เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 338 ระวังตัวด้วยนะ
บทที่ 338 ระวังตัวด้วยนะ
พลังจิตของลู่จินกู้หมดลงตั้งแต่แรกเริ่ม และจนถึงตอนนี้เธอยังไม่สามารถฟื้นฟูพลังได้เต็มที่ การจัดวางค่าวิถีธรรมชาติเพื่อยกระดับเขตพาราไดซ์ขึ้นถึงสามระดับ ทำให้พลังจิตของเธอร่อยหรอลงจนหมดสิ้นอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้เธอกลืนอาหารมากมายลงไปจนแน่นท้อง ลู่จินกู้รู้ดีว่าต่อให้มีอาหารเลิศรสวางอยู่ตรงหน้า หากเธอกินเพิ่มอีกคำเดียว คงต้องอาเจียนออกมาแน่นอน
พูดง่าย ๆ คือ ตอนนี้เธอไม่มีวิธีการใดที่สามารถฟื้นฟูพลังจิตได้อย่างรวดเร็วแล้ว
สายตาเธอจับจ้องไปยังสนามรบ ดูเหมือน ‘เทพีทาร์’ จะหมดหนทางแล้วเช่นกัน แต่ด้วยพื้นที่ในการเคลื่อนไหวที่ถูกบีบให้แคบลง กลับทำให้การป้องกันด้วยเถาวัลย์หนามของเธอแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม การโจมตีของกู้ตั๋วและพรรคพวกจึงยิ่งยากที่จะทะลุทะลวงไปถึงร่างต้นของเธอ
ตอนนี้ สถานการณ์ของทั้งสองฝ่ายเข้าสู่จุดสมดุลอันละเอียดอ่อน
“กู้ตั๋ว!” เธอตะโกนขึ้นและชี้ไปที่ศีรษะของตัวเอง
สัญญาณนี้ทำให้เครื่องจักรกลของกู้ตั๋วหยุดชะงักไปชั่วครู่ ก่อนที่เครื่องจักรกลของซิงเหลียนจะพุ่งเข้ามาปกป้องกู้ตั๋วและช่วยเขาถอยกลับไปอย่างรวดเร็ว
เครื่องจักรขนาดใหญ่พุ่งเข้ามาในเขตพาราไดซ์ มันฟันเถาวัลย์หนามที่ยังไม่ได้รับการชำระล้างจนขาดกระจาย ก่อนที่ร่างโลหะของมันจะไหลลื่นเหมือนสายน้ำ กู้ตั๋วกระโดดลงจากเครื่องจักร และลงมายืนอยู่ตรงหน้าเธอ
ทั้งคู่เข้าใจกันและกันโดยที่ไม่ต้องเอ่ยคำใด เขาปล่อยพลังจิตออกมาล้อมรอบตัวเธอไว้ทันที
ไม่มีการเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว เธอเริ่มสร้างภาพจำลองอาคารสถาปัตยกรรมที่งดงามขึ้นมาในอากาศ
“ห้าธาตุแปดทิศ สวรรค์และพิภพ….” เธอเอ่ยคาถาที่เป็นส่วนหนึ่งของศาสตร์ลึกซึ้งในวัฒนธรรมโบราณของชาวจีนดั้งเดิม
พลังที่เคยถูกทิ้งไว้เบื้องหลังในกาลเวลานับพันปี บัดนี้กลับถูกปลุกให้ตื่นขึ้นและผสานกับพลังแห่งยุคดวงดาวในปัจจุบัน กลายเป็นปาฏิหาริย์ที่ยากจะลืมเลือน
เมื่ออาคารสุดท้ายที่เป็นตัวแทนแห่งธาตุทั้งห้าปรากฏขึ้น ทั่วทั้งผืนฟ้าราวกับหยุดนิ่งลงในชั่วพริบตา
เทพีทาร์เริ่มคลุ้มคลั่ง เธอคงสัมผัสได้ถึงความพ่ายแพ้ที่กำลังจะมาเยือน
แสงสว่างงดงามเจิดจ้าสะท้อนอยู่บนต้นไม้มหึมาที่ตั้งตระหง่านในพาราไดซ์ รากของต้นไม้ส่งน้ำพุใสราวคริสตัลออกมาเป็นระลอกคลื่นอ่อนโยน สัญญาณแห่งชัยชนะค่อย ๆ ฉายประกายขึ้นท่ามกลางสนามรบอันโหดร้าย
สายลมอุ่นพัดกระจายเป็นเกลียววนผ่านผืนดินเบา ๆ ทว่ากลับเต็มไปด้วยพลัง แสงอ่อนโยนสว่างวาบ ก่อนที่เสียงแจ้งเตือนจากระบบจะดังขึ้นตามกำหนดการ
[ตรวจพบแหล่งมลพิษขั้นสูง กำลังเริ่มการชำระล้าง โปรดรักษาค่าวิถีธรรมชาติให้อยู่ในระดับที่เพียงพอ]
บนแผนที่จักรวาล ตำแหน่งของดาวเคราะห์หมายเลข 11 สว่างไสวขึ้น
สิ่งที่ลู่จินกู้เคยคาดการณ์ไว้เป็นความจริง เทพีทาร์แม้สามารถเคลื่อนไหวได้ แต่กลับไม่สามารถแยกตัวออกจากดาวเคราะห์ดวงนี้ได้
สัตว์ประหลาดสาวกรีดร้องเสียงแหลม ดวงตาของมันปลดปล่อยหมอกพิษสีดำเข้มออกมา
แม้ว่าพลังชำระล้างของพาราไดซ์จะทรงพลังเพียงใด แต่ก็ไม่อาจลบล้างหมอกพิษเหล่านี้ได้ในทันที ลู่จินกู้จึงรีบสั่งการให้ทุกคนถอยห่างจากตำแหน่งของเทพีทาร์
ไม่นานนัก พื้นที่รอบ ๆ ดอกกุหลาบทาร์ยักษ์และเทพีทาร์ก็ถูกปกคลุมด้วยหมอกดำหนาทึบ แต่หมอกเหล่านั้นเป็นเพียงการถ่วงเวลา เพราะด้วยพลังจากค่ายพลังที่สนับสนุนอยู่ ค่าวิถีธรรมชาติของพาราไดซ์ 15 ยังคงอยู่ในระดับปลอดภัย ส่งผลให้พลังชำระล้างไม่ได้รับผลกระทบ
ในที่สุด หมอกดำเข้มข้นก็ค่อย ๆ จางลงจนกระทั่งหายไป เผยให้เห็นสิ่งที่ถูกซ่อนอยู่ภายใน
สิ่งที่พวกเขาเห็นคือ ดอกกุหลาบทาร์ขนาดมหึมาค่อย ๆ หุบกลีบเข้าหากัน พร้อมพยายามขุดตัวเองลงไปใต้ดิน
แต่ในพื้นที่พาราไดซ์ แม้จะมีขีดจำกัดในความสูง แต่ไม่มีข้อจำกัดใต้พื้นดิน ต่อให้เทพีทาร์ขุดลึกลงไปถึงแกนโลกก็ไม่มีประโยชน์
กลีบดอกไม้ชั้นนอกเริ่มเหี่ยวแห้งและกลายเป็นเถ้าถ่านในไม่ช้า เมื่อกลีบดอกไม้ลดลงเรื่อย ๆ ทุกคนก็เริ่มมองเห็นสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นรูปร่างมนุษย์อยู่ภายใน
ชะตากรรมของเทพีทาร์ที่จะถูกชำระล้างดูเหมือนจะถูกกำหนดไว้แล้ว ทุกคนพลันถอนหายใจโล่งอก
ทว่าทันใดนั้น ความผิดปกติกลับเกิดขึ้น!
เสียง ‘ตู้ม!’ ดังสนั่น กลีบดอกไม้ที่เหลือพุ่งกระเด็นออกไปเหมือนยิงปืนใหญ่ พร้อมกับวัตถุบางอย่างที่ถูกดีดขึ้นไปบนท้องฟ้า
วัตถุนั้นถูกห่อหุ้มด้วยหมอกพิษดำเข้มคล้ายหมึกดำ และเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงจนไม่มีใครสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามันคืออะไร
ในเวลาเดียวกัน บนฟากฟ้าที่เคยว่างเปล่า กลับเผยให้เห็นเส้นขอบโปร่งใสของบางสิ่งที่ซ่อนตัวอยู่
“ยานล่องหน!” กู้ตั๋วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ก่อนจะเร่งสวมเครื่องจักรกลของเขาอีกครั้ง
เครื่องยนต์พ่นแรงขับเต็มกำลัง ส่งให้ร่างของเขาทะยานขึ้นไปบนฟ้า ซิงเหลียนและอีธานติดตามเขาไปอย่างไม่รีรอ
ดาบยาวสีฟ้าถูกชูขึ้นสูง พลังจิตหลั่งไหลอยู่บนคมดาบ
เสียงตะโกนก้องดังขึ้น กู้ตั๋วฟาดดาบลงด้วยพลังทั้งหมดที่มี
เงาของยานล่องหนที่มองเห็นได้เพียงราง ๆ กลางอากาศเริ่มสั่นไหวราวกับภาพโทรทัศน์ที่สัญญาณขัดข้อง เมื่อดาบของกู้ตั๋วฟาดลงมาพร้อมพลังมหาศาล เงาของยานก็พลันหายไปพร้อมกับแรงกระแทกนั้น
เมื่อเขาปลดเครื่องจักรกลออก สีหน้าของกู้ตั๋วกลับดูเคร่งขรึมจนเย็นชา
ซิงเหลียนมองเขาด้วยความประหลาดใจ “การวิจัยเทคโนโลยีการข้ามเวลาและอวกาศไม่ใช่ว่าติดขัดมานานแล้วหรือไง? ที่ผ่านมาต้องพึ่งพาสถานีวาร์ปถึงจะทำได้ไม่ใช่เหรอ? เมื่อกี้นี้ ถ้าฉันมองไม่ผิด ยานล่องหนลำนั้นมันกระโดดข้ามเวลาและอวกาศไปแล้วใช่ไหม?”
กู้ตั๋วไม่ได้ตอบอะไรอยู่เป็นนาน ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ
เพียงมองสีหน้าของเขา ลู่จินกู้ก็รู้ว่ามันต้องเป็นเรื่องร้ายแรง เธอจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว “ถ้าคุณต้องไปจัดการอะไรก็ไปเถอะ ที่นี่ฉันจะจัดการให้เรียบร้อยเอง”
เขาชะงักเล็กน้อย ก่อนจะหันมามองเธอด้วยแววตาลึกซึ้ง หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยเบา ๆ “ได้”
จากนั้นเขาก็หันไปมองสองพี่น้องตระกูลเซิน ยังไม่ทันที่เขาจะพูดขึ้น เซินโหย่วชิงก็รีบพูดขึ้นก่อน “เรื่องนี้ฉันจะไปแจ้งที่สภาเอง แต่กู้ตั๋ว ระวังตัวด้วยนะ เทคโนโลยีการกระโดดข้ามเวลาและอวกาศที่พัฒนาไปขนาดนี้ เราไม่ได้รับข่าวสารอะไรเลย แสดงว่าตระกูลเซี่ยน่าจะทิ้งความเป็นกลางไปแล้ว”
กู้ตั๋วกล่าว “ฉันรู้ ตอนนี้ใครเป็นมิตรหรือศัตรูก็ยากจะแยกแยะ พวกตระกูลเซินเองก็อย่าประมาท”
เขาพูดจบแล้วก็หันกลับมาหาลู่จินกู้อีกครั้ง “ตั้งแต่วันนี้ไป เธอต้องไม่ออกไปไหนคนเดียว และควรอยู่ภายใต้การคุ้มครองของพาราไดซ์ ถ้าเป็นไปได้ ให้เตรียมระบบเคลื่อนย้ายพาราไดซ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฉันจะส่งคนมารับ”
น้ำเสียงหนักแน่นของเขาทิ้งท้ายไว้อย่างจริงจัง บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความกดดันที่ทุกคนสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของสงครามที่กำลังใกล้เข้ามา
“ได้ ไม่มีปัญหา”
“…ระวังตัวด้วยนะ”
กู้ตั๋วไม่ใช่คนที่เก่งในการแสดงความรู้สึก ดังนั้นผ่านไปพักใหญ่เขาถึงได้เอ่ยคำนี้ออกมา
บรรยากาศรอบตัวคล้ายพายุที่กำลังจะมาเยือน คู่รักสองคนเพิ่งได้พบกันเพียงครู่เดียว ยังไม่ทันได้พูดคำปลอบโยนก็ต้องแยกจากกันอีกครั้ง สายตาที่สบกันเผยให้เห็นความอาลัยอาวรณ์ในใจของทั้งสองฝ่าย
ไม่มีใครเร่งรัด แต่ทุกคนกลับทำท่าทางเหมือนกำลังยุ่ง หาข้ออ้างให้ตัวเองหันหลังกลับและเดินจากไป
ลู่จินกู้พุ่งเข้าสู่อ้อมกอดของกู้ตั๋ว ความรู้สึกอบอุ่นจากอ้อมแขนของเขาที่โอบเธอแน่นหนาทำให้เธอรู้สึกมั่นคง
“คุณจะไปจับพวกตระกูลเซี่ยใช่ไหม?”
“อืม”
“พวกเขาหนีไปในเขตมลพิษแล้วใช่ไหม?”
“…เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ก็คงใช่”
หัวใจของเธอเหมือนถูกบีบแน่น เขตมลพิษเป็นสถานที่อันตรายเกินคาดเดา แม้เธอจะเคยผ่านเข้าไปครั้งหนึ่ง แต่ความกังวลก็ยังไม่จางหาย
เธอไม่สามารถพูดอะไรเพื่อหยุดเขาได้ เพราะกุหลาบทาร์ที่ตัดสินใจสละส่วนหนึ่งเพื่อเอาชีวิตรอดนั้น หากไม่ถูกกำจัดจนหมดสิ้น และปล่อยให้ตระกูลเซี่ยมีโอกาสปลูกมันอีกครั้ง อาจก่อให้เกิดหายนะได้ในอนาคต
เธอบังคับใจตัวเองให้สงบลง และรีบพูดขึ้นว่า “ที่ดาว 7444 มีพาราไดซ์อยู่สองแห่ง หนึ่งแห่งซ่อนอยู่ใต้ดิน อีกแห่งเป็นป้อมปราการทางทหารบนพื้นผิว คุณสามารถใช้สองที่นี้เป็นฐานในการติดตาม”
ระหว่างพูด เธอได้เปิดระบบพาราไดซ์และตั้งค่ากู้ตั๋วให้เป็นผู้ดูแลพาราไดซ์ทั้งสองแห่งนั้น
คำพูดของเธอยังคงไหลออกมาเรื่อย ๆ แต่กู้ตั๋วไม่มีท่าทีรำคาญ เขาตอบรับทุกคำอย่างสงบนิ่ง
จนกระทั่งเธอเริ่มรู้ตัวว่าพูดซ้ำซากเกินไป เธอจึงหยุดพูดและบอกตัวเองให้ใจแข็ง “ไปเถอะ พวกเรายังมีเรื่องต้องทำอีกมาก”
พูดจบ เธอก็พยายามจะผละตัวออกจากอ้อมกอดของเขา แต่กลับรู้สึกถึงแรงจากวงแขนที่รัดแน่นขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะโน้มตัวลงมา และมอบจูบที่ลึกซึ้งให้เธอ
ช่วงเวลาสั้น ๆ ทว่าเต็มไปด้วยความรู้สึกและคำสัญญาที่ไม่มีใครเอ่ยออกมา ทุกสิ่งล้วนสะท้อนอยู่ในจูบนั้น…