เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 322 แผนการของแต่ละฝ่าย
บทที่ 322 แผนการของแต่ละฝ่าย
เมื่อมาถึงดาวศูนย์กลางอีกครั้ง ทุกสิ่งทุกอย่างดูเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน
หลังจากแผ่นโลหะสีเงินเทาถูกยกออก เผยให้เห็นพื้นดินสีเหลืองน้ำตาลหม่น ๆ ที่แห้งแล้งและขาดความอุดมสมบูรณ์ ลู่จินกู้ก้มลงสัมผัสดิน ความรู้สึกที่ได้รับคือดินแห้งและแข็งจนเกือบจะแตกเป็นผง
ตัวแทนจากเจ็ดตระกูลใหญ่ในสภาพร้อมด้วยตัวแทนตระกูลน้อยใหญ่ลงจากยานอวกาศมายืนบนดินแดนนี้ แต่ครึ่งหนึ่งของพวกเขากลับมีสีหน้าแสดงความรังเกียจ
ลู่จินกู้มองปฏิกิริยาของแต่ละคนและส่ายหัวเบา ๆ
บางคนแม้จะเข้ามาแข่งขันเพื่อสิทธิ์ในการสร้างเขตพาราไดซ์ แต่ในใจก็ยังมองดินแดนนี้ด้วยความดูแคลนอยู่ดี
สายตาเธอกวาดมองเสื้อผ้าหรูหราเกินจำเป็นของพวกเขา เธอแอบยิ้มเยาะในใจ ‘อยากสร้างพาราไดซ์บนพื้นดิน แต่กลับไม่เคยให้ค่ากับผืนดินเลย’
เธอไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่เดินตรงไปยังต้นแปะก๊วยที่เคยดึงดูดความสนใจของเธอ
พอเข้าไปใกล้ เธอก็ปลดการป้องกันของไข่มุกเอลฟ์ที่ปิดกั้นการสื่อสารกับต้นไม้ และทันทีที่ทำแบบนั้น เธอก็ได้ยินเสียงกระซิบของต้นแปะก๊วย
“เธอมาอีกแล้ว”
“เธอจะมาช่วยฉันจริง ๆ ไหม?”
“เป็นไปไม่ได้หรอก! มนุษย์ทั้งโง่ทั้งอ่อนแอ จะช่วยอะไรฉันได้?”
“แต่วว่าตั้งแต่เธอมาครั้งก่อน แผ่นโลหะน่ารำคาญพวกนั้นก็หายไป รากของฉันรู้สึกสบายขึ้นตั้งเยอะ”
“มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่จะเชื่อคำพูดของมนุษย์!”
ดูเหมือนว่าชีวิตของต้นไม้นี้จะน่าเบื่อมาก มันถึงกับเรียนรู้วิธีใช้เสียงสองแบบมาคุยกับตัวเองเพื่อฆ่าเวลาได้เลย
แม้อายุจะมากแล้ว แต่ก็ยังมีความเป็นเด็กอยู่สินะ
ลู่จินกู้กลั้นหัวเราะ ก่อนจะยกมือแตะต้นแปะก๊วยเบา ๆ
ต้นไม้ยังคงพึมพำกับตัวเองต่อ
“เธอแตะฉันอีกแล้ว”
“แปลว่าเธอสนใจฉัน”
“ไม่หรอกมั้ง มนุษย์สนใจต้นไม้ทำไมกัน”
“แต่ฉันก็ยังชอบให้เธอมาแตะอยู่ดี”
เธอฟังไปพร้อมกับลูบต้นไม้เบา ๆ รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าโดยไม่รู้ตัว
ต้นไม้นี้…นิสัยน่ารักเกินกว่าที่คิด
ในขณะที่เธอกำลังสื่อสารกับต้นไม้ เสียงพึมพำของตัวแทนตระกูลใหญ่ที่อยู่ด้านหลังก็ดังแว่วขึ้นมา
“มาทำอะไรกับต้นไม้เนี่ย? เสียเวลาเปล่า”
“นั่นน่ะสิ งานใหญ่รออยู่แท้ ๆ แต่เธอกลับมาเล่นอะไรแบบนี้…”
เธอไม่ได้สนใจคำพูดเหล่านั้น เพราะในใจเธอรู้ว่าต้นแปะก๊วยแห่งนี้อาจเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูพื้นที่นี้ และเธอก็เชื่อในสิ่งที่ไข่มุกเอลฟ์ได้มอบให้เธอ…
“เธอแตะตัวฉัน!”
“อ๊า! ฉันไม่สะอาดแล้ว!”
เสียงของต้นแปะก๊วยที่ร้องลั่นด้วยความตกใจทำให้ลู่จินกู้หลุดหัวเราะออกมาทันที จนคนรอบข้างหันมามองด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงดูอารมณ์ดี
เธอไม่ได้อธิบายอะไรมากนัก เพียงเปลี่ยนเรื่องเข้าสู่หัวข้อสำคัญ “ถ้าอย่างนั้น ฉันเริ่มได้เลยใช่ไหมคะ?”
ตัวแทนจากเจ็ดตระกูลใหญ่ โดยเฉพาะวาเลนตินและคนอื่น ๆ มองหน้ากันเล็กน้อยก่อนพยักหน้า “เริ่มได้เลย”
ลู่จินกู้หยิบกิ่งต้นพาราไดซ์ออกมาและเหลือบมองต้นแปะก๊วย ก่อนตัดสินใจเดินออกไปหาที่เหมาะ ๆ ห่างจากต้นไม้นั้นเพื่อปลูกกิ่งไม้
ก่อนจะเดินจากไป เธอก็อดไม่ได้ที่จะเล่นซนอีกครั้ง เธอยื่นมือไปแตะต้นแปะก๊วยอีกครั้ง
เสียงร้องด้วยความตกใจดังขึ้นทันทีจากต้นไม้ และในเวลาเดียวกัน ระบบพาราไดซ์ก็ปรากฏข้อความแจ้งเตือนขึ้นมา
[ตรวจพบพืชที่สามารถรวมร่างกับไม้พาราไดซ์ได้ ต้องการรวมร่างหรือไม่?]
เธอชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่คาดคิดว่าจะมีโอกาสเช่นนี้เกิดขึ้น
ต้นแปะก๊วยต้นนี้มีอายุยืนยาวมาก แต่ภายในลำต้นกลับเริ่มมีการผุกร่อนจากแกนกลาง โรคที่เกิดขึ้นจากการเน่าในแกนลำต้นเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ยากมาก นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ต้นไม้มักแสดงความเจ็บปวด
หากมันไม่ได้แข็งแรงและมีลำต้นที่หนาพอ มันอาจตายไปนานแล้ว
เดิมทีเธอวางแผนจะสร้างเขตพาราไดซ์ ขึ้นมาบนดาวศูนย์กลาง แล้วลองใช้พลังการชำระล้างของระบบช่วยรักษาต้นไม้ หากยังไม่ได้ผล ก็ยังสามารถใช้ยาพืชที่มีในร้านค้าของระบบเพื่อช่วยชีวิตมัน
แต่ตอนนี้แผนเหล่านั้นไม่จำเป็นอีกต่อไป หากต้นแปะก๊วยรวมร่างกับไม้พาราไดซ์ มันจะไม่มีวันตายเพราะโรคอีกเลย
เธอหยุดเดินชั่วคราวด้วยความตื่นเต้นจนคนอื่นที่ตามหลังมาด้วยต้องหยุดตาม เซินโหย่วชิง เอ่ยถามเบา ๆ “มีอะไรหรือเปล่า?”
“ไม่มีอะไร” เธอยิ้มบาง ๆ ก่อนกดเลือกคำว่า ‘ใช่’ ในระบบ
ทันใดนั้น กิ่งไม้ในมือเธอก็พุ่งออกไปโดยอัตโนมัติ สร้างความตกใจให้คนอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด
พลังจิตหลากหลายประเภทที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเริ่มไหลทะลักออกมารอบตัวเธอ คนที่มีเจตนาแอบแฝงรีบส่งพลังจิตออกมาเพื่อตรวจสอบโดยไม่ทันปกปิดความตั้งใจ
เซินโหย่วชิงหรี่ตามองด้วยความเย็นชา ก่อนจะปล่อยพลังของเธอออกมาเช่นกัน แต่ไม่ใช่เพื่อตรวจสอบ เธอใช้มันเพื่อปกป้องลู่จินกู้แทน
กู้หลี่มาแทนกู้ตั๋วในฐานะผู้นำตระกูลกู้ เนื่องจากอีกฝ่ายยังติดภารกิจที่กองทัพที่เจ็ด เขามองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ด้วยตำแหน่งและอิทธิพลที่สูงที่สุดในกลุ่มของเจ็ดตระกูล น้ำเสียงของเขาเปล่งออกมาทั้งดังและทรงพลัง “อย่าทำเกินไปนัก!”
กลิ่นอายอันแข็งแกร่งและเยือกเย็นของกู้หลี่ทำให้ทุกคนรู้สึกเหมือนถูกกดทับ พลังจิตที่วุ่นวายจึงหยุดชะงักและชะลอความเร็วลง
ลู่จินกู้หันไปสบตากับกู้หลี่ที่กำลังมองเธออยู่ สายตาของเขาเต็มไปด้วยความหนักแน่นและแฝงความหมายของการปลอบประโลม
เธอยิ้มตอบเล็กน้อย ก่อนจะมุ่งความสนใจกลับไปที่ต้นแปะก๊วยและระบบพาราไดซ์ที่กำลังทำงาน
ลู่จินกู้พยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะเลิกสนใจปฏิกิริยาของคนรอบข้างและหันไปจดจ่อกับกิ่งพาราไดซ์
กิ่งไม้ไม่ได้ตกลงสู่พื้นดิน แต่กลับแทงเข้าไปในลำต้นของต้นแปะก๊วยโดยตรง
คนที่พยายามตรวจสอบพลังจิตของเธอในตอนแรก เพิ่งสังเกตเห็นเหตุการณ์นี้และเริ่มพูดถึงกันด้วยความตื่นเต้น
ต้าฉือเฟยหยวนรีบพูดขึ้นทันทีว่า “คุณหนูลู่ คุณเคยรับปากไว้ว่าจะไม่ทำลายสิ่งล้ำค่าของดาวศูนย์กลาง แต่คุณกลับทำแบบนี้เนี่ยนะ!”
“ฉันไม่ได้ทำลายนี่คะ” ลู่จินกู้พูดด้วยน้ำเสียงใสซื่อ พร้อมยกมือขึ้นอย่างไร้เดียงสา
แม้คนอื่นจะมองไม่เห็น แต่ในหน้าต่างของระบบพาราไดซ์ เธอเห็นชัดเจนว่ากิ่งไม้ของเธอกำลังรักษาต้นแปะก๊วยอยู่ ระบบกำลังจัดการกับปัญหาเน่าในแกนต้นไม้ ซึ่งเป็นอาการเรื้อรังที่ต้นไม้เผชิญมานาน
กิ่งไม้นี้เป็นส่วนหนึ่งของไม้พาราไดซ์ มันต้องสมบูรณ์แบบ ดังนั้นระบบจึงต้องรักษาต้นแปะก๊วยให้เรียบร้อยก่อนจะรวมร่างได้
ต้าฉือเฟยหยวนที่ไม่รู้ความจริงยังคงหัวเราะเยาะด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ต้นแปะก๊วยต้นนี้เป็นสมบัติล้ำค่าที่เราเฝ้าดูแลกันอย่างดี ไม่เคยกล้าแตะต้องแม้แต่น้อย แต่คุณกลับมาทำให้ลำต้นมันบาดเจ็บ แล้วบอกว่าไม่ได้ทำลาย?”
เขาเพิ่มเสียงให้ดังขึ้นราวกับต้องการเรียกร้องความสนใจและกำลังจะกล่าวหาต่อ แต่ทันใดนั้น พลังจิตที่รุนแรงและดุเดือดก็พัดเข้ามา
พลังจิตสีเลือดปรากฏขึ้นราวกับเปลวไฟลุกไหม้ ม้วนตัวเป็นกำปั้นขนาดมหึมา และหยุดอยู่ตรงจมูกของต้าฉือเฟยหยวนอย่างแม่นยำ
เหงื่อเย็นหยดลงจากหน้าผากของเขาทันที เขาลดท่าทีดุดันลงอย่างรวดเร็ว ก่อนเอ่ยด้วยเสียงที่อ่อนลง “คุณชายฉือ คุณตั้งใจจะทำอะไรครับ?”
ผู้คนเริ่มหันไปมองตามทิศทางของพลังจิตนั้น และพบว่ากงซุนฉือกำลังเดินมาทางนี้พร้อมกลุ่มผู้ติดตาม
กงซุนผิงเองก็มีท่าทีตกใจไม่น้อย “นายมาที่นี่ได้ยังไง?”
ทุกคนรู้กันดีว่ากงซุนฉือแทบไม่เคยออกจากดาว 555 เลย การปรากฏตัวของเขาในเขตพาราไดซ์บนโลกครั้งก่อนถือว่าน่าประหลาดใจมาก แม้จะมีเหตุผลที่เข้าใจได้ว่าตระกูลกงซุนพยายามปรับความสัมพันธ์กับกลุ่มพาราไดซ์ และความสัมพันธ์อันดีระหว่างเขากับกู้ตั๋ก็ทำให้ทุกคนพอจะเข้าใจได้ แต่การที่เขาปรากฏตัวที่ดาวศูนย์กลางในครั้งนี้ กลับเป็นเรื่องที่ทุกคนคาดไม่ถึง
ลู่จินกู้เองก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกันเมื่อเห็นกงซุนฉือปรากฏตัวอีกครั้ง เพราะถึงแม้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับตระกูลกงซุนจะไม่ค่อยดีนัก และครั้งก่อนที่เขาปรากฏตัวในเขตพาราไดซ์บนโลกก็ไม่ได้เกิดจากการที่เธอไว้หน้ากู้ตั๋ว แต่ตอนนี้เขากลับมาอีกครั้ง แถมยังปรากฏตัวในสภาพที่ทำให้ทุกคนตะลึงงัน
สิ่งที่ทำให้เธอยิ่งตกใจคือ กงซุนฉือกลับมานั่งรถเข็นอีกครั้ง แม้เธอจะกวาดตามองไปที่ขาของเขาแล้วก็ไม่พบปัญหาใด ๆ แต่สีหน้าของเขากลับซีดเซียวอย่างน่ากังวล
ถุงใต้ตานั่นแทบจะหลุดลงไปถึงหน้าอกแล้ว เขาดูเหมือนไม่ได้นอนมาหลายเดือน
การวิจัยเคยระบุว่า การอดนอนทำให้คนมีอารมณ์แปรปรวน และในกรณีของกงซุนฉือ ดูเหมือนจะชัดเจนกว่าคนทั่วไป
เขาเมินเฉยต่อคำถามของกงซุนผิงผู้เป็นปู่ แต่กลับจ้องมองต้าฉือเฟยหยวนด้วยสายตาเย็นชา คำพูดที่หลุดออกมาจากปากของเขาเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
“คนบางคนเลว บางคนโง่ แต่ถ้าเลวและโง่ไปพร้อมกัน ฉันก็ไม่เข้าใจว่ามีชีวิตอยู่ทำไม คนระดับแนวหน้าของสหพันธ์เรื่องพลังจิตก็อยู่ที่นี่ จะดูว่าต้นไม้ต้นนี้มีปัญหาหรือไม่ด้วยตัวเองไม่ได้หรือไง?”
รถเข็นของเขาถูกเข็นตรงไปยังต้าฉือเฟยหยวน เขาแสยะยิ้มเย็นชา “ถ้าตาใช้ไม่ได้ ก็เอาไปบริจาคเสีย ถ้าสมองใช้ไม่ได้ ฉันก็ไม่รังเกียจจะเอาไปทำการทดลอง”
พลังจิตอันดุดันของกงซุนฉือยังคงกดดันอยู่ที่ปลายจมูกของต้าฉือเฟยหยวน น้ำเสียงและท่าทางของเขาทำให้เกิดแรงกดดันมหาศาล
แม้พลังของกงซุนฉือจะไม่ได้มีอำนาจเด็ดขาดเหนือคนอื่น แต่สิ่งที่ทำให้ต้าฉือเฟยหยวนจนมุมคือ พลังจิตและทักษะของเขาไม่เหมาะกับการเผชิญหน้าตรง ๆ เขาจึงไม่กล้าขยับตัว สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นสีฟ้าอมม่วงด้วยความอับอายและโกรธ
กงซุนฉือเริ่มต้นจากการโจมตีด้วยพลังจิต เดินเข้ามาในสถานการณ์อย่างเหนือชั้น และจบด้วยการเหน็บแนมที่แสบถึงใจ
วาเลนติน แบล็กหัวเราะเบา ๆ ทำลายความเงียบ “คุณชายฉือยังคงมีนิสัยแบบเดิมไม่เปลี่ยนเลยจริง ๆ”
เสียงหัวเราะของวาเลนตินผสมด้วยความขบขันและการเหน็บแนม ทำให้สถานการณ์ที่ตึงเครียดเริ่มคลายลงเล็กน้อย แต่สายตาของทุกคนยังคงจับจ้องไปที่กงซุนฉือด้วยความระแวดระวังและสงสัย