เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 419 ใช้พลังทั้งหมดเรียกหาคุณ
บทที่ 419 ใช้พลังทั้งหมดเรียกหาคุณ
ไม่นาน ที่สาม ที่สี่… ระดับเอสทุกคนในป้อมลอยฟ้าต่างเผชิญกับหายนะครั้งใหญ่
ในที่สุดก็ปลุกให้ผู้แข็งแกร่งในส่วนลึกของป้อมตื่นขึ้นมา
ผู้มีพลังระดับ 3S ปรากฏตัวขึ้น
ในสายตาของลู่จินกู้ นั่นคือแสงสว่างจ้าราวกับดวงอาทิตย์สิบดวงซ้อนทับกัน
เธอไม่รู้สึกแสบตาเลยแม้แต่น้อย กลับรู้สึกตื่นเต้นที่ไม่ได้พบเจอมานาน
หลังจากบินวนรอบหนึ่งในอากาศ เธอก็พุ่งเข้าใส่กลุ่มแสงนั้นทันที
เอมิลี่ อเล็กซานเดอร์ เดิมทีกำลังพักผ่อนอยู่ในห้องส่วนลึกสุดของป้อมลอยฟ้า ในฐานะผู้แข็งแกร่งระดับ 3S ที่เชี่ยวชาญด้านการลอบสังหาร ภารกิจแบบนี้ไม่จำเป็นต้องให้เธอมาคอยระวังหลัง ถึงอย่างไรเมื่อป้อมลอยฟ้าออกปฏิบัติการ ไม่มีใครจะหนีรอดไปได้
แต่ลู่จินกู้คนนี้ สร้างปัญหาให้พวกเขามากเกินไป เพื่อโอกาสหนึ่งในล้าน ๆ พวกเขาจึงตัดสินใจให้เธอมาคอยระวังหลัง หากฝ่ายตรงข้ามโชคดีจริง ๆ ยังมีชีวิตรอดจากการโจมตีของป้อมลอยฟ้า เธอก็จะจู่โจมในจังหวะที่เหมาะสม
ไม่ว่าอย่างไร วันนี้ต้องเอาชีวิตเธอให้ได้
เอมิลี่ อเล็กซานเดอร์มั่นใจเต็มเปี่ยม ไม่เคยคิดเลยว่านี่จะเป็นความคิดสุดท้ายของเธอ
เมื่อกระแสพลังเย็นเยียบพุ่งเข้ามา เธอปล่อยพลังจิตออกมาโดยสัญชาตญาณ ส่วนหนึ่งป้องกันตัวเอง อีกส่วนหนึ่งต่อต้านพลังนั้น
การกลืนกินพลังจิตระดับ 3S ไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน แต่ลู่จินกู้ไม่สนใจเลยสักนิด อาหารรสเลิศขนาดนี้ เธอจะไม่ยอมปล่อยไปเด็ดขาด
เอมิลี่ อเล็กซานเดอร์เพิ่งจะรู้สึกถึงความผิดปกติในตอนนี้ สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปอย่างมาก ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้พบกับแก่นพลังมายาสวรรค์ที่นี่
ความรู้สึกถูกดึงพลังจิตส่งผ่านมา จากนั้นบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ลึกในความทรงจำของเธอก็ถูกปลุกขึ้น
หนวดไร้ตัวตนยื่นออกมา สายตาของเอมิลี่เปลี่ยนไปในทันที
เมื่อเงยหน้าขึ้น ดวงตาแก้วที่ไร้ชีวิตราวกับมองเห็นบางสิ่งผ่านความว่างเปล่า คลื่นริ้วเล็ก ๆ ก่อตัวในดวงตา
ในเวลาเดียวกัน คนที่อยู่ในยานลำเล็กที่นิ่งราวกับรูปปั้นก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย รู้สึกถึงกลิ่นอายของพวกเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม มายาไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่อยู่รวมกันเป็นสังคม ระหว่างพวกมันไม่มีความรักใคร่ฉันพี่น้อง
ในยามที่มี ‘อาหาร’ อุดมสมบูรณ์ก็ยังพอว่า แต่หากเจอสถานการณ์ที่ไม่ได้กินอาหารเป็นเวลานาน พวกเดียวกันก็จะฆ่ากันเอง
และตอนนี้ เธอหิวมานานแล้ว อาหารที่สว่างไสวและน่าอร่อยขนาดนี้ กลับถูกครอบครองโดยพวกเดียวกัน?
ไม่ได้!
ดังนั้นการเคลื่อนไหวของเธอจึงหยุดชะงักเพียงชั่วครู่ ก่อนจะพุ่งเข้าใส่เอมิลี่อีกครั้ง
หนวดไร้ตัวตนปะทะกัน บนหนวดราวกับเต็มไปด้วยปากที่มองไม่เห็น กัดฉีกร่างของอีกฝ่ายอย่างไร้ความปรานี
แต่เดิมมายาไม่มีความรู้สึกเจ็บปวด แต่ตอนนี้พวกมันใช้ร่างกายของเธอแต่ละคน ความรู้สึกปกติต่าง ๆ จะส่งผ่านไปยังลู่จินกู้และเอมิลี่
ดังนั้นทั้งสองคนจึงแสดงสีหน้าเจ็บปวดพร้อมกัน
และความเจ็บปวดนี้เองที่ทำให้จิตสำนึกที่เกือบจะหายไปของลู่จินกู้ตื่นขึ้นมาเล็กน้อย
เธอกะพริบตาช้า ๆ โลกที่ประกอบด้วยเส้นสีเทาขาวก็เปลี่ยนไปในทันที
เธอเห็นภาพในป้อมลอยฟ้า และเห็นเอมิลี่ที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่ดวงตากลับไม่มีความรู้สึกใด ๆ
ในขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงการต่อสู้อย่างโหดร้ายระหว่างแก่นพลังมายาสวรรค์ของสองมายา
หัวใจของเธอสั่นไหว แต่เธอไม่ได้ทำอะไรเลย ราวกับว่ายังถูกแก่นพลังมายาสวรรค์ควบคุมอยู่อย่างสมบูรณ์
มายาที่กำลังต่อสู้กับเผ่าพันธุ์เดียวกันอย่างดุเดือดไม่ได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้
เธอมองการต่อสู้ที่ไร้เสียงนี้จากมุมมองที่แปลกประหลาด พลังที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของจิตใจเธอก็ค่อย ๆ ได้เปรียบมากขึ้นเรื่อย ๆ
ดูเหมือนว่าพลังของมายาไม่ได้อ้างอิงจากระดับของโฮสต์แต่เป็นประสบการณ์การต่อสู้
แม้จะถูกซ่อนอยู่ในสมองของมนุษย์เหมือนกัน แต่ฝั่งของเธอเคยเกือบสูญเสียการควบคุมหลายครั้ง ประสบการณ์การต่อสู้จึงมากกว่าอย่างแน่นอน
ในมุมมองของเธอ เอมิลี่ร้องครวญครางอย่างทรมาน (เธอไม่ได้ยินเสียง แค่ตัดสินจากสีหน้าและท่าทางของอีกฝ่าย) จากนั้นในสมองก็มีความรู้สึกเหมือนกำลังดื่มด่ำอย่างเอร็ดอร่อยผ่านเข้ามา
สีหน้าของเอมิลี่ซีดลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เธอรู้สึกมีความสุขจากก้นบึ้ง
ที่แท้ความรู้สึกของมายาตอนกลืนกินพลังจิตของคนอื่นเป็นแบบนี้นี่เอง ถ้าจะเปรียบก็คงเหมือนแมวที่ได้ดมต้นกัญชาแมวนั่นแหละ
ไม่น่าแปลกใจเลยที่เผ่าพันธุ์นี้จะมีความก้าวร้าวรุนแรงขนาดนี้ ความรู้สึกเสพติดแบบนี้มันปฏิเสธได้ยากจริง ๆ
จู่ ๆ เธอก็รู้สึกระแวดระวังขึ้นมา และพลังที่กำลังกลืนกินพลังจิตของเอมิลี่จนเกือบหมดก็หยุดชะงักทันที
พลังอันหนาวเหน็บที่แผ่ปกคลุมป้อมลอยฟ้าทั้งหมดค่อย ๆ หดตัวกลับอย่างรวดเร็ว
เมื่อแก่นพลังมายาสวรรค์กลับคืนมา สติของลู่จินกู้ก็เริ่มจางหายไปอย่างรวดเร็ว
รู้สึกตัวได้ราง ๆ ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น ก่อนที่สติสุดท้ายจะหลุดลอย เธอรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดตะโกนในใจ
ระบบพาราไดซ์
“อ๊าาาาา”
ราวกับได้ยินเสียงคำรามน่ากลัวดังก้องในส่วนลึกของจิตใจ แต่พอหน้าจอระบบปรากฏขึ้น กระแสอบอุ่นจากเขตพาราไดซ์ทั้งหลายก็ไหลเข้ามา ชะล้างความรู้สึกหนาวเหน็บที่ห้อมล้อมตัวเธอออกไปอย่างรวดเร็ว
เธอกะพริบตาอีกครั้ง แล้วลองขยับแขนขา
ร่างกายควบคุมได้ยากมาก คงเป็นผลข้างเคียงจากการที่เกือบถูกมายาครอบงำสินะ
โชคดีที่การควบคุมระบบพาราไดซ์ไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวร่างกาย เพียงแค่คิด เขตพาราไดซ์เคลื่อนที่ก็ปรากฏขึ้น เนื่องจากในยานลำเล็กไม่มีที่วางแล้ว เธอจึงต้องวางกระถางต้นไม้นี้ไว้บนตัก
เขตพาราไดซ์เคลื่อนที่อันใหม่แผ่คลุมยานทั้งลำอีกครั้ง อีธานและคนอื่น ๆ รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของอากาศได้ทันที ทุกคนที่พยายามอยู่ประจำตำแหน่งอย่างเคร่งครัดต่างวิ่งออกมารวมตัวกันนอกยานลำเล็กอย่างพร้อมเพรียง
อีธานสูดหายใจลึก แล้วจึงกดปุ่มเปิดประตูห้องโดยสาร
‘กรึก’ เสียงเบา ๆ ดังขึ้น ประตูห้องโดยสารค่อย ๆ เปิดออก
สารสีเทาขาวคล้ายเจลได้หายไปแล้ว ในห้องโดยสารที่แออัด ร่างของลู่จินกู้แทบจะถูกบดบังด้วยกระถางต้นไทรและต้นทองแดงจนแทบมองไม่เห็น แต่เธอเอียงศีรษะ พยายามโผล่หน้าออกมาจากช่องว่างระหว่างกิ่งก้าน ยิ้มให้กับสายตาที่เป็นห่วงของทุกคน “ทุกคนปลอดภัยกันไหม?”
ชั่วขณะนั้น ความโล่งใจ ปลอบประโลม หวาดกลัว กังวล… อารมณ์ที่ซับซ้อนปกคลุมทุกคน ทำให้พวกเขาต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะหาเสียงของตัวเองเจอ “ปลอด… ปลอดภัย…”
เธอถอนหายใจด้วยความโล่งอก รู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่ค่อย ๆ เข้าครอบงำ
ก่อนที่ความง่วงที่ไม่อาจต้านทานได้จะดึงเธอเข้าสู่ห้วงนิทรา เธอพูดสองประโยค
ประโยคแรก “ช่วยพาฉันออกไปด้วย”
ประโยคที่สอง “ป้อมลอยฟ้าตอนนี้ขยับไม่ได้ รีบไปเถอะ แล้วติดต่อคนมารับของใหญ่นั่น”
จากนั้นเธอก็เอียงศีรษะ หมดสติไป
วินาทีสุดท้ายก่อนที่สติจะดิ่งลงสู่ความมืด ราวกับได้ยินเสียงอุทานตกใจหลายเสียง
การนอนครั้งนี้ช่างแสนสบายจริง ๆ ราวกับได้กลับไปอยู่ในอ้อมกอดของแม่ หลับสนิทจนไม่ได้ฝันอะไรเลย
จนกระทั่งท้องส่งเสียงครางประท้วงอย่างรุนแรง เธอจึงจำใจลืมตาขึ้น
เธอจ้องมองเพดานอยู่พักใหญ่ ความทรงจำจึงค่อย ๆ หวนกลับมา
จากนั้นเธอถึงได้สังเกตว่าทำไมรอบข้างถึงเงียบผิดปกติ ดวงตาของเธอหรี่ลง รีบกระโดดลุกขึ้นทันที