เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 317 อีฟ ผู้ต้องสงสัย
บทที่ 317 อีฟ ผู้ต้องสงสัย
การได้รับความรักและการปกป้องอย่างเช่นที่แอนนาได้รับ ล้วนเป็นสิ่งที่ใครหลายคนใฝ่ฝัน แต่สุดท้าย ความลับก็ไม่มีทางถูกเก็บงำได้ตลอดไป สิ่งที่ตระกูลแบล็กทำไว้จะถูกเปิดโปงสักวันหนึ่ง และเมื่อถึงเวลานั้น คนที่ไม่รู้อะไรเลยอย่างแอนนาอาจต้องเผชิญกับความเจ็บปวดมหาศาล
ลู่จินกู้ได้แต่ทอดถอนใจด้วยความเห็นใจ
ในขณะเดียวกัน เธอก็เริ่มเข้าใจว่าทำไมกู้ตั๋วและเซินโหย่วชิงถึงมีท่าทีแปลก ๆ กับแอนนา แม้เธอจะดูเหมือนเป็นเจ้าหญิงสูงศักดิ์ แต่แท้จริงแล้วเธอคือคนที่น่าสงสาร ผู้ใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยคำโกหก
ความใจดีของแอนนานั้นเป็นของแท้ ทำให้คนที่รู้ความจริงอย่างเช่นกู้ตั๋วและคนอื่น ๆ ไม่อยากเป็นคนที่ทำลายความฝันของเธอ
และตอนนี้ ลู่จินกู้ก็เหมือนจะกลายเป็นหนึ่งในคนเหล่านั้นด้วย
เธอถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องพูด “ซิงเหลียนทำไมถึงทิ้งร่องรอยไว้ ถ้าแอนนาไม่ออกมายอมรับเรื่องนี้ ตระกูลกู้คงเดือดร้อนแทนแน่ ๆ”
เธอรู้สึกผิดเล็กน้อย เพราะนั่นเป็นคำขอของเธอที่ทำให้กู้ตั๋วต้องส่งซิงเหลียนเข้าร่วมภารกิจ
“เขาตั้งใจทำ”
คำตอบนั้นเหนือความคาดหมาย เธอขมวดคิ้วด้วยความสงสัย รอให้กู้ตั๋วอธิบายเพิ่มเติม
แต่ก่อนที่เขาจะพูดอะไร เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากฝั่งของกู้ตั๋ว
“หัวหน้าคะ พวกเรา…”
ทันใดนั้น การสนทนาก็ถูกตัดขาด ภาพจอที่เธอเห็นกลายเป็นสีดำสนิท
เธอขมวดคิ้วแน่น เสียงที่เธอได้ยินเมื่อครู่เป็นของ ‘อีฟ’
ในฐานะลูกน้องของกู้ตั๋ว การที่อีฟเข้าไปในสำนักงานของเขาโดยไม่เคาะประตูหรือรายงานตัว และการที่การสื่อสารถูกตัดไปอย่างกะทันหันแบบนี้ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจ
ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัว เธออยากจะไปปรากฏตัวต่อหน้ากู้ตั๋วทันทีเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่ตอนนี้เธอไม่สามารถทิ้งที่นี่ไปได้ เพราะหลังจากเธอรับงานสร้างรังนกขนาดใหญ่ ความรู้สึกของเผ่าปักษาทั้งสี่คนที่มีต่อเธอก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
จากเดิมที่พวกเขาหวาดกลัวและระแวง กลับกลายเป็นพึ่งพาและผูกพัน ราวกับลูกนกที่ติดแม่…
ตอนนี้เผ่าปักษาทั้งสี่คนแทบจะหายใจรดต้นคอเธอแล้ว เมื่อพวกเขาตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่ทำคือมองหาเธอ ไม่พูดอะไรมาก ไม่ขออะไร แต่กลับคอยตามติดเธอเงียบ ๆ ด้วยท่าทีที่ดูอ่อนแอและเปราะบาง ทำให้ลู่จินกู้ไม่สามารถพูดอะไรหนัก ๆ ใส่พวกเขาได้เลย
และเมื่อพวกเขาหาเธอไม่พบ ความตื่นตระหนกและหวาดกลัวจะเข้าครอบงำทันที พวกเขากินไม่ได้นอนไม่หลับ จนบางครั้งถึงกับมีอาการวิงเวียนและหมดสติ โชคดีที่หน่วยโจมตียังอยู่ประจำที่นี่ พวกเขาสามารถพาผู้ที่หมดสติไปยังแคปซูลการแพทย์ได้ทันเวลา ไม่อย่างนั้นชนเผ่าที่ใกล้สูญพันธุ์นี้อาจต้องสูญเสียสมาชิกไปอีก เธอจึงไม่กล้าทิ้งเขตพาราไดซ์หมายเลข 13 ไปง่าย ๆ
ขณะที่เธอกำลังกลัดกลุ้มอยู่ กู้ตั๋วก็ส่งการติดต่อเข้ามา มือของเธอกดรับก่อนสมองจะคิดทันเสียอีก
บนจอปรากฏใบหน้าของเขาที่กำลังขมวดคิ้วเล็กน้อย คำแรกที่เขาพูดคือ “เมื่อครู่นี้มีเรื่องนิดหน่อย…”
น้ำเสียงของเขาเหมือนกำลังจะปัดเรื่องที่เกิดขึ้นไป เธอจึงพูดขัดขึ้นทันที “ฉันได้ยินเสียงของอีฟ เธอไม่ได้ออกไปปฏิบัติภารกิจใช่ไหมคะ?”
กู้ตั๋วเงียบไปในทันใด ดวงตาของเขาสบกับเธอโดยไม่ได้พูดอะไร
ความรู้สึกหนักอึ้งแผ่ซ่านในใจเธอ ก่อนที่เธอจะพูดขึ้นอีกครั้ง “คราวก่อน ฉันก็ได้ยินเสียงของเธอเหมือนกัน”
เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “สรุปว่า เธอไม่ได้ออกไปปฏิบัติภารกิจอะไรเลยใช่ไหม?”
หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพูดดักทาง “ครั้งก่อนที่คุณพูดแบบนั้น คุณตั้งใจจะหลอกฉัน หรือว่าคุณมีเหตุผลอื่น?”
ดวงตาของเธอจ้องเขาโดยไม่หลบ สายตาของพวกเขาปะทะกันในความเงียบ
ความเงียบนั้นยืดเยื้อจนทำให้เธอรู้สึกไม่ดีขึ้นไปอีก เธอเริ่มคิดว่านี่อาจจะเป็นการทะเลาะกันครั้งแรกหลังจากที่ตัดสินใจคบกัน
แต่ก่อนที่เธอจะคิดเสร็จว่าจะโกรธดีหรือไม่ เสียงหัวเราะเบา ๆ กลับดังมาจากปลายสาย
เธอเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจ และพบว่ากู้ตั๋วกำลังยกยิ้มมุมปากอย่างชัดเจน
“นี่คุณ…คุณยังจะมาหัวเราะอีก!” เธอพูดด้วยความเหลือเชื่อ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
“ฉันไม่ได้หัวเราะอะไรหรอก” กู้ตั๋วปฏิเสธหน้าตาย แต่ในน้ำเสียงมีความล้อเลียนแฝงอยู่ “แค่แฟนของฉันไวต่อความรู้สึกแบบนี้ จะให้มีความลับได้ยังไง”
คำพูดเล่นเชิงหยอกล้อทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดผ่อนคลายลงทันที
ลู่จินกู้ที่กำลังอารมณ์ขึ้นอยู่ก็เหมือนมีน้ำดับไฟในใจ เธอแสร้งทำหน้าบึ้งแต่เสียงอ่อนลง “อย่ามาทำให้ฉันเขว! วันนี้คุณต้องอธิบายให้ชัดเจนว่าเรื่องมันยังไงกันแน่”
“ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากบอก” เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น “แต่กลัวว่าคนอื่นจะได้ยินน่ะ”
กลัวว่าคนอื่นจะได้ยิน?
หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะเมื่อได้ยินแบบนั้น เธอรีบเปลี่ยนท่าที “งั้นก็ช่างมันเถอะ”
“เธอไม่อยากรู้แล้วเหรอ?”
“…ก็ฉันไม่อยากทำให้คุณลำบากนี่”
กู้ตั๋วเผยยิ้มเล็กน้อยอีกครั้ง ซึ่งเธอแน่ใจแล้วว่าเขาจงใจแกล้งเธอ!
เธอเอ่ยด้วยความขุ่นเคืองระคนเขินอาย “พูดก็พูดสิ ถ้าไม่พูดฉันจะวางสายแล้วนะ ฉันยุ่งมาก!”
ดวงตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม เขาเริ่มพูดเรื่องจริงจังในที่สุด
“ก่อนหน้านี้การสื่อสารของฉันถูกดักฟัง ฉันให้อีฟติดตามร่องรอยของอีกฝ่าย แต่เธอกลับไม่สามารถหาตัวได้ เธอบอกว่าคู่ต่อสู้นั้นเก่งมาก”
ลู่จินกู้รับฟังเงียบ ๆ
“ตอนแรกฉันไม่ได้สงสัยอะไร คนที่ดักฟังทำตัวค่อนข้างโอหัง ชัดเจนว่าพวกเขากำลังจับตาดูฉันอยู่”
“แต่หลังจากสงครามชายแดนสิ้นสุด และกองทัพที่ 7 กลับสู่ศูนย์บัญชาการ ฉันก็เริ่มรู้สึกแปลก ๆ”
“ฉันสงสัยว่ามีคนในกองทัพที่ 7 ร่วมมือกับผู้ดักฟังนี้”
“คนคนนี้ต้องมีสิทธิ์และอำนาจในระดับหนึ่ง”
“ฉันไม่ได้บอกใครและเริ่มสืบสวนแบบลับ ๆ ในที่สุดก็เจาะจงได้ว่าเป็นอีฟ”
“ซิงเหลียนและอีธานไม่ได้อยู่ที่นี่ในช่วงแรก เพราะหลังจากยืนยันได้ว่าอีฟเป็นผู้ทรยศ ซิงเหลียนเลยช่วยฉันสืบเรื่องต่อ ส่วนอีธาน… เขาเป็นพี่ชายของอีฟ”
ลู่จินกู้พยักหน้าเข้าใจ สองพี่น้องเคยทำงานให้กู้ตั๋วด้วยความภักดี แต่ตอนนี้น้องสาวกลับกลายเป็นผู้ทรยศ ถ้าปล่อยให้อีธานเข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการสอบสวนและจับกุม คงเป็นเรื่องที่โหดร้ายเกินไป
แม้กู้ตั๋วจะไม่สามารถปล่อยผู้ทรยศไปได้ แต่เขาก็ยังแสดงความเห็นใจต่ออดีตเพื่อนร่วมงาน
ลู่จินกู้คิดถึงสิ่งที่เธอเคยได้ยินจากสองครั้งที่ผ่านมา อีฟไม่มีท่าทีหวาดกลัวหรือกระวนกระวาย นั่นอาจหมายความว่าเธอยังไม่รู้ว่าตัวตนของเธอถูกเปิดโปงแล้ว…
“คนที่ดักฟังฉันยังจับตัวไม่ได้” กู้ตั๋วพูดสั้น ๆ แต่ตรงประเด็น
ลู่จินกู้เข้าใจได้ทันที เขากำลังล่อเบ็ดเพื่อจับปลาใหญ่
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เธอก็รู้สึกว่าเธออาจจะคิดมากเกินไป ความอึดอัดในใจจึงลดลงไปเล็กน้อย
แต่คำพูดต่อมาของกู้ตั๋วทำให้เธอแทบจะกระโดดตัวลอย “แต่ฉันรู้สึกว่าเรื่องมันแปลก ๆ อีฟดูเหมือนจะเชื่อมั่นว่าเธอจะได้เป็นภรรยาของฉัน”
“อะไรนะ? ภรรยา?”
“ใช่ เธอถึงกล้าทำอะไรหลาย ๆ อย่างเกินขอบเขตในช่วงนี้”
แต่ละคำพูดของเขาหนักหนาสาหัสจนเธอไม่รู้จะทำหน้าอย่างไร หลังจากตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็เอ่ยถามด้วยเสียงที่ยังไม่หายช็อก “แล้วทำไมเธอถึงคิดแบบนั้นล่ะ?”
“นั่นก็เป็นสิ่งที่ฉันสงสัยอยู่เหมือนกัน” เขาพูดพลางยักไหล่ทำท่าทางเหมือนยอมรับว่าไม่เข้าใจเช่นกัน
ปฏิกิริยาแรกของเธอคืออยากถามว่า แน่ใจนะว่าคุณไม่ได้ทำอะไรที่ทำให้เธอเข้าใจผิด?
แต่เมื่อคิดถึงปากที่สามารถทำให้ใครก็ตามแทบตายด้วยคำพูดเดียวของกู้ตั๋ว และท่าทีในค่ายทหารที่ชายหญิงเหมือนถูกฝึกอย่างไม่มีความแตกต่าง เธอก็เริ่มคิดว่าความเป็นไปได้ในข้อนี้ดูจะต่ำมาก
แล้วอีฟเอาความมั่นใจนี้มาจากไหน?
แม้ว่าเธอจะพยายามปลอบตัวเองว่าแฟนหนุ่มของเธอคงไม่ได้ทำอะไรผิด แต่เธอก็ยังรู้สึกไม่พอใจอยู่ดี มันเหมือนกับว่ามีคนอื่นมาคอยจ้องจะแย่งของในจานอาหารของเธอ
ด้วยอารมณ์ชั่ววูบ เธอจึงจ้องมองกู้ตั๋วแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “งั้นเราเปิดตัวกันเลยดีไหม?”