เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 42 เชื่อมต่อสองเขตพาราไดซ์ (รีไรต์)
บทที่ 42 เชื่อมต่อสองเขตพาราไดซ์ (รีไรต์)
แท่นลอยฟ้าทั้งห้าแห่งปรากฏทัศนียภาพที่แตกต่างกัน
ตำแหน่งของแท่นเหล่านี้ได้รับการคำนวณอย่างพิถีพิถัน พอดีกับการจัดวางของฮวงจุ้ยบางอย่าง
เพื่อให้บรรลุเงื่อนไขของฮวงจุ้ยนี้ เธอถึงกับฝืนตัวเองจนอาเจียนออกมา
ช่วยไม่ได้นี่น่า ใครจะรู้ว่าน้ำตกประดิษฐ์นั้นใช้พลังงานมากขนาดนั้น ทำให้เธอต้องกินขนมถึงเจ็ดชิ้นและน้ำผลไม้หนึ่งแก้ว…
อ้วก…
แต่ผลลัพธ์นั้นน่าทึ่ง
ค่าฮวงจุ้ยของพาราไดซ์ทะลุ 2,700 แต้มไปแล้ว
ถ้าไม่ติดเรื่องข้อจำกัดระดับของเขตพาราไดซ์หลัก เชื่อว่าเขตพาราไดซ์หนึ่ง คงก้าวเข้าสู่ระดับสี่ไปแล้ว
การทดลองประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
แน่นอนว่าการจัดวางภูเขาและแม่น้ำให้ผลดียิ่งขึ้น
ส่วนอุปกรณ์ลอยฟ้าสำหรับประชาชนนั้นสามารถหาซื้อได้ทั่วไป ต่อไปการเพิ่มค่าฮวงจุ้ยของถิ่นฐานก็จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป
ลู่จินกู้พักผ่อนอย่างสบายใจหนึ่งวันเต็ม แล้วจึงดำเนินการสร้างถิ่นฐานพาราไดซ์หนึ่งต่อ
แผนในตอนนี้คือ ให้คนงานสร้างอาคารทั่วไปเช่นที่อยู่อาศัยด้วยตัวเอง
ส่วนเธอรับผิดชอบอาคารที่มีประโยชน์ใช้สอยและความสวยงาม
ในอนาคตอาจทำได้มากกว่านี้ก็ได้
แต่เมื่อลู่จินกู้มองดูหน้าจอจัดการถิ่นฐานทั้งสองแห่ง เธอรู้สึกว่าการสร้างอาคารบางอย่างซ้ำซ้อนกันนั้นสิ้นเปลืองเกินไป
เช่น ร้านขายเมล็ดพันธุ์
ที่พาราไดซ์หนึ่งก็ต้องมีการเพาะปลูก แต่เมล็ดพันธุ์สามารถซื้อจากที่หลักได้
เพียงแต่ระยะทางที่ห่างไกลระหว่างสองแห่งเป็นอุปสรรค
“ในเมื่อเป็นเขตพาราไดซ์เหมือนกัน จะไม่มีวิธีเชื่อมต่อกันเลยเหรอ?” เธอเผลอพึมพำกับตัวเอง
ราวกับตอบสนองคำพูดของเธอ ภาพสองภาพในระบบเขตพาราไดซ์พลันสว่างวาบขึ้น
เมื่อจ้องมองดูก็พบว่า ภาพหนึ่งคือค่ายทหาร อีกภาพคือร้านค้า
ประสบการณ์อันเลวร้ายจากการสร้างร้านค้าขายทำให้เธอไม่กล้าแตะต้องโดยพลการ ส่วนค่ายทหารนั้นสามารถลองดูได้
ยิ่งไปกว่านั้น กองกำลังหนึ่งก็อาศัยอยู่ในเต็นท์มาตลอด ถึงเวลาที่ต้องปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของพวกเขาแล้ว
เธอยังคงวางแผนให้ค่ายทหารอยู่ทางทิศเหนือ เธอกินขนมไปด้วย สร้างค่ายทหารขึ้นมาด้วย
ข้อความแจ้งเตือนของระบบดังขึ้น
[ระบบส่งกำลังพลถูกสร้างขึ้นแล้ว ต้องการจัดสรรกำลังประจำการใหม่ในทันทีหรือไม่]
หน้าการจัดการของค่ายทหารปรากฏขึ้นโดยอัตโนมัติ
ในตอนนี้ หน้าต่างนี้ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ด้านซ้ายคือหน้าต่างการจัดการเขตพาราไดซ์หลัก กองกำลังประจำการแสดงเป็นกองทัพที่หนึ่ง
ด้านขวาคือ เขตพาราไดซ์หนึ่งด้านบนว่างเปล่า ไม่มีกองทัพประจำการ แต่ด้านล่างมีหน่วยรบชั่วคราว ที่มีคำว่า กองทัพที่เจ็ดแห่งสหพันธ์ดวงดาว กองพลที่หนึ่ง
ลู่จินกู้ลองดูแล้ว จริง ๆ แล้วเธอสามารถย้ายกองทัพพาราไดซ์หนึ่ง จากด้านซ้ายไปไว้ด้านขวาได้ เธอรู้สึกอยากรู้เกี่ยวกับระบบเคลื่อนย้าย มาก
แต่เมื่อคิดถึงกองทัพเขตพาราไดซ์หนึ่งที่มีเผ่าพันธุ์ที่ซับซ้อน ประกอบกับที่นั่นก็ต้องการการปกป้อง จึงพยายามควบคุมมือที่สั่นสะท้านไว้
แต่สายตาของเธอก็ยังคงจ้องมองไปที่รูปร้านค้าแลกเปลี่ยน อย่างไม่ละสายตา
เธออยากลอง ทำยังไงดี!
แต่กู้ตั๋วไม่อยู่ ถ้าทำแบบนี้ เธอคงตายแน่ ๆ!!
ช่างเถอะ ชีวิตสำคัญกว่า
ตอนที่เธอกำลังจะล้มเลิก ก็สังเกตเห็นข้อความเล็ก ๆ ด้านล่างคำอธิบายร้านค้าแลกเปลี่ยน
[ค่าใช้จ่ายในการสร้างสาขาทั้งหมดลดลงเก้าส่วน]
ทันใดนั้น ไฟในใจของลู่จินกู้ก็ลุกโชนขึ้นมา
เธออยากลองดูสักตั้ง เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เธอจึงอมลูกอมไว้ในปากหนึ่งเม็ด พร้อมกับยกน้ำผลไม้ขึ้นมาจรดริมฝีปาก เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถฟื้นฟูพลังจิตได้ทันที จากนั้นจึงเลือกสร้างสาขาของศูนย์กลางการค้า
ทันใดนั้น ความรู้สึกวิงเวียนก็แล่นเข้ามาในหัว เธอกัดลูกอมในปากจนแตกแล้วกลืนลงท้องอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระดกน้ำผลไม้ลงไปครึ่งแก้ว
ตุบ!
สาขาของศูนย์กลางการค้าร่วงลงสู่พื้นดินสำเร็จ เธอนั่งลงกับพื้นพลางฟังเสียงแจ้งเตือนของระบบ ยกมือขึ้นพยุงศีรษะที่ยังมึนงงอยู่เล็กน้อย ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา
[ตรวจพบสาขาพาราไดซ์หนึ่ง เปิดใช้งานแล้ว ยังไม่พบคลังสินค้าและกรมการคลัง โปรดสร้างโดยเร็ว]
ที่แท้ก็ยังต้องการอาคารเสริมอีกสองหลังอย่างนี้นี่เอง?
เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวิ่งไปยังลานลอยฟ้าที่สูงที่สุด
ตรงนี้เป็นสวนขนาดย่อม มีต้นไม้ดอกไม้อยู่โดยรอบเป็นกำแพงล้อมรอบ ด้านในมีศาลาและสระน้ำตื้น ๆ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ว่างเปล่าอีกเล็กน้อย
พาราไดซ์หนึ่งจะเปิดให้บุคคลภายนอกเข้าใช้ได้ คลังสินค้าไม่สามารถให้ทุกคนใช้ได้ จึงไม่จำเป็นต้องสร้างในที่ที่มีผู้คนอาศัยอยู่รวมกัน
ดังนั้น เธอจึงสร้างคลังสินค้าไว้ที่นี่ ส่วนกรมคลังก็สร้างติดกับสาขาโดยตรง
[ติ๊ง! ระบบการซื้อขายเริ่มทำงานอย่างเป็นทางการแล้ว พาราไดซ์หลักและพาราไดซ์หนึ่ง สามารถแลกเปลี่ยนสิ่งของผ่านตลาดการค้าและคลังสินค้าได้ เจ้าของสามารถเดินทางไปมาระหว่างสองที่ได้อย่างอิสระผ่านกรมคลัง]
เธอเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าระบบพาราไดซ์จะมีฟังก์ชันแบบนี้ด้วย!
เธอรีบวิ่งไปที่กรมคลังทันที
การจัดวางเหมือนกับพาราไดซ์หลักทุกประการ บนกระดานสีขาวที่ผนังด้านซ้ายแสดงข้อมูลต่าง ๆ ของพาราไดซ์หนึ่งในปัจจุบัน
สิ่งเดียวที่แตกต่างคือมีประตูบานหนึ่งเพิ่มขึ้นมาที่ผนังหลังเคาน์เตอร์
ลู่จินกู้กุมหัวใจที่เต้นรัวแรง แล้วผลักประตูบานนั้นเปิดออก
เธอไม่มีความรู้สึกอึดอัดใด ๆ เหมือนกับการกลับบ้านตามปกติ ราวกับเปิดประตูห้องนอนจากห้องนั่งเล่น
เธอเห็นเงาร่างที่คุ้นเคยอยู่ตรงหน้า
สะดวกจังเลย!
เธอแอบยิ้มโดยไม่ปล่อยให้เขาคนนั้นรู้ตัว จากนั้นก็ย่องกลับไปที่พาราไดซ์หนึ่ง
…
ว่านฉีหยานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน เธอกำลังท่องและบันทึกข้อมูลการนำเข้าและส่งออกของคลังสินค้า
ทันใดนั้นเธอรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งบางอย่าง เธอจึงหันกลับไปมอง ก็พบว่ามีประตูบานหนึ่งโผล่มาด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
เธอเฝ้าสังเกตอย่างระมัดระวังอยู่พักหนึ่ง แต่ก็ไม่พบความผิดปกติของประตูบานนี้
ประสบการณ์การหนีเอาชีวิตรอดสอนให้เธอรู้ว่า เมื่อเผชิญกับสิ่งแปลกปลอมที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน อย่าไปสัมผัสมันโดยพลการจะดีกว่า
ดังนั้น สุดท้ายเธอก็ไม่ได้สนใจประตูบานนั้น แต่เธอก็อดสงสัยไม่ได้ ว่าเมื่อกี้ เธอเหมือนจะรู้สึกถึงกลิ่นอายของพี่สาว
…
ลู่จินกู้ไม่รีบร้อนกลับไปหรอก หากพวกเขาเห็นเธอต้องตกใจกันแน่ เธอยังต้องอธิบายอีกยาว แถมยังต้องจัดการเรื่องทางนี้ให้เรียบร้อยเสียก่อน ค่อยไปหาพวกเขาอย่างสบายใจดีกว่า
เธอไปหาซิงเหลียนก่อน
เขากำลังคาบกิ่งไม้ที่ไม่รู้ว่าไปเด็ดมาจากไหน เอนหลังพิงก้อนหินก้อนใหญ่ด้วยท่าทางเซื่องซึม
“ทำไมท่านนายพลถึงไม่ให้เจ้าหน้าตายอย่างอีธานอยู่ต่อเล่า!” เขาแหงนมองฟ้าแล้วคว่ำครวญ “ถ้ามีฉันอยู่ด้วย ระหว่างทางคงจะครึกครื้นกว่านี้”
“อาจเป็นเพราะเขากลัวนายจะเสียงดังเกินไปก็ได้”
“ใครน่ะ!” ซิงเหลียนผุดลุกขึ้นด้วยท่าทางขึงขัง แต่พอเห็นใบหน้าของลู่จินกู้ เขาก็หมดเรี่ยวแรงลงทันที “อ้าว ที่แท้ก็คุณลู่ มีธุระอะไรกับผมหรือเปล่าครับ?”
เมื่อเห็นเขามีท่าทีราวกับว่าผมไม่ได้ยินอะไรสักหน่อย เธอจึงอดหัวเราะไม่ได้ “ให้เหล่าทหารพักเต็นท์ตลอดก็ไม่ใช่เรื่องที่ดี ให้ทุกคนเก็บของ แล้วไปพักที่ค่ายทหารคืนนี้เถอะ”
“ค่ายทหาร? ที่เขตพาราไดซ์หนึ่ง มีที่แบบนั้นด้วยเหรอ?”
“ตามฉันมา”
เธอยิ้มอย่างมีเลศนัย แกล้งทำเป็นปิดไว้ก่อน
หลังจากที่ซิงเหลียนได้เยี่ยมชมค่ายทหารที่เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกแล้ว สีหน้าของเขาก็ตื่นเต้นขึ้นมาก
“ผมขอขอบคุณคุณลู่ แทนพวกพ้องทุกคนครับ”
แม้ว่าพวกเขาที่เป็นทหารจะเคยอยู่กับสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายยิ่งกว่านี้มาก่อน แต่เขาก็ยังคงรู้สึกขอบคุณลู่จินกู้
ถึงอย่างไรทหารของตัวเอง ใครจะไม่รักใคร่ห่วงใย
ลู่จินกู้โบกมือปฏิเสธทันที “พวกคุณปกป้องประชาชนก็เหนื่อยมากพอแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ฉันควรทำ ตรวจดูซักหน่อยว่าทุกคนมีอะไรที่แพ้หรือเปล่า ฉันจะได้จัดเตรียมอาหารให้เหมาะสม”
“แบบนี้จะดีเหรอครับ?” ถึงแม้ซิงเหลียนจะเป็นคนไม่คิดมาก แต่ก็รู้ว่านี่เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่น้อยเลย โดยเฉพาะในตอนนี้ที่วัตถุดิบจากพาราไดซ์นั้นมีค่ามาก
“มีอะไรไม่ดีล่ะ” ลู่จินกู้ไม่คิดอะไรมาก “ทหารกับประชาชนก็เหมือนครอบครัวเดียวกัน อีกอย่างฉันก็แค่ทำในสิ่งที่พอจะทำได้”
เธอตัดสินใจอย่างเด็ดขาด หลังจากยืนยันแล้วว่าพวกเขาไม่มีอะไรที่แพ้ เธอก็คัดลอกรายการอาหารของค่ายทหารพาราไดซ์หลักมาทันที
สิ่งของในคลังสินค้าถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนเรื่องที่ทำให้ระบบศูนย์กลางการค้าแจ้งเตือนว่า
[สินค้าคงคลังไม่เพียงพอ งดจำหน่ายชั่วคราว]
ลู่จินกู้ไม่ได้ใส่ใจ เธอก็ไม่ได้สังเกตเห็นว่าซิงเหลียนกำลังครุ่นคิดกับคำว่า ทหารกับประชาชนก็เหมือนครอบครัวเดียวกัน สายตาของเขายิ่งเปล่งประกายมากขึ้นเรื่อย ๆ
…
เวลาล่วงเลยจนถึงกลางดึก บนดาว 555 ภายในสถาบันวิจัยอันกว้างใหญ่แห่งหนึ่ง ก็เกิดเสียงดังโครมคราม พร้อมกับเสียงสบถอย่างเกรี้ยวกราด
“ขยะ! ทั้งหมดนั่นมันก็แค่ขยะ!”
บรรดาลูกน้องได้ยินเสียงดังจนเคยชิน พวกเขาได้แต่แอบอยู่ภายในห้อง
จนกระทั่งได้ยินเสียงประตูถูกปิดดังปัง พวกเขาก็กรูกันเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็วและเก็บกวาดข้าวของที่กระจัดกระจายอย่างเงียบเชียบ