เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 33 ใช้ข้อมูลของฉันเป็นเกณฑ์การคำนวณ (รีไรต์)
- Home
- เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่
- บทที่ 33 ใช้ข้อมูลของฉันเป็นเกณฑ์การคำนวณ (รีไรต์)
บทที่ 33 ใช้ข้อมูลของฉันเป็นเกณฑ์การคำนวณ (รีไรต์)
เมื่อเห็นว่าลู่จินกู้ยังไม่เข้าใจ นายทหารหญิงคนนั้นจึงอธิบายต่อไปว่า “พิษที่ศูนย์กลางของมลพิษมีความรุนแรงมากที่สุด จากการประเมินความรุนแรงแล้ว ดูเหมือนว่าอาจจะมีอสูรทมิฬถือกำเนิดขึ้นแล้ว การเข้าไปโดยประมาทนั้นอันตรายเกินไป!”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง
เธอเพิ่งเข้าใจถึงความอันตราย จึงกล่าวขอโทษอย่างรู้สึกผิดว่า “ขอโทษค่ะ ฉันคิดไม่รอบคอบ ทุกอย่างให้พวกคุณจัดการเถอะค่ะ”
เรื่องแบบนี้ควรปล่อยให้มืออาชีพจัดการ
นายทหารหญิงดูเหมือนจะไม่คาดคิดว่าลู่จินกู้จะพูดจาดีขนาดนี้ เธอถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ทันใดนั้นกู้ตั๋วก็ออกคำสั่งว่า “เริ่มคำนวณตำแหน่งที่ลึกที่สุดที่สามารถเข้าไปในเขตมลพิษได้ แล้วแจ้งผลลัพธ์ให้ฉันทราบภายในสี่ชั่วโมง”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วเสริมว่า “ใช้พลังจิตของฉันเป็นข้อมูลในการคำนวณ”
เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนต่างตกตะลึง ซิงเหลียนถึงกับเลิกทำหน้าทะเล้น “ท่านนายพล! ให้ผมคุ้มกันคุณลู่เข้าไปในเขตมลพิษดีกว่าครับ”
นายทหารหญิงคัดค้านอย่างรุนแรง “หากท่านนายพลเป็นอะไรขึ้นมา กองทัพที่เจ็ดก็จะไร้ผู้นำ ตระกูลแบล็กต้องฉวยโอกาสนี้บุกรุกเข้ามาแน่! ท่านมอบหมายภารกิจนี้ให้พวกเราจัดการเถอะ”
“ถ้าดาว 679 เกิดเรื่องขึ้นมา คิดว่าตระกูลแบล็กจะปล่อยโอกาสนี้ไปงั้นเหรอ?”
เมื่อเผชิญหน้ากับการคัดค้านของลูกน้อง กู้ตั๋วจึงถามกลับอย่างใจเย็น
เพียงประโยคเดียวทุกเสียงพลันเงียบกริบลง…
ลู่จินกู้มองออกว่าคำถามของเขานั้นแทงใจดำทุกคน
ทั้งตระกูลกู้และตระกูลแบล็กต่างเป็นหนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่ของสภา แต่ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาจะเหมือนไฟกับน้ำ
กู้ตั๋วมองไปรอบ ๆ เห็นว่าลูกน้องไม่พูดอะไรอีกแล้ว จึงพูดต่อ “ยิ่งไปกว่านั้น พวกเราเป็นทหาร เพื่อปกป้องประชาชนของสหพันธ์ พวกเราไม่ควรกลัวความเป็นความตาย! ฉันในฐานะที่เป็นถึงผู้บัญชาการกองทัพที่เจ็ดยิ่งควรเป็นแบบอย่าง นอกจากนี้…”
ลู่จินกู้รู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่าง ชายคนนี้กำลังจะเริ่มอีกแล้ว
“พลังจิตของพวกคุณแข็งแกร่งกว่าฉันรึไง ถ้าแม้แต่ฉันเข้าไปแล้วยังมีอันตราย พวกนายจะทนได้งั้นเหรอ?”
อย่างที่คิด ทั้งที่เป็นความจริงแท้ ๆ แต่พอหลุดออกมาจากปากเขามันกลับทำให้คนฟังรู้สึกคันยุบยิบอยากจะต่อยสักที
ทว่าเมื่อเห็นท่าทางของซิงเหลียนและคนอื่น ๆ พวกเขากลับดูคุ้นเคยกับเหตุการณ์เช่นนี้เป็นอย่างดี ไม่มีทีท่าหวาดหวั่นแม้แต่น้อย
ในท้ายที่สุด พวกเขาก็ตัดสินใจทำตามคำแนะนำของกู้ตั๋ว โดยใช้ระดับพลังจิตของเขาเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ
“อีกสี่ชั่วโมงเราจะออกเดินทาง เธอรีบพักผ่อนเถอะ”
ลู่จินกู้ถูกพาไปยังค่ายทหารกองพลที่เจ็ด และได้รับการจัดห้องพักส่วนตัวไว้ให้
หลังจากที่กู้ตั๋วออกไปแล้ว ลู่จินกู้ก็ไม่สามารถสงบสติอารมณ์ได้เลย
ตอนที่เธอเพิ่งเดินทางมาถึง เธอเห็นผู้คนมากมายพักอาศัยอยู่ในที่พักชั่วคราวโดยรอบ และดูเหมือนว่าจะมีบางคนที่แสดงพฤติกรรมแปลกประหลาด
เด็กชายอายุประมาณสิบขวบคนหนึ่ง กำลังขุดหลุมอยู่บนพื้นดินราวกับสุนัข ทั้งสองมือของเขาเต็มไปด้วยเลือด เมื่อญาติ ๆ ของเขาพยายามเข้าไปห้ามปราม เด็กชายกลับพยายามกัดพวกเขา
หญิงวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบปี กำลังพูดพึมพำกับตัวเองอยู่คนเดียว เธอปลดปล่อยพลังจิตออกมาไม่หยุด โชคดีที่ระดับพลังจิตของเธอไม่สูงนัก จึงไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ
และยังมีชายชราคู่หนึ่งล้มลงไปกองกับพื้น พวกเขาทุบศีรษะของตัวเองอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับร้องตะโกนว่าพวกเขากำลังจะระเบิด ร่างของพวกเขาถูกหน่วยแพทย์ที่รีบรุดเข้ามาหามตัวออกไป
พฤติกรรมแบบนี้เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน คนพวกนี้ล้วนผ่านการคัดกรองจากกองทัพที่เจ็ดมาแล้ว ถูกตัดสินว่ามีพลังจิตอ่อนแอหรือทักษะไม่มีอานุภาพทำลายล้าง จึงไม่ได้ถูกควบคุมตัว
ส่วนพวกที่เป็นอันตรายจริง ๆ แต่ไม่ได้รับสารต้าน ล้วนถูกตรึงแขนขา สวมวงแหวนควบคุมพลังเอาไว้
แต่กู้ตั๋วบอกเธอว่า… การกักขังเป็นเพียงการป้องกันพวกเขาทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่นชั่วคราวเท่านั้น เมื่อใดก็ตามที่นักบุญแห่งตระกูลเซินไม่สามารถควบคุมได้ และคนเหล่านี้ไม่ได้รับการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ระดับความคลุ้มคลั่งของพวกเขาจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พวกเขาส่วนใหญ่จะทนทุกข์ทรมานจากความบ้าคลั่งไม่ไหว และจะเลือกจบชีวิตด้วยการระเบิดตัวเอง
แน่นอนว่าการระเบิดตัวเองจะส่งผลกระทบต่อสิ่งรอบข้าง ดังนั้น หากถึงขั้นนั้นจริง ๆ คนพวกนี้จะถูกฆ่าปิดปาก หรือถูกส่งไปยังที่รกร้างเพื่อรอความตาย
ไม่ว่าจะแบบไหน ล้วนไม่ใช่จุดจบที่ดี…
ทั้งหมดนี้ทำให้ลู่จินกู้ไม่สามารถสงบสติอารมณ์ได้ เธอเดินไปเดินมาในห้อง หวังเพียงว่าข้อมูลการคำนวณจะออกมาเร็ว ๆ และภาวนาให้พาราไดซ์แห่งที่สองมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับของจริง
กองทัพที่เจ็ดคงอยากจะแก้ปัญหานี้โดยเร็วเช่นกัน เพราะผ่านไปเพียงสามชั่วโมงกว่า ๆ ข้อมูลการคำนวณก็ออกมาแล้ว
กู้ตั๋วนำชุดป้องกันที่ดีที่สุดของกองทัพมาให้ ทหารหญิงช่วยเธอสวมใส่
หลังจากสวมใส่ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ลู่จินกู้ก็รู้สึกว่าแค่ยืนอยู่เฉย ๆ ยังทำได้ยาก
ชุดป้องกันที่คลุมตั้งแต่หัวจรดเท้าชุดนี้ หนักอย่างน้อยสามสิบกิโลกรัม!!
เนื่องจากพิษสามารถแพร่กระจายในอากาศได้ ชุดป้องกันจึงไม่สามารถติดตั้งระบบหมุนเวียนอากาศแบบพกพาได้ นั่นหมายความว่าเธอต้องอยู่ในสภาพที่อากาศไม่ถ่ายเท
ผ่านไปเพียงแค่ไม่กี่นาที เธอก็รู้สึกเหมือนกำลังแช่อยู่ในน้ำ
จู่ ๆ นายทหารหญิงก็ทำความเคารพเธอ “คุณลู่ แม้ว่าฉันจะไม่รู้ว่าคุณมีวิธีจัดการกับมลพิษอย่างไร แต่กองทัพที่เจ็ด และประชาชนทุกคนบนดาว 679 จะจดจำความกล้าหาญของคุณในวันนี้”
เมื่อเผชิญกับสายตาที่แน่วแน่ของอีกฝ่าย ลู่จินกู้ก็รู้สึกตื้นตันใจ
เธอพยายามทำความเคารพกลับ “วางใจเถอะ ฉันจะพยายามอย่างเต็มที่”
กู้ตั๋วที่สวมชุดป้องกันเดินเข้ามาหาเธอและยื่นมือออกมา
เธอเดินเข้าไปหาเขาอย่างยากลำบาก ทั้งสองถูกมัดติดกันในลักษณะเดียวกับครูฝึกกระโดดร่มและนักเรียน
หลังจากนั้นเพดานหมุนเปิดออก… กู้ตั๋วเปิดใช้งานเครื่องยนต์ขับดันที่ด้านหลัง ทั้งสองลอยขึ้นไปบนอากาศอย่างช้า ๆ หลังจากขึ้นไปถึงระดับความสูงหนึ่งแล้ว ก็ปรับทิศทาง บินไปยังพื้นที่มลพิษอย่างรวดเร็ว
“เร็วเข้า!! ติดตามสัญญาณของท่านนายพล เตรียมพร้อมให้การสนับสนุน!”
แม้จะรู้อยู่แล้วว่า พวกเขาไม่สามารถใช้ยานพาหนะหรือยานอวกาศได้ เพราะพิษมีฤทธิ์กัดกร่อนโลหะอย่างรุนแรง ยิ่งพื้นที่ผิวสัมผัสมากเท่าไหร่ ความเร็วในการกัดกร่อนก็จะยิ่งเร็วขึ้นเท่านั้น พวกเขาจึงต้องใช้เครื่องยนต์ขับดันที่สามารถห่อหุ้มด้วยชุดป้องกันได้เกือบทั้งหมด แต่ประสบการณ์การบินแบบนี้ก็ยังน่าหวาดเสียวเกินไป
ลู่จินกู้รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่กำลังกอดคนข้างหลังแน่นด้วยความตกใจโดยไม่รู้ตัว
และดูเหมือนเขาจะก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมแขนซ้ายมาโอบรอบเอวเธอไว้แน่น
อ้อมกอดนี้ทำให้เธอผ่อนคลายลงเล็กน้อย จากนั้นจึงเหลือบมองภาพเบื้องล่าง
ในตอนนั้นบังเอิญกำลังบินผ่านป่าสีแดงอ่อน
เสียงของกู้ตั๋วดังมาจากเครื่องสื่อสาร “นั่นไง ต้นสาละ”
แต่เธอกลับรู้สึกว่า ต้นสาละดูเหมือนพืชกลายพันธุ์เสียมากกว่า
เมื่อต้องแสงแดด พืชพวกนี้จะเปล่งประกายระยิบระยับราวกับโลหะ ส่วนใบสีแดงหากดูจากโครงสร้างแล้ว ไม่เหมาะกับการสังเคราะห์แสงเอาเสียเลย
ถ้าเทียบกันแล้ว ลู่จินกู้ชอบพืชสีสันสดใสบนโลกมากกว่าเยอะ
ทันใดนั้นเองทัศนวิสัยก็มืดลง… เมื่อลู่จินกู้รู้สึกตัวอีกครั้งก็พบว่าพวกเขาเข้ามาในพื้นที่มลพิษแล้ว
ถึงอย่างนั้นก็ยังคงมองเห็นสภาพแวดล้อมโดยรอบได้ ทว่าหลังจากเข้าไปลึกหนึ่งกิโลเมตร ภาพตรงหน้าก็มืดมิด
ที่แท้นี่คือสภาพของการปนเปื้อนอย่างสมบูรณ์!
จู่ ๆ ลู่จินกู้ก็นึกถึงว่านฉีหยาขึ้นมา หรือว่าชาวว่านฉีจะใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในสภาพแวดล้อมแบบนี้นะ?!
ไม่อยากจะนึกเลยว่าพวกเขาทนอยู่กันได้ยังไง
กู้ตั๋วควบคุมเครื่องยนต์ขับดันลงจอด
“แถวนี้ทัศนวิสัยต่ำมาก แถมยังอยู่ใกล้เมืองอีก บินต่อไปไม่ปลอดภัย” เขาอธิบายเสียงเบาพลางปลดตัวเชื่อมต่อ
ทั้งสองแยกจากกัน แต่เขากลับคว้ามือของลู่จินกู้เอาไว้
แม้จะมีชุดป้องกันหนาเตอะกั้นกลาง เธอก็ยังรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ จึงขยับตัวเล็กน้อย “ฉันเดินเองได้”
“พลังจิตเธอยังอ่อนแอเกินไป ไม่สามารถลดน้ำหนักของชุดป้องกันได้หรอก ฉันช่วยประหยัดแรงเธอได้นะ”
…ที่จริงเขาพูดแค่ประโยคสุดท้ายก็พอแล้ว
ลู่จินกู้ได้แต่บ่นอยู่ในใจ ขณะก้าวตามหลังกู้ตั๋วไปอย่างยากลำบาก บ้างลึกบ้างตื้น
ตามข้อมูลคำนวณระบุว่า พวกเขาต้องไปยังตำแหน่งที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางแหล่งที่มาของมลพิษไปประมาณห้าร้อยเมตร
เส้นทางไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด!
ดังที่ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ไว้ มลพิษระดับความรุนแรงนี้สามารถคร่าชีวิตสิ่งมีชีวิตที่หนีไม่ทันได้อย่างรวดเร็ว และยังมีโอกาสสูงที่จะก่อให้เกิดอสูรทมิฬ
แน่นอน พวกเขาต้องเผชิญกับการโจมตีจากเงามืดมากมาย
ลู่จินกู้มองไม่เห็นแม้แต่ตัวตนของผู้โจมตีด้วยซ้ำ มีเพียงแสงสีน้ำเงินเข้มที่ส่องสว่างขึ้น เธอถึงรู้ตัวว่ามีอสูรทมิฬอยู่ตรงนั้น
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ความเร็วในการเดินทางของพวกเขาจึงไม่รวดเร็วนัก เธอรู้สึกราวกับว่าขาของเธอนั้นหนักอึ้งประหนึ่งทับด้วยตะกั่ว และตำแหน่งเป้าหมายนั้นดูเหมือนจะไกลแสนไกล…
[1] จิน : มีน้ำหนักเท่ากับ 500 กรัม