการรักษาน้องชาย แต่ก็ต้องการจะใช้โอกาสนี้หลบหนีเช่นกัน
ทว่าเขาทำอะไรไม่ได้มาก เพราะคุกของพาราไดซ์ดูเหมือนจะใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยที่ทำให้พลังจิต ของพวกเขาไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง ทุกครั้งที่พยายามใช้พลังจิต จะถูก กระแสไฟฟ้าแปลกประหลาดเล่นงานทันที
กระแสไฟฟ้านี้ไม่สามารถป้องกันได้ และมันทำให้ พลังจิตระดับ 2S ของพวกเขาดูเหมือนไม่มีตัวตน
หากต้าฉือโชไทไม่ได้รับบาดเจ็บหนัก สองพี่น้องอาจลองเสี่ยงใช้พลังจิตพิเศษของพวกเขาเพื่อหาทางหลบหนี
แต่เมื่อคิดถึงน้องชายที่นอนซมอยู่อย่างไร้เรี่ยวแรงทุกวัน เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกโกรธแค้นและสิ้นหวัง
ในสภาพที่ไร้ทางเลือกเช่นนี้ เขาต้องปรับเปลี่ยนท่าทีเป็นการพูดดี แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง
ต้าฉือจวิ้นไทกัดฟันแน่น ก่อนจะพยายามต่อรองอีกครั้ง “ฉันสามารถใช้ชื่อของตระกูลต้าฉือเป็นประกัน ถ้าเธอยอมปล่อยเราไป ฉันสาบานว่าจะทำตัวสงบเสงี่ยม และถ้าเธอไม่ไว้ใจ ก็สามารถฝังเครื่องติดตามไว้ในตัวฉันได้”
เครื่องติดตามเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ควบคุมผู้ที่มีอันตรายสูงในสหพันธ์ เช่น นักโทษที่มีความสามารถมากจนหากจะฆ่าทิ้งก็น่าเสียดาย และไม่เหมาะกับการใช้วงแหวนควบคุมพลังจิต
อุปกรณ์นี้สามารถติดตามการใช้พลังจิต รวมถึงข้อมูลทางร่างกายอื่น ๆ และในบางกรณียังสามารถสั่งระเบิดได้จากระยะไกล
ข้อเสนอของเขานับว่าเป็นการลดตัวลงอย่างยิ่ง แต่ลู่จินกู้ก็ยังคงไม่หวั่นไหว เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ส่งข้อมูลทั้งหมดมาให้ฉัน แล้วฉันจะจัดการรักษาน้องชายของนาย แต่เรื่องปล่อยตัว ไม่ต้องพูดถึง”
คำตอบนั้นทำให้ต้าฉือจวิ้นไทสะอึก เขาอาจมีแผนการมากมายในใจ แต่เมื่ออีกฝ่ายปิดทางเจรจาอย่างเด็ดขาด เขาก็หมดทางเลือก
เขาพยายามจะพูดต่อ แต่เธอเพียงหันหลังเดินจากไป ทิ้งท้ายไว้แค่คำพูดสั้น ๆ “คิดได้แล้วค่อยบอกฉันแล้วกัน”
แม้เธอจะพูดเช่นนั้น แต่ความจริงเธอแทบจะไม่กลับมาที่ดาว 7133 เลย
กองทัพพาราไดซ์ 1 ทำหน้าที่อย่างเข้มงวด และไม่มีความจำเป็นต้องพูดคุยอะไรกับนักโทษอย่างเขาให้มากความ ดังนั้นการพึ่งพาพวกทหารเพื่อฝากข้อความอาจไม่ได้ผล และต้องใช้เวลานานเกินไป
ต้าฉือจวิ้นไทเคยมั่นใจว่าข้อมูลลับที่เขาถือครองจะทำให้เขามีโอกาสเจรจา หรืออย่างน้อยก็สามารถตั้งเงื่อนไขสูง ๆ เพื่อต่อรองได้
แต่เขาคาดผิดอย่างมหันต์
ลู่จินกู้ไม่ได้สนใจข้อมูลเหล่านั้นอย่างที่เขาคิด เธอมีข้อมูลส่วนใหญ่อยู่ใน ระบบพาราไดซ์อยู่แล้ว และไม่ได้ตั้งใจจะวิจัยเรื่องอสูรทมิฬต่อ
เธอต้องการข้อมูลก็เพื่อที่จะหาวิธีช่วยเหลือพวกเผ่าว่านฉีเท่านั้น
แต่เมื่อระบบพาราไดซ์แจ้งว่าไม่สามารถช่วยเหลือผู้ที่ถูกดัดแปลงเป็นอสูรทมิฬได้ เธอก็ไม่ได้คาดหวังอะไรจากต้าฉือจวิ้นไทมากนัก
สำหรับเธอแล้ว มันเป็นเพียงความพยายามเพื่อให้รู้สึกว่าได้ทำเต็มที่แล้วเท่านั้น
ดังนั้น เมื่อเห็นว่าต้าฉือจวิ้นไทพยายามถือไพ่เหนือกว่า เธอก็เลือกที่จะไม่เสียเวลาใด ๆ กับเขาอีก
เธอเดินจากไปโดยไม่หันกลับ ปล่อยให้อีกฝ่ายตกอยู่ในสภาพสิ้นหวังกับเกมที่เขาไม่สามารถเล่นต่อได้อีกต่อไป
ลู่จินกู้เดินจากไปโดยไม่หันกลับ ท่าทางมุ่งมั่นและไร้ซึ่งความลังเลชัดเจน ไม่มีท่าทีว่าเป็นการแสร้งเดินหนีเพื่อสร้างแรงกดดันใด ๆ
ในเกมการเจรจา หากฝ่ายหนึ่งไม่มีความต้องการใด ๆ ฝ่ายตรงข้ามย่อมเริ่มรู้สึกตึงเครียดและสับสน
สถานการณ์ระหว่างเธอกับต้าฉือจวิ้นไทตอนนี้ก็เป็นเช่นนั้น
ดังนั้นเมื่อเห็นว่าเธอกำลังจะไปถึงห้องขังของนักฆ่าแล้ว ต้าฉือจวิ้นไทก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาตะโกนออกมาด้วยน้ำเสียงปวดใจ
“ได้! รีบจัดการรักษาโชไทเถอะ!”
สำหรับคนอื่น ๆ ในโลกนี้ เขาอาจมองว่าเป็นเพียงแค่เครื่องมือ แต่สำหรับน้องชายฝาแฝดของเขาอย่างต้าฉือโชไท เขาไม่อาจปล่อยให้คนที่สำคัญที่สุดในชีวิตต้องอ่อนแอลงเรื่อย ๆ จนถึงจุดที่ไม่มีทางกลับมาได้
ลู่จินกู้หยุดเดินทันที เธอหันกลับมาพร้อมรอยยิ้มที่ไม่อาจตีความได้
“หึ”
เสียงหัวเราะสั้น ๆ เพียงครั้งเดียว ทำให้ทั้งกู้ตั๋วที่เฝ้ามองอยู่และต้าฉือจวิ้นไทที่หอบหายใจอย่างหนักต่างชะงัก
กู้ตั๋วรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่ ต้าฉือจวิ้นไทกลับรู้สึกเสียใจ
ลู่จินกู้เดินกลับมาอีกครั้ง แม้รูปร่างเธอจะเล็กกว่าต้าฉือจวิ้นไท แต่ในสายตาเขา ตอนนี้เธอมีอำนาจเหมือนกำลังมองเขาจากที่สูง
“ส่งข้อมูลมา” น้ำเสียงเธอราบเรียบแต่แฝงด้วยอำนาจ
ต้าฉือจวิ้นไทกัดฟันแน่น มองไปยังห้องขังของน้องชายที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
ตั้งแต่ลู่จินกู้กับกู้ตั๋วเข้ามาที่ชั้นนี้ เวลาก็ผ่านไปเกือบ 15 นาทีแล้ว แต่ต้าฉือโชไทไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นตัวหรือขยับตัวเลยสักนิด
เขาแทบไม่มีพลังจิตเหลืออยู่ และช่วงนี้เขายังหลับนานขึ้นเรื่อย ๆ หากปล่อยไว้อีกไม่นาน น้องชายของเขาอาจไม่มีวันตื่นขึ้นมาอีก
เขารู้ดีว่าตอนนี้เขาไม่มีอำนาจใด ๆ เหลือพอที่จะต่อรองแล้ว
“ให้ฉันใช้อุปกรณ์สื่อสารได้ไหม…” เขาเอ่ยอย่างไม่เต็มใจนัก แต่ก็ถูกลู่จินกู้ตัดบททันที
“ไม่จำเป็น”
เธอเรียกทหารจากกองทัพพาราไดซ์ 1 เข้ามา และสั่งให้นำตัวต้าฉือจวิ้นไทไปยังศูนย์บัญชาการ
“ไปให้รายละเอียดที่นั่นดีกว่า”
ประกายแห่งความหวังสุดท้ายในดวงตาของต้าฉือจวิ้นไทดับลงทันที
หากเขาได้ใช้อุปกรณ์สื่อสาร เขาอาจลองเสี่ยงติดต่อกับโลกภายนอก แต่ตอนนี้กลับถูกปิดไปอย่างสิ้นเชิง
เขาได้แต่เดินตามทหารไปด้วยท่าทางหนักอึ้งเพื่อไปยังศูนย์บัญชาการ
เมื่อเห็นว่าเขาถูกนำตัวออกไปจากห้องขังแล้ว ลู่จินกู้ก็เตรียมเดินต่อไปยังห้องขังของนักฆ่า
แต่แล้วเธอก็ได้ยินเสียงของกู้ตั๋วเอ่ยขึ้นมาเบา ๆ
“เธอกลายเป็นคนใจแข็งกว่าที่คิดนะ”
เธอหันกลับมามองเขา รอยยิ้มอ่อนโยนพลันปรากฏขึ้นบนใบหน้า “ก็ต้องเป็นแบบนั้นสิคะ ถึงจะอยู่รอดในโลกนี้ได้”