เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 325 ค้นพบเทคโนโลยีใหม่
บทที่ 325 ค้นพบเทคโนโลยีใหม่
บรรยากาศภายในร้านอาหารส่วนตัวเต็มไปด้วยความตึงเครียด ทว่าลู่จินกู้กลับไม่รับรู้สิ่งใดทั้งสิ้น เธอออกมาเดินเล่นไปตามทางเล็ก ๆ ในป่าเมเปิลที่แดงฉานราวกับเปลวเพลิงอย่างสบายอารมณ์
ฤดูใบไม้ร่วงมาเยือนแล้ว ป่าเมเปิลแห่งนี้ที่เหมือนถูกแต่งแต้มด้วยเปลวไฟกลายเป็นหนึ่งในจุดชมวิวที่ได้รับความนิยมที่สุดในอุทยานป่า
ที่นี่จึงมีนักท่องเที่ยวมากมาย แต่กงซุนฉือกลับไม่สนใจใคร เขาปลดปล่อยพลังจิตออกมาอย่างไร้กังวล ความกดดันจากพลังของเขาสามารถสัมผัสได้ในรัศมีห้าสิบเมตร ทำให้นักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ พากันหลีกเลี่ยงโดยไม่ต้องมีใครบอก พื้นที่ที่พวกเขาเดินผ่านกลับกลายเป็นเงียบสงบไปโดยปริยาย
ลู่จินกู้ถอนหายใจเล็กน้อย พลางมองเขาด้วยความเหนื่อยใจ “นายเป็นอะไรอีกล่ะ ทำไมดูเหมือนอารมณ์ไม่ดีขนาดนี้?”
“ใครบอกว่าฉันอารมณ์ไม่ดี?” กงซุนฉือตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“การที่ระเบิดอารมณ์ใส่ทุกคนที่เจอแบบนี้แหละ เรียกว่าอารมณ์ไม่ดี!”
“เธอต่างหากที่เป็นเด็กดื้อ!” เขาตอบกลับด้วยเสียงกระแทก
เธอไม่ได้โต้ตอบอะไร เพียงแต่ส่งสายตาเจ้าเล่ห์มองเขาราวกับจะยั่วยุ
สีหน้าของกงซุนฉือแข็งค้างไปชั่วครู่ ก่อนจะรีบปรับให้กลับเป็นเยือกเย็นอีกครั้ง กระนั้น แก้มของเขาที่เริ่มแดงเล็กน้อยก็ปกปิดไว้ไม่มิด
ทั้งสองเงียบไปครู่หนึ่ง แต่ลู่จินกู้สังเกตได้ว่าเขาเริ่มเก็บพลังจิตกลับไปเล็กน้อย ความกดดันที่แผ่ออกมาลดลงจนรู้สึกได้
นักท่องเที่ยวเริ่มปรากฏตัวในรัศมียี่สิบเมตรรอบตัวพวกเขา ซึ่งดูเหมือนจะเป็นขอบเขตที่กงซุนฉือยอมให้คนทั่วไปเข้ามาใกล้
เธอไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม ระยะห่างนี้กำลังพอดี ไม่รบกวนคนอื่นที่มาเที่ยวชมวิว และยังห่างมากพอที่จะไม่มีใครได้ยินการสนทนาของพวกเขา
ทั้งสองเดินต่อไปอีกสักพัก เมื่อเห็นว่าเขายังไม่มีทีท่าจะพูดอะไร ลู่จินกู้ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม “นายมีอะไรจะพูดหรือเปล่า?”
“จำได้ไหมว่าครั้งก่อนคลินิกแพทย์แผนจีนอนุญาตให้ฉันทำการวิจัย?” เขาพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
ความจริงเธอยุ่งจนลืมเรื่องนี้ไปแล้ว แต่เธอก็ทำตัวนิ่ง ๆ และตอบไปว่า “จำได้สิ”
“ช่วงนี้ฉันได้ผลลัพธ์บางอย่าง” เขากล่าวเบา ๆ “โดยพื้นฐานแล้ว ฉันยืนยันได้ว่าคลินิกใช้เทคโนโลยีรูหนอน (wormhole) ที่สมบูรณ์แบบมาก”
เธอไม่ได้แปลกใจกับเรื่องนี้นัก จึงตอบกลับไปเรียบ ๆ ว่า “อื้ม”
แต่คำพูดถัดมาของเขากลับเป็นเหมือนระเบิดกลางวง “จากการวิจัยเทคโนโลยีของคลินิก ฉันใช้รูหนอนขนาดเล็กสร้างแบบจำลองสำหรับการเดินทางผ่านรูหนอนสำเร็จ และฉันลองใช้มันครั้งหนึ่งแล้ว…”
“เดี๋ยวนะ!” ลู่จินกู้ตะโกนขึ้นทันที “นายเพิ่งพูดว่าลองอะไรนะ?”
กงซุนฉือทำหน้านิ่ง ราวกับสิ่งที่เขาพูดไปเป็นเรื่องปกติ “ก็การเดินทางผ่านรูหนอนน่ะสิ ถึงมันจะเป็นแค่แบบจำลอง แต่ฟังก์ชันก็ครบถ้วนดี ข้อมูลจากการทดลองสามารถใช้อ้างอิงได้เลย…”
“ไม่ใช่แบบนั้น!” ลู่จินกู้พูดแทรกอีกครั้ง เธอก้าวยาว ๆ ไปหยุดที่หน้าเก้าอี้รถเข็นของเขา ก้มตัวจับที่พักแขนของเก้าอี้แน่น ไม่ให้เขาเข็นไปต่อ สีหน้าของเธอดุดัน “เทคโนโลยีใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าปลอดภัยหรือเปล่า นายกล้าดียังไงถึงเอาตัวเองไปเป็นหนูทดลอง?”
พูดไม่ทันขาดคำ เธอก็เห็นแววแห่งความยินดีแวบผ่านดวงตาของกงซุนฉืออย่างรวดเร็ว
เจ้าเด็กบ้าตระกูลกงซุนนี่!
เธอคิดไม่ผิดเลยที่เขาถูกเรียกว่า ‘คนบ้า’ ดูเหมือนเขาจะดีใจกับเรื่องนี้จริง ๆ!
ความโกรธของลู่จินกู้พลุ่งพล่านคล้ายเห็นเด็กดื้อทำเรื่องอันตราย เธออยากจะดุเขาให้หายโมโห แต่แล้วก็คิดได้ว่ากงซุนฉือไม่ใช่เด็กเล็ก ถ้าเธอพูดมากไป เขาอาจจะมองว่าเธอยุ่งไม่เข้าเรื่อง
ดังนั้น เธอจึงพยายามข่มความโกรธ ก่อนจะเอ่ยเพียงว่า “ชีวิตนายก็เป็นของนายเองนะ!”
เธอยืนขึ้นปล่อยทางให้เขา แต่สีหน้าของเธอก็ยังคงดูไม่สบอารมณ์
เธอรู้สึกได้ถึงสายตาของกงซุนฉือที่มองมา จึงหันหน้าหนีไปทางอื่นอย่างไม่พอใจนัก
เกลียดนักพวกที่ไม่รักชีวิตตัวเอง!
ความเงียบที่น่าอึดอัดปกคลุมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่กงซุนฉือจะพูดขึ้นมาว่า “ฉันมั่นใจมากพอถึงได้ทำการทดลองนี้ วางใจได้ ฉันจะไม่พนันด้วยชีวิตตัวเองหรอก”
ลู่จินกู้แค่นเสียง ไม่ยอมตอบ
“จริง ๆ นะ” กงซุนฉือย้ำอีกครั้ง ราวกับเขาใส่ใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ “และความจริงก็พิสูจน์แล้วว่าฉันกลับมาปลอดภัยดี”
“นายกำลังเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยง!” เธออดเถียงไม่ได้
“แต่ฉันชนะเดิมพันแล้วนี่”
… เอาเถอะ กับคนบ้าแบบนี้ เธอคงไม่มีอะไรจะพูดอีก
ลู่จินกู้ทำหน้าบึ้ง เดินหนีออกไปทันทีก่อนที่เธอจะเผลอลงมือกับเขา
เสียงล้อรถเข็นดังตามมาเป็นจังหวะ กงซุนฉือเข็นตามมาอย่างไม่รีบร้อน
ความเงียบก่อตัวขึ้นมาอีกครั้ง จนกระทั่งเขาเอ่ยขึ้นว่า “เธอไม่อยากรู้ผลลัพธ์เหรอ?”
เธอเงียบไป …จะบอกว่าไม่อยากรู้ก็คงโกหก แต่ตอนนี้เธอไม่อยากจะสนใจเขา
กงซุนฉือดูเหมือนจะเดาความคิดของเธอได้ เขาจึงพูดต่อ “เพราะเวลามีจำกัด ฉันเลยอยู่ฝั่งรูหนอนอีกด้านได้ไม่นาน อุปกรณ์ที่เตรียมไว้มีเวลาบันทึกภาพได้แค่ไม่กี่วินาที”
เขายกอุปกรณ์สื่อสารขึ้นมาเปิดหน้าจอ
สายตาของลู่จินกู้หลุดโฟกัส เธอเผลอเหลือบมองโดยไม่ได้ตั้งใจ
น่าหงุดหงิดนัก! เขาเดาใจเธอได้หมดเลย!
“ถ่ายอะไรไว้ได้บ้างล่ะ?” เธอถามเสียงแห้ง ๆ อย่างไม่เต็มใจนัก
กงซุนฉือหัวเราะเบา ๆ ทำให้ลู่จินกู้รู้สึกอับอายและโมโหทันที โชคดีที่เขาไม่ได้พูดอะไรเพิ่ม เพียงแต่เปิดจอภาพขึ้นมา
ครั้นเห็นว่าเขายังพอรู้กาลเทศะ เธอจึงแกล้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นและก้มมองหน้าจอ
ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอเป็นเพียงคลิปสั้น ๆ ราวสี่วินาทีเศษเท่านั้น แต่เพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
กลางภาพ ปรากฏเรือลำใหญ่ลอยล่องช้า ๆ
ใช่แล้ว… เป็น ‘เรือ’ ในความหมายที่แท้จริง
เรือสำราญขนาดมหึมาที่ประดับประดาอย่างวิจิตรบรรจง ลวดลายแกะสลักอ่อนช้อยราวกับเรือนไม้ในยุคโบราณ มันแล่นลอยอย่างสง่างามท่ามกลางความเวิ้งว้างของจักรวาล
เสียงดนตรีอ่อนหวานที่คล้ายมาจากเครื่องสายดังขึ้นแผ่วเบา แต่ก่อนที่เธอจะจับความได้ชัดเจน คลิปทั้งหมดก็จบลง กลายเป็นความมืดสนิท
เพียงสี่วินาทีสั้น ๆ แต่กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนในจิตใจได้มหาศาล
ดูเหมือนกงซุนฉือจะรู้ดีว่าคลิปนี้ทรงพลังเพียงใด เขาตั้งการเล่นวนซ้ำไว้อย่างเหมาะเจาะ
ภาพของเรือสำราญขนาดยักษ์ลอยผ่านท้องฟ้าจักรวาลปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียงดนตรีสองท่วงทำนองดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า
เรือลำนั้นอยู่ห่างไกลเกินไป รายละเอียดบางอย่างยังไม่ชัดเจน แต่ลู่จินกู้รู้สึกว่าเสียงดนตรีสองทำนองนั้นคุ้นเคยอย่างประหลาด เธอจึงตั้งสมาธิพยายามฟังอย่างจริงจัง
กงซุนฉือเงยหน้ามองเธอ เงาของผู้หญิงที่ยืนอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์เปรียบเสมือนมีออร่าเรืองรอง เธอหลับตาเล็กน้อย สีหน้าเคร่งเครียดขณะตั้งใจฟังเสียงดนตรี
เขามองดูเธออย่างเผลอไผลท่ามกลางความเงียบที่เสียงดนตรีขาดหายไป พวกเขาราวกับถูกแช่แข็งเป็นรูปปั้นสองรูป
จนกระทั่ง…
“ฉันรู้แล้ว!”
ลู่จินกู้ร้องลั่นด้วยความตื่นเต้น
กงซุนฉือสะดุ้งจนต้องรีบเบือนสายตาออก
แต่เธอกลับไม่ทันสังเกตท่าทีประหลาดใจและความกระอักกระอ่วนของเขา เธอยังคงจมอยู่ในความตื่นเต้นของตัวเอง
ไม่แปลกใจเลยที่เสียงดนตรีสองท่วงทำนองนั้นฟังดูคุ้นเคย เพราะมันคือ ‘เพลงท่วงทำนองขับขานแห่งวารี’*[1] ที่คนในประเทศจีนรู้จักกันดีนี่เอง!
ในโลกที่อยู่อีกด้านของรูหนอนนั้น เสียงเพลงที่คุ้นเคยยังดังขึ้นมาได้ มันหมายความว่ายังไง?
เธอแทบจะอดใจไม่ไหว เริ่มเดินวนไปมาด้วยความตื่นเต้นพลางถูมือ ความคิดในหัวพุ่งทะยานไปไกลจนเกิดจินตนาการนับไม่ถ้วน แต่ละความคิดก็ยิ่งทำให้ใจเต้นแรงขึ้น
ตอนนี้ แม้แต่ตัวเธอเองก็เริ่มคิดอยากจะลองไปสำรวจรูหนอนด้วยตัวเองแล้ว
กงซุนฉือที่ไม่ได้ถูกจับได้ว่าเมื่อครู่กำลังมองเธออย่างเผลอไผลก็รีบปรับอารมณ์กลับคืนมา ความฉลาดเฉลียวของเขาทำให้สมองเริ่มประมวลผลสิ่งผิดปกติอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถามขึ้น “รู้ว่ามันคืออะไรใช่ไหม?”
เธอหยุดการเคลื่อนไหวไปชั่วครู่ สมองวิ่งเร็วราวกับฟ้าผ่า ก่อนตัดสินใจยอมรับแบบกำกวม “ฉันเคยได้ยินเพลงนั้นมาก่อน”
หยุดนิ่งคิดไปชั่วครู่ จากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะถามต่อ “แล้วครั้งต่อไปนายจะทดลองอีกเมื่อไหร่?”
กงซุนฉือถอนหายใจ “…เมื่อกี้เธอยังบอกอยู่เลยว่ามันอันตราย”
ลู่จินกู้กัดฟันด้วยความขัดใจ แต่ในเมื่อตอนนี้เธอมีเรื่องจะขอร้องเขา เธอก็จำต้องอดทน!
เธอฝืนยิ้มออกมาจนดูเหมือนยิ้มเยาะตัวเอง “ฮ่า ๆๆ ก็เพราะฉันเชื่อใจนายน่ะสิ!”
[1] 水调歌头 มาจากบทประพันธ์ที่ได้รับความนิยมมากในช่วงราชวงศ์ซ่ง และถูกนำไปดัดแปลงเป็นเพลงในสมัยโบราณ เนื้อหาแฝงด้วยปรัชญา ความงดงามของธรรมชาติ และความสัมพันธ์ของมนุษย์กับจักรวาล