เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 306 จุดประกายให้ชนเผ่าที่ใกล้สูญพันธุ์
บทที่ 306 จุดประกายให้ชนเผ่าที่ใกล้สูญพันธุ์
“ฉันอยากอยู่ที่นี่”
หลังจากที่เซอร์สนุกสนานกับการสำรวจมหานครใต้ทะเลจนเต็มที่ เวลาอาหารกลางวันก็มาถึง
จากการเปลี่ยนร่างสองครั้งก่อนหน้านี้ที่ทำให้เขาเหนื่อยล้าหมดแรง ครั้งนี้เขาไม่สามารถเปลี่ยนหางให้กลายเป็นขามนุษย์ได้อีก
ลู่จินกู้จึงจัดโต๊ะอาหารริมทะเล ซึ่งเป็นการจัดโต๊ะที่แปลกใหม่
ในขณะที่คนอื่นนั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างเรียบร้อย แต่ที่นั่งของเซอร์คือบริเวณน้ำใสสะอาด โดยมีแท่นหินรองรับหางปลาให้เขาพักพิง เขา ‘นั่ง’ อยู่ข้างโต๊ะด้วยท่วงท่าที่ดูผ่อนคลาย ปลายหางขนาดใหญ่สะบัดไปมาช้า ๆ ในน้ำ
บนโต๊ะอาหารค่อย ๆ ถูกจัดวางด้วยจานอาหารทะเลที่หน้าตาน่าทาน เซอร์ถือช้อนส้อมในมือ ดวงตาเปล่งประกายด้วยความอยากลิ้มลอง
เพื่อดูแลระบบทางเดินอาหารและรสชาติที่เหมาะสมของเซอร์ อาหารทั้งหมดจึงเน้นรสชาติเบา ๆ และเนื่องจากวัตถุดิบหลักเป็นอาหารทะเล แม้จะปรุงอย่างเรียบง่าย แต่รสชาติก็ยังอร่อยอย่างยิ่ง
เซอร์ทานอาหารด้วยสีหน้าสดใส แก้มเปล่งปลั่งด้วยความสุข จนทำให้ทีมติดตามที่เฝ้าดูเขาตลอดเวลาต้องตะลึง บางคนที่ดูแลเขามานานกว่าสิบปียังไม่เคยเห็นเขาทานอาหารด้วยความอยากเช่นนี้มาก่อน
ทีมแพทย์มองเขาด้วยความกังวลใจ เหมือนอยากพูดอะไรแต่ก็ไม่กล้า
ลู่จินกู้สังเกตเห็นความห่วงใยนั้น เธอจึงอธิบายอย่างใจเย็น “ไม่ต้องกังวลค่ะ อาหารพวกนี้ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ส่วนผสมทุกอย่างและปริมาณของมันถูกคำนวณมาอย่างดีแล้ว ไม่มีทางทำให้เขาทานมากเกินไปได้ ส่วนเครื่องปรุงพิเศษบางชนิดก็ช่วยบำรุงระบบทางเดินอาหารของเขา”
หลังจากได้ฟังคำอธิบาย และเมื่อคิดถึงตัวอย่างก่อนหน้าจากเต้าหู้ปลาที่ได้รับการยืนยันประสิทธิภาพไปแล้ว ทีมติดตามก็วางใจและเริ่มผ่อนคลาย บรรยากาศที่โต๊ะอาหารจึงเปลี่ยนไปเป็นสบาย ๆ
ขณะที่ผู้ติดตามและเซอร์เพลิดเพลินกับมื้ออาหาร ผู้ชมในแช็ตสดกลับทนดูไม่ได้ หลายคนพากันส่งข้อความว่า “อยากกินบ้าง!” บางคนถึงกับไปทำอาหารทะเลเพื่อแก้ความอยากทันที
การถ่ายทอดสดกลายเป็นเหมือนรายการกินโชว์โดยไม่ได้ตั้งใจ เมื่ออาหารทุกจานบนโต๊ะถูกจัดการจนหมดเกลี้ยง นั่นคือช่วงเวลาที่เซอร์กล่าวประโยคที่ทำให้ทุกคนตะลึง “ฉันอยากอยู่ที่นี่”
นอกจากลู่จินกู้ ทุกคนในทีมต่างแสดงสีหน้าประหลาดใจ ทีมติดตามรีบเข้าไปพูดคุยเกลี้ยกล่อม “คุณเซอร์ พวกเราก็คิดว่าอ่าวเงือกเป็นที่ที่ดีมากจริง ๆ แต่ที่นี่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวกหลายอย่างยังไม่ได้ติดตั้ง และอุปกรณ์ตรวจวัดสัญญาณชีพที่คุณต้องใช้งานเป็นประจำก็ยังไม่พร้อม การอยู่ที่นี่ตอนนี้คงไม่สะดวกและไม่ปลอดภัยนะครับ”
“ใช่แล้วค่ะ คุณเซอร์ เราเข้าใจความรู้สึกตื่นเต้นของคุณ แต่ทุกอย่างยังคงต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของเผ่าเงือกเป็นหลัก…”
เสียงของทีมงานเต็มไปด้วยความกังวล ขณะที่พวกเขาพยายามพูดเกลี้ยกล่อม เซอร์ยังคงยิ้ม พยักหน้าเบา ๆ เหมือนกำลังฟังทุกอย่างอย่างตั้งใจ แต่เมื่อเสียงพูดคุยเริ่มเงียบลง เขากลับเปลี่ยนคำพูดของตัวเองใหม่ จาก “ฉันอยากอยู่” กลายเป็น “ฉันจะอยู่”
เพียงแค่เปลี่ยนคำ น้ำเสียงของเขาก็ชัดเจนถึงความมุ่งมั่น
เซอร์ยิ้มให้คนรอบตัวด้วยสายตาอ่อนโยน แต่คำพูดของเขานั้นหนักแน่น “แค่ครึ่งวันที่อยู่ที่นี่ ร่างกายของฉันรู้สึกดีขึ้นมาก ฉันจะอยู่ที่นี่ และขอให้พวกคุณรีบพาเผ่าของฉันมาเร็ว ๆ”
“เอ่อ…” ทีมงานรู้ว่าคงไม่มีทางโน้มน้าวใจเขาได้อีก พวกเขาจึงหันไปหาลู่จินกู้เพื่อขอความช่วยเหลือ
อ่าวเงือกเป็นทรัพย์สินของบริษัทพาราไดซ์กรุ๊ป หากลู่จินกู้ไม่อนุญาต เซอร์ก็ไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้
แต่ลู่จินกู้ไม่ได้ทำตามที่พวกเขาคาด เธอยิ้มและพยักหน้า “ที่นี่คือบ้านของเผ่าเงือกอยู่แล้ว คุณย่อมสามารถย้ายเข้ามาได้ทุกเมื่อ”
คำพูดของเธอเหมือนเป็นการตัดสินใจที่เด็ดขาด คนอื่นจึงไม่มีเหตุผลจะคัดค้านอีก
ในแช็ตสด ผู้ชมต่างแสดงความคิดเห็นสนับสนุน หลายคนพูดว่า “มีบ้านที่งดงามราวสรวงสวรรค์แบบนี้ ใครจะอยากกลับไปอยู่ทะเลจำลองแคบ ๆ อีกล่ะ?”
ผู้ชมที่อ่อนไหวบางคนถึงกับบอกว่า เพียงแค่เห็นเซอร์ว่ายน้ำในทะเลด้วยความสุข พวกเขาก็ซาบซึ้งจนหลั่งน้ำตา และไม่อยากเห็นรอยยิ้มของเซอร์เลือนหายไปอีก
ชาวพาราไดซ์บางคนซึ่งเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในระบบพาราไดซ์ปรากฏตัวในแช็ตสดเพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติม
“ไม่ต้องกังวลเรื่องสภาพแวดล้อมของพาราไดซ์เลย มันจะช่วยให้สุขภาพของเผ่าเงือกดีขึ้นอย่างแน่นอน”
“ระหว่างพาราไดซ์มีสถานีขนส่งเชื่อมต่อกันอยู่ ถ้าขาดอะไร ก็สามารถจัดส่งมาได้ทันที”
“ถูกต้องค่ะ ฉันเชื่อมั่นในคุณหนูลู่ เธอไม่มีทางเอาสุขภาพของเผ่าเงือกมาเสี่ยง ถ้าเธอตอบตกลง นั่นแปลว่าเธอได้เตรียมการไว้อย่างดีแล้ว”
ด้วยกระแสสนับสนุนอย่างล้นหลามจากผู้ชม และความตั้งใจแน่วแน่ของเซอร์ แผนการทดลองที่วางไว้เดิมกลายเป็นการตัดสินใจที่แน่นอนโดยไม่ต้องสงสัยอีกต่อไป
เผ่าเงือกกำลังจะได้กลับสู่บ้านเกิดของพวกเขาอีกครั้ง
ทีมงานติดตามประชุมกันอย่างรวดเร็วและตัดสินใจทิ้งทีมแพทย์ครึ่งหนึ่งไว้ดูแลเซอร์ แม้ว่าเมืองเล็กในอ่าวเงือกจะยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่มีอาคารบางส่วนที่สามารถอยู่อาศัยได้ พวกเขาจะอยู่ที่นี่เพื่อดูแลเซอร์และตรวจสอบว่าทุกอย่างปลอดภัยจริง ๆ
เซอร์ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้ เขากลับกระโจนลงไปในทะเลอย่างร่าเริงอีกครั้ง
ตามแผนที่วางไว้ การถ่ายทอดสดยังเหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมง กล้องใต้น้ำจึงรีบตามเขาไป
ผู้ชมในแช็ตสดเพลิดเพลินกับการชมการแสดงว่ายน้ำของเซอร์นานครึ่งชั่วโมง ก่อนที่ภาพสุดท้ายจะปรากฏบนหน้าจอ
ภาพนั้นจับได้ใบหน้าด้านข้างของเซอร์ที่ผอมบางแต่ยังคงงดงาม เขาประกบมือทั้งสองข้างไว้เบา ๆ ในอุ้งมือมีปลาการ์ตูนตัวเล็ก
เผ่าเงือกและปลาตัวเล็กในมหาสมุทรสีน้ำเงินกำลังจ้องมองกันและกัน เซอร์โน้มศีรษะลงเล็กน้อย ดูเหมือนว่าเขาจะจูบปลาการ์ตูนตัวนั้น
การถ่ายทอดสดตัดลง แต่ภาพนั้นฝังลึกในใจของทุกคนที่รับชม
พริบตาเดียว ภาพถ่ายหน้าจอของฉากนั้นก็ปรากฏบนสตาร์เน็ต ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ไวมือรีบเซฟไว้และแสดงความคิดเห็นใต้ภาพ
ส่วนใหญ่เป็นข้อความที่บรรยายถึงความซาบซึ้ง เช่น “ฉันร้องไห้เลย” หรือ “จมูกของฉันแสบไปหมด”
อิซาเบลล่าไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนสตาร์เน็ตในตอนนั้น เธอซบหน้าลงกับกระจกของอุโมงค์ใต้น้ำ ฝั่งตรงข้ามคือเผ่าเงือกที่ทำแบบเดียวกัน
พวกเขาต่างกำลังร้องไห้ แต่น้ำตาของเผ่าเงือกในทะเลจำลองกลับไม่เหลือร่องรอยใด ๆ
ในช่วงเวลานั้น พวกเขาเข้าใจกันอย่างลึกซึ้ง
อิซาเบลล่ากล่าวทั้งน้ำตา “ไม่ร้องแล้ว เราจะไม่ร้องอีก ทุกอย่างจะดีขึ้น คุณกำลังจะได้กลับบ้าน”
ถึงจะพูดแบบนั้น แต่เธอกลับร้องไห้หนักขึ้น
การถ่ายทอดสดครั้งนี้จุดประกายกระแสความสนใจในเผ่าใกล้สูญพันธุ์ของสหพันธ์ ที่เคยเป็นเพียงชื่อเรียกหรือสัญลักษณ์ในใจคนทั่วไป ชนเผ่าเหล่านั้นถูกมองว่าเป็นเพียงสิ่งที่อาจสูญพันธุ์ในเร็ว ๆ นี้ โดยไม่มีใครใส่ใจอย่างแท้จริง
แต่จากการย้ายถิ่นฐานของเผ่าเงือกครั้งนี้เกิดกลุ่มอาสาสมัครจำนวนมากขึ้นในสังคม บางคน ก็เช่นเดียวกับอิซาเบลล่า มีสายเลือดของชนเผ่าใกล้สูญพันธุ์ และต้องการทำบางสิ่งเพื่อเผ่าพันธุ์ของตน
บางคนไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ แต่รอยยิ้มบริสุทธิ์ของเซอร์ในขณะที่ได้กลับสู่อ้อมกอดของมหาสมุทรได้ปลุกความเมตตาในหัวใจของพวกเขาอย่างสมบูรณ์
เมื่อผู้คนเริ่มหันมาให้ความสนใจสภาพความเป็นอยู่ของชนเผ่าใกล้สูญพันธุ์ ข้อมูลที่น่าตกใจก็ถูกเปิดเผยออกมาเรื่อย ๆ
ชนเผ่าหนึ่งที่ถึงขั้นใกล้สูญพันธุ์มักมีสาเหตุหลักไม่กี่ประการ
บางครั้งเกิดจากความต้องการสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตที่เฉพาะเจาะจงมาก บางครั้งก็เพราะเผ่าพันธุ์นั้นมีความต้องการพิเศษเฉพาะตัว
และในบางครั้งที่พบได้บ่อยที่สุดและน่าเจ็บปวดที่สุดคือ คุณค่าหรือผลประโยชน์จากเผ่าพันธุ์นั้นล่อลวงจิตใจของผู้คนจนเกิดการแสวงหาประโยชน์อย่างหนัก
กรณีสุดท้ายนี้ยากและอันตรายที่สุด แต่ความจริงเกี่ยวกับสาเหตุนี้กลับถูกเปิดเผยได้รวดเร็วที่สุด
ลู่จินกู้เองก็รู้สึกตกใจกับข้อมูลเหล่านี้ ข้อมูลที่เปิดเผยออกมานั้นชัดเจนว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มหาศาลของหลายฝ่าย ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะเข้าถึงได้ง่าย ๆ
หรือต่อให้เข้าถึงได้ การกล้าปล่อยข้อมูลเช่นนี้ออกไปก็อาจหมายถึงการเสี่ยงชีวิต
เธอรู้สึกสงสัยและตัดสินใจตรวจสอบเกี่ยวกับองค์กรที่อ้างว่ามีจุดประสงค์เพื่อการปกป้องทางมนุษยธรรม
เมื่อเธอเลื่อนดูไปถึงรายชื่อผู้ก่อตั้ง กลับพบชื่อที่ทำให้เธอต้องประหลาดใจอย่างยิ่ง
เป็นชื่อที่เธอคาดไม่ถึง ซึ่งปรากฏอยู่ในตำแหน่งผู้ริเริ่ม
ความรู้สึกของเธอยามนี้ทั้งประหลาดใจระคนสงสัย แต่ชื่อที่ปรากฏนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันทำให้เธอเริ่มเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเบื้องหลัง