เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 344 ความฝันหรือความจริง?
บทที่ 344 ความฝันหรือความจริง?
ลู่จินกู้ไม่มีทางหนีจากความอบอุ่นและกระตือรือร้นของเผ่าเอลฟ์และเผ่าว่านฉีได้เลย โดยเฉพาะหลังจากที่อีกฝ่ายได้ยินข่าวก็รีบตามมาร่วมวงในงานเลี้ยงรอบกองไฟอย่างไม่รีรอ
เธอจำใจดื่มเหล้าหอมหวานไปหลายถ้วยจนความมึนเมาเริ่มครอบงำ สุดท้ายเธอก็พ่ายแพ้ให้กับความง่วงและเอนตัวหลับไปในเรือนสีม่วงแห่งใหม่ของเผ่าเอลฟ์
ในขณะที่ความฝันและความจริงผสมปนเปกันอยู่ในห้วงสติเลือนราง เธอก็เหมือนจะได้ยินเสียงใครบางคนเรียกเธอ
ใครกันนะ? ทำไมถึงมาตะโกนเรียกคนตอนดึกดื่นแบบนี้?
เธอพยายามทำเป็นเมินเสียงนั้น ทว่ามันดังก้องอยู่ข้างหูอย่างไม่ลดละ รบกวนความฝันอันสงบสุขของเธอจนสุดจะทน
“พอกันที!” ลู่จินกู้ลุกพรวดจากเตียง พลางสะบัดแขนเสื้อด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะเดินกระแทกเท้าออกไปด้วยความโมโห
อย่าให้เธอรู้ว่าใครเป็นคนทำเสียงหลอนกลางดึกนี้! ถ้าจับได้ละก็ โดนดีแน่!
ครั้นพุ่งตัวออกมาจากเรือนสีม่วง สายลมเย็นสงบเงียบรายล้อมไปด้วยแสงจันทร์อันนวลตาที่ไหลรินราวธารน้ำเงินสาดส่องทั่วพื้นดิน ทุกสิ่งดูนิ่งสงบจนแทบไม่น่าเชื่อ
เสียงนั้นเหมือนจะสะดุ้งกลัวเธอ มันค่อย ๆ ถอยห่างออกไปจนกลายเป็นเสียงเบาราวกระซิบจนแทบไม่ได้ยิน
เธอยืนงงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหาวออกมาอย่างเกียจคร้าน “ไหน ๆ ก็เงียบไปแล้ว งั้นกลับไปนอนดีกว่า” ตอนนี้สิ่งเดียวที่เธอต้องการคือความอบอุ่นจากเตียงนุ่ม ๆ ที่เธอจากมา
แต่แล้วทันทีที่หันหลัง เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง!
“นี่มันจงใจหาเรื่องกันใช่ไหม!” เธอหยุดการเคลื่อนไหวลงในทันที ดวงตาเรียวตวัดขึ้นเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “ในเมื่ออยากเจอหนัก ๆ งั้นจะสนองให้!”
สมองที่ถูกครอบงำด้วยฤทธิ์สุราคิดอะไรไม่ได้มากไปกว่าการลากตัวเจ้าตัวปัญหานั่นมาจัดการให้เข็ดหลาบ เธอตัดสินใจเดินตามเสียงไปอย่างไม่ลังเล
ลู่จินกู้กระทืบเท้าขึ้นลิฟต์เถาวัลย์ พยายามบังคับมันด้วยคำสั่งที่ไม่ค่อยสุภาพนัก “ขึ้นไป! ไอ้เถาวัลย์บ้าบอ!”
เสียงนั้นดังมาจากที่สูงขึ้นไปอีก แต่ลิฟต์เถาวัลย์ก็สามารถพาเธอขึ้นไปได้แค่ถึงพระราชวังทองคำเท่านั้น เมื่อถึงชั้นบนสุด เธอก็ลงจากลิฟต์ด้วยอาการสะโหลสะเหล และยืนครุ่นคิดอยู่หน้าแท่นทองคำพลางขมวดคิ้วด้วยความงุนงง
“อืม… ฉันมาทำอะไรที่นี่นะ?”
เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ฟังดูเร่งเร้าและท้าทายมากกว่าเดิม ทว่าความมึนเมาทำให้เธอแปลมันออกเป็นอย่างเดียว มันคือการยั่วโมโห!
“ยังจะมาท้าทายอีกเหรอ! ดี งั้นมาสู้กันให้รู้เรื่องไปเลย!”
ด้วยความมั่นใจที่เต็มเปี่ยมจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ ลู่จินกู้กัดฟันแน่น แล้วเตรียมตัวที่จะเผชิญหน้ากับใครก็ตามที่กล้าเรียกเธอกลางดึกในคืนพระจันทร์งามเช่นนี้!
เธอหรี่ตาพลางพยายามมองหาทิศทาง ก่อนจะก้าวเดินขึ้นไปยังส่วนที่สูงขึ้นของต้นไม้แห่งชีวิต
แต่เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เสียงอ่อนโยนพลันดังขึ้นจากข้างหลัง
“คุณลู่ จะไปไหนเหรอคะ?”
เธอหยุดชะงักหันกลับไปด้วยความงุนงง และได้พบกับหญิงสาวผมสีเงินคนหนึ่งที่ไม่รู้ว่ามายืนอยู่บนลานหน้าพระราชวังตั้งแต่เมื่อไหร่ แสงจันทร์อ่อนโยนเหมือนจะโปรยปรายมอบความอุ่นไอให้เธอโดยเฉพาะ ทำให้ร่างของหญิงสาวเปล่งประกายราวกับมีแสงเงินล้อมรอบ
เมื่อเห็นลู่จินกู้หันมามอง หญิงสาวผมสีเงินก็ส่งยิ้มบาง ๆ ใบหน้าของเธอเล็กเรียวดูน่าทะนุถนอม จากนั้นเธอก็เดินเข้ามาใกล้ทีละก้าวจนหยุดยืนอยู่ตรงหน้าทางลาดที่สร้างขึ้นจากกิ่งก้านของต้นไม้แห่งชีวิต ใบไม้สีเขียวระยับไหวสะท้อนแสงจันทร์ เธอเอื้อมมือไปหาลู่จินกู้ที่ยืนอยู่เหนือทางลาดขึ้นไปสามขั้น
“คุณลู่ ตรงนั้นอันตรายนะคะ มานี่สิคะ”
สมองที่ยังมึนเมาของลู่จินกู้ต้องใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะเข้าใจความหมายของคำพูด เธอขมวดคิ้วพลางบ่นพึมพำกับตัวเอง “ทางนี้มันคือเส้นทางไปยังผลแห่งเอลฟ์นี่ จะมีอันตรายอะไรได้?”
แต่หญิงสาวผมสีเงินมีบางอย่างที่ทำให้เธอรู้สึกไว้วางใจ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของใบไม้และดอกไม้ราวกับห่อหุ้มตัวเธอไว้ ความรู้สึกอบอุ่นที่เกิดขึ้นนั้นทำให้ลู่จินกู้ไม่อาจละสายตาจากเธอคนนี้ได้ แตกต่างจากเสียงเรียกแปลกประหลาดก่อนหน้า หญิงสาวผมสีเงินคนนี้กลับชวนให้เธออยากเข้าใกล้มากกว่า
เมื่อหญิงสาวย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ลู่จินกู้จึงยอมเอื้อมมือไปวางลงบนมือของอีกฝ่าย
ในชั่วขณะนั้น เธอเหมือนจะได้ยินเสียงหายใจของป่า เสียงหัวเราะของสายลม และจังหวะการเต้นของชีพจรจากต้นไม้แห่งชีวิต ทั้งหมดนี้ผ่านเข้ามาในหัวใจของเธอราวกับความจริงอันลึกซึ้ง
แต่สิ่งเหล่านั้นก็หายวับไปเร็วเกินกว่าจะจับต้องได้ว่ามันคือความจริงหรือภาพลวงตา
หญิงสาวผมสีเงินออกแรงดึงเล็กน้อย ลู่จินกู้จึงก้าวลงมาจากทางลาดอย่างไม่ทันคิด
“ดูสิคะ” หญิงสาวชี้ไปยังด้านหลังของเธอพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
ลู่จินกู้หันกลับไปมอง ทางลาดที่เคยทอดขึ้นไปในอากาศหายไปแล้ว สิ่งที่ปรากฏแทนคือสะพานไม้แคบ ๆ ที่ทอดยาวออกไปจนสุดลูกหูลูกตา สุดปลายสะพานจมหายไปในความดำมืด มันหมุนวนเหมือนหลุมอันไร้จุดสิ้นสุด ไม่อาจบอกได้เลยว่าปลายทางของมันนำไปสู่อะไร
แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือความรู้สึกไม่ดีที่ค่อย ๆ ไหลเข้ามาในใจ เธอรู้สึกได้ถึงความอันตรายจากสิ่งนั้น
ความมึนเมาในร่างกายหายไปในทันที เหงื่อเย็นซึมออกมาจนเสื้อผ้าชื้น สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านนำพาความเยือกเย็นแทรกเข้ามาในตัวเธอ เธอกะพริบตาอีกครั้ง และเมื่อมองรอบตัวกลับพบว่าไม่มีใครยืนอยู่ข้างกายเธออีกแล้ว
ลู่จินกู้สะดุ้งเฮือก ทันใดนั้นเธอก็ลืมตาขึ้น!
เธอพบว่าตัวเองยังคงนอนอยู่บนเตียงในเรือนสีม่วง ทุกสิ่งดูเหมือนจะเป็นเพียงความฝัน… แต่ความฝันนี้ชัดเจนเกินไปจนทำให้เธอรู้สึกเหมือนทุกอย่างเป็นจริง
เธอค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่ง ทันใดนั้นก็รู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งอยู่ในมือ
เมื่อก้มลงมอง เธอพบว่ามันคือเส้นผมสีเงินยาวที่ปลายขดเป็นลอนเล็ก ๆ
รุ่งเช้า ลู่จินกู้จึงเล่าเรื่องฝันร้ายของเธอให้กรีนลีฟและเหล่าเอลฟ์ฟัง พร้อมกับหยิบเส้นผมสีเงินที่เธอพบในมือออกมาให้ดู
เหล่าเอลฟ์เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
กรีนลีฟรับเส้นผมนั้นด้วยความระมัดระวัง ก่อนจะส่งต่อให้ฟาแลนพร้อมกล่าวอย่างไม่มั่นใจนัก “พี่ลองดูอีกทีสิครับ ผมกลัวว่าผมจะดูผิดไป”
คำพูดยังไม่ทันจบดี ฟาแลนก็ฟาดเข้าที่ไหล่ของเขาเต็มแรง “ฉันไม่เชื่อว่านายจะจำเส้นผมของราชินีไม่ได้!”
ลู่จินกู้ไม่ได้รู้สึกตกใจอะไรมาก เพราะความจริงแล้วตอนที่เห็นเส้นผมนั้น เธอก็พอจะเดาได้อยู่แล้ว
เธอจำได้ดีว่าตอนที่เห็นราชินีแห่งเอลฟ์ผู้หลับใหลเป็นครั้งแรก เส้นผมสีเงินยาวสยายราวสาหร่ายในท้องทะเลของเธอเป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจไม่รู้ลืม
กรีนลีฟและฟาแลนสบตากัน ทันใดนั้นทั้งคู่ก็พุ่งตัวออกไปด้วยความเร็วสูง
ลู่จินกู้รีบตามไป
ไม่นาน ทั้งสามก็บุกเข้าไปในพระราชวัง พบสามผู้อาวุโสกำลังยืนตรวจสอบสระเลี้ยงผลแห่งเอลฟ์ด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ แม้ในสระจะมีเพียงผลเอลฟ์สามผล แต่สำหรับพวกเขา นั่นคือความหวังของเผ่าเอลฟ์ ผลที่แข็งแรงและสมบูรณ์เช่นนี้ย่อมเป็นสิ่งที่น่ายินดี
เมื่อเจ้าชายและเจ้าหญิงบุกเข้ามาโดยไร้ความสง่างาม ผู้อาวุโสที่อารมณ์ดีอยู่แล้วก็ไม่ได้แสดงความไม่พอใจ เพียงแต่กล่าวเตือนเบา ๆ
“สุขุมหน่อยขอรับ อย่าลืมว่าทั้งสองเป็นราชวงศ์”
กรีนลีฟหยิบเส้นผมในมือออกมาโชว์ พลางพูดด้วยน้ำเสียงร้อนรน “เมื่อคืนคุณหนูจินเจอท่านแม่!”
คำพูดนี้ทำให้รอยยิ้มของผู้อาวุโสกลายเป็นเหมือนถูกแช่แข็ง สีหน้าทั้งหมดนิ่งค้างไปในทันที ราวกับเวลาหยุดลง
ผู้อาวุโสใหญ่เป็นคนแรกที่วิ่งออกไป จากนั้นทุกคนก็เร่งฝีเท้าตามกันมุ่งหน้าไปยังตำหนักบรรทมของราชินี
เมื่อมาถึงตำหนัก สภาพทุกอย่างยังคงเหมือนในความทรงจำของลู่จินกู้ไม่ผิดเพี้ยน ผ้าม่านโปร่งซ้อนทับเป็นชั้น ๆ ปิดกั้นรอบเตียงขนาดใหญ่ที่ราชินีแห่งเอลฟ์กำลังหลับใหล
ร่างงดงามของเธอนอนนิ่งด้วยท่วงท่าที่เป็นระเบียบ ดวงตายังคงปิดสนิท ไม่มีสิ่งใดแตกต่างไปจากครั้งที่เคยเห็นก่อนหน้านี้
“นี่มัน…” ทุกคนยืนนิ่งเหมือนถูกแช่แข็ง
ฟาแลนที่ไม่ยอมแพ้พยายามตรวจสอบทุกซอกทุกมุมด้วยความละเอียด แต่ท้ายที่สุดเธอก็ต้องยอมรับว่าแม้แต่เส้นผมเพียงเส้นเดียวก็ยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิมไม่มีผิดเพี้ยน
ลู่จินกู้ยืนงงงัน “แต่ที่ฉันเห็นในฝัน คือราชินีแห่งเอลฟ์จริง ๆ นะ…”
ความฝันหรือความจริงกันแน่ที่เธอได้สัมผัสเมื่อคืน?
แต่เส้นผมสีเงินยาวในมือเธอนี้ล่ะ มันคืออะไร?
“นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?”
ทุกคนยืนล้อมรอบเตียงของราชินีแห่งเอลฟ์ ความผิดหวังเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วบรรยากาศ จนกระทั่งผู้อาวุโสใหญ่ตบหน้าผากตัวเองอย่างแรง “จำได้แล้ว!”
สายตาทุกคู่หันขวับมาที่เขาทันที
แต่เขากลับไม่พูดอะไรสักคำ รีบหันหลังวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้คนอื่น ๆ ต้องพากันวิ่งตามไปอีกครั้ง
ด้านอีกฝั่งของพระราชวังที่ลู่จินกู้ไม่เคยไปมาก่อน เธอเพิ่งได้รู้ว่าส่วนนี้เป็นที่ตั้งของหอสมุดแห่งเผ่าเอลฟ์
ทันทีที่เข้ามาข้างใน ความอยากรู้อยากเห็นของเธอก็พลุ่งพล่าน เธอเริ่มมองไปรอบ ๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจ
หอสมุดนี้รวบรวมหนังสือที่สะสมมาตั้งแต่สมัยที่เผ่าเอลฟ์ยังไม่ได้แยกตัวออกจากโลกภายนอก สิ่งที่ทำให้เธอประหลาดใจคือ หนังสือส่วนใหญ่นั้นไม่ได้ทำจากกระดาษธรรมดา แต่เป็นใบไม้หลากหลายชนิด แต่ละใบดูสดใสราวกับเพิ่งหลุดจากกิ่งก้าน ทั้งที่เวลาน่าจะผ่านมานานมากแล้ว
ผู้อาวุโสใหญ่พุ่งตัวไปที่ชั้นหนังสือแห่งหนึ่งและเริ่มค้นหาอย่างรีบร้อน ทุกคนยืนมองด้วยความสงสัย
ไม่ถึงสองนาที เขาก็ร้องตะโกนออกมา “เจอแล้ว!”
ในมือของเขาคือใบไม้ใบใหญ่ที่กางออกอย่างสมบูรณ์แบบ แสงที่ตกกระทบบนใบทำให้เห็นอักขระเรืองแสงบางอย่างที่ดูศักดิ์สิทธิ์และชวนพิศวง