เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 461 การนัดพบ
บทที่ 461 การนัดพบ
ผลของการเซ่นไหว้ครั้งที่สามออกมาเกินความคาดหมาย แต่เธอก็จัดการกับสิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์ทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว
เธอได้ตรวจสอบความคืบหน้าของการฟื้นฟูอารยธรรมเทพในตำนานของจีนไปด้วย
หากไม่นับรวมวัตถุสืบทอดสองชิ้นที่ได้จากการเซ่นไหว้ครั้งนี้ ความคืบหน้าในการฟื้นฟูอารยธรรมก็อยู่ที่ 89 แล้ว
รู้สึกว่าชัยชนะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
ตามแนวทางปกติของระบบพาราไดซ์ เมื่อถึงเวลานั้นจะต้องมีรางวัลที่ดีแน่นอน เธอรู้สึกตื่นเต้นมาก
หลังจบการเซ่นไหว้ครั้งนี้ เธอตั้งใจจะขยายเครือข่ายจักรวาลต่อไป ในสถานการณ์ปัจจุบัน ดูเหมือนว่าสิ่งที่เธอจะทำได้โดยตรงมีไม่มากนัก
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะได้ลงมือทำอะไร เธอก็รู้สึกถึงการสั่นไหวเล็กน้อยในโลกพลังจิต
เธอขมวดคิ้วพลางเปิดโลกพลังจิตเพื่อตรวจสอบสถานการณ์
ในตอนนี้หากไม่ได้ตั้งใจใช้พลังจิต พลังของเธอก็เหมือนจักรวาลสีทองที่สงบนิ่ง มีแสงทองแผ่ซ่าน เป็นระลอกคลื่นเบา ๆ ไม่มีการแกว่งไหวรุนแรงเป็นพิเศษ
และในบางจุดของ ‘จักรวาล’ นี้ เชื่อมต่อกับราชวงศ์มายาอีกแห่งหนึ่ง
ดังนั้นหากพูดให้ถูกต้อง โลกพลังจิตของราชวงศ์ทั้งสองนั้นเชื่อมต่อถึงกัน
แต่พลังของราชวงศ์นั้นยิ่งใหญ่เกินไป แม้เธอจะรู้สึกถึงการมีอยู่ของอีกฝ่าย แต่ก็ไม่สามารถข้าม ‘จักรวาล’ ไปค้นหาตำแหน่งของอีกฝ่ายได้
คงจะเป็นเช่นเดียวกันกับอีกฝ่าย พวกเขาถึงไม่ได้ต่อสู้กันในโลกจิตใจโดยตรง
แต่หากพูดถึงการควบคุมพลังของราชวงศ์ อีกฝ่ายชำนาญกว่าเธอมาก อย่างน้อยวิธีการใส่พลังจิตลงในตัวอสูรทมิฬ เธอก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำได้อย่างไร
การติดต่อครั้งนี้ก็เป็นฝ่ายนั้นที่เริ่มก่อน ในโลกพลังจิตที่เปล่งประกายสีทอง คลื่นพลังสายหนึ่งแผ่มาจากที่ไกล ๆ ก่อให้เกิดระลอกคลื่นซ้อนกันเป็นชั้น ๆ
สิ่งที่น่าประหลาดคือ เธอสามารถ ‘ได้ยิน’ ความหมายของอีกฝ่ายจากคลื่นที่ดูไร้ระเบียบนั้น
กู้ตั๋วขมวดคิ้วแน่น พูดด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ “เธอบอกว่าราชวงศ์อีกคนต้องการประลองกับเธออย่างยุติธรรมงั้นเหรอ?”
“อืม” เธอพยักหน้า “อีกฝ่ายส่ง ‘จดหมายท้าประลอง’ มา กำหนดเวลาและสถานที่มาแล้ว ยังบอกด้วยว่าเพื่อความยุติธรรม ฉันเป็นคนกำหนดวิธีการประลองได้”
“เขา…ต้องการทำอะไรกันแน่?”
เพื่อไม่ให้เรื่องบานปลาย พวกเขาไม่ได้บอกใครว่ากู้ฉิงยังมีชีวิตอยู่ และไม่เคยพูดถึงข้อสงสัยที่ว่าราชวงศ์อีกคนอาจเป็นกู้ฉิง ดังนั้นการปรึกษาครั้งนี้คนอื่นจึงไม่มีทางรู้
ส่วนกู้ตั๋วก็ไม่อาจสงบใจกับเรื่องนี้ ถ้าข้อสงสัยของพวกเขาเป็นความจริง ไม่ว่าสถานการณ์จะพัฒนาไปอย่างไร เขาก็ต้องเผชิญกับสภาพที่พี่น้องฆ่ากันเอง
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้อีกฝ่ายยังท้าประลองกับแฟนสาวของเขาอีก
จิตใจของเขาวุ่นวายอยู่พักใหญ่ กว่าจะพูดออกมาได้ “อย่า…อย่าไปสนใจมันเลย”
ลู่จินกู้เข้าใจความคิดของแฟนหนุ่ม หนึ่งคือไม่อยากให้เธอเสี่ยงอันตราย สองคือไม่อยากให้สถานการณ์ลำบากใจนี้ปรากฏเร็วเกินไป
แต่เธอกลับมีความคิดที่แตกต่างออกไป
แม้ว่าเธอจะอยู่ในเขตมลพิษ แต่ก็รู้ถึงการกระทำอันบ้าคลั่งของตระกูลแบล็ก
กองกำลังต่อต้านที่นำโดยกู้ตั๋วได้ต่อสู้กับตระกูลแบล็กมาหลายครั้งแล้ว แม้จะมีคลินิกแพทย์แผนจีนคอยสนับสนุน แต่ฝั่งของกู้ตั๋วก็มีการสูญเสียไม่น้อย
ในทางกลับกัน ฝั่งตระกูลแบล็กกลับมีผู้แข็งแกร่งระดับ 2S ขึ้นไปเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับว่าผู้แข็งแกร่งในยุคนี้เป็นเหมือนกะหล่ำปลีข้างทาง ที่ผุดขึ้นมารุ่นแล้วรุ่นเล่า
ที่น่ากลัวกว่านั้นคือผู้แข็งแกร่งเหล่านี้ดูผิดปกติอย่างชัดเจน เหมือนกับพวกอสูรทมิฬที่ถูกดัดแปลง พวกเขาไม่กลัวตายไม่กลัวความเจ็บปวด แต่ที่ต่างกันคือพวกเขามีสติปัญญาเป็นของตัวเอง
นั่นหมายความว่า ในขณะที่พวกเขาไม่กลัวตาย พวกเขายังมีสมอง ไม่ได้เหลือแค่สัญชาตญาณการต่อสู้
สิ่งนี้ทำให้ความแข็งแกร่งของพวกเขาเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว และทำให้ความยากในการรับมือของฝั่งกู้ตั๋วเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
เขาไม่เคยพูดเรื่องเหล่านี้ต่อหน้าเธอ แต่เธอรู้ดี ดังนั้นหากมีโอกาส เธอก็อยากช่วยแบ่งเบาภาระของอีกฝ่าย
หากสามารถจัดการกับราชวงศ์อีกแห่งได้ แค่ใช้พลังจิตกดดัน ‘เผ่าพันธุ์เดียวกัน’ ก็สามารถพลิกสถานการณ์ได้อย่างง่ายดาย
เธอเงยหน้ามองกู้ตั๋วแล้วเอ่ยเบา ๆ “นี่เป็นโอกาสที่ดี บางทีอาจจะแก้ปัญหาได้อย่างถอนรากถอนโคน ทำให้สหพันธ์กลับมาสงบสุขอีกครั้ง”
ดวงตาของกู้ตั๋วไหววูบ เขาไม่พูดอะไรเป็นเวลานาน
“ฉันรู้ว่าคุณกำลังกังวลเรื่องอะไร แต่กู้ตั๋ว… พวกเราไม่มีทางเลือก” เธอพูดเกลี้ยกล่อมเสียงนุ่ม “นอกเสียจากคุณยินดีที่จะแบ่งปันโลกใหม่ที่ว่ากับพวกเขา”
ถ้าแฟนหนุ่มเลือก ‘ความรู้สึก’ จริง ๆ ล่ะ? เธอแอบกุมหน้าอกตัวเอง ปฏิเสธที่จะจินตนาการถึงอนาคตเช่นนั้น
กู้ตั๋วเม้มริมฝีปากแน่น ผ่านไปสักพักจึงถาม “เวลา สถานที่”
“อีกครึ่งเดือน พิกัด…”
เมื่อพูดถึงตำแหน่งนั้นออกมา เธอก็รู้ว่าอีกฝ่ายจะต้องมีปฏิกิริยาอย่างรุนแรง
พิกัดนั้น กู้ตั๋วคงจะท่องจำได้ขึ้นใจ
และแล้วเธอก็เห็นม่านตาของแฟนหนุ่มสั่นไหว
จริง ๆ แล้วเมื่อได้รับพิกัดนี้มา คำตอบบางอย่างก็ชัดเจนแล้ว
“ฉันจะไปกับเธอด้วย”
เธอไม่ได้ปฏิเสธ ที่จริงแล้ว เธอก็ไม่อาจปฏิเสธได้
เรื่องนี้เกี่ยวกับกู้ฉิง ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องไปพิสูจน์ด้วยตัวเองแน่นอน
……
เวลาครึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ลู่จินกู้กลับมาจากเขตมลพิษถึงชายแดน แล้วก็ขึ้นยานที่กู้ตั๋วเป็นคนขับเอง
หลังจากป้อนพิกัดจุดหมายและเปิดระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติแล้ว คู่รักหนุ่มสาวก็นั่งซบกันเงียบ ๆ
ตอนนี้ความรู้สึกในใจของกู้ตั๋วคงซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบายเป็นคำพูดได้ เธอก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแค่ลูบหลังเขาเบา ๆ
ไม่ว่าในใจจะกังวลอย่างไร สิ่งที่ต้องมาก็ต้องมาอยู่ดี
พวกเขามาถึงจุดหมายอย่างรวดเร็ว ที่นั่นว่างเปล่าไร้สิ่งใด
อย่างไรก็ตาม เมื่อยานอวกาศหยุดลง ด้านหน้าก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง
เงาของยานอวกาศลำหนึ่งค่อย ๆ เปลี่ยนจากโปร่งใสกลายเป็นทึบตัน
ยานอวกาศล่องหน
เธอรู้สึกว่าร่างของกู้ตั๋วเกร็งขึ้น และเขาก็กำมือเธอแน่นโดยไม่รู้ตัว
ช่องสื่อสารสาธารณะของยานอวกาศสว่างขึ้นพร้อมคำขอติดต่อ เธอยื่นมือไปเปิดรับสัญญาณ
“น้องชายที่รัก นายก็มาด้วยใช่ไหม?”
เสียงที่คล้ายคลึงกับเสียงของกู้ตั๋วแต่นุ่มนวลกว่ามากดังขึ้น
เธอรู้สึกเจ็บที่นิ้วมือ เพราะกู้ตั๋วบีบมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เธอไม่พูดอะไร เพียงแค่กำมือเขาแน่นเช่นกัน พลางเอียงหน้ามองเขาด้วยความเป็นห่วง
เมื่อไม่ได้รับคำตอบ อีกฝ่ายก็ไม่ได้เร่งเร้า หลังจากพูดประโยคนั้นจบก็เงียบลง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ กู้ตั๋วพูดเสียงแหบพร่าออกมาในที่สุด “พี่ชาย…ไม่ได้เจอกันนานมากเลย”
อีกฝ่ายหัวเราะเบา ๆ “ใช่ นานมากจริง ๆ น้องชายของฉันก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว สามารถดูแลตัวเองได้แล้ว”
เสียงจากเครื่องสื่อสารเต็มไปด้วยความรู้สึกหวนคิด “น่าเสียดายที่พลาดช่วงเวลาที่นายเติบโตเป็นชายหนุ่มไป”
ดวงตาของกู้ตั๋วแดงก่ำ เขาหลับตาแน่นพลางหายใจลึก พยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเอง
แต่ความรู้สึกที่พลุ่งพล่านก็ไม่อาจกดข่มได้หมด เมื่อพูดอีกครั้ง น้ำเสียงจึงแฝงความโกรธแค้น “ที่จริงพี่ไม่จำเป็นต้องพลาดมันเลย ทำไม?”
ในใจมีคำถามมากมายปะทุอยู่ในอก แต่สุดท้ายก็ได้แต่เอ่ยคำง่าย ๆ สองคำ
ทำไม
ทำไมพี่ไม่ตาย แต่กลับไม่ยอมกลับมา?
ทำไมตลอดหลายปีมานี้ พี่ไม่เคยส่งข่าวถึงครอบครัวเลย?
ทำไมพี่ถึงใจร้ายขนาดนี้ ใช้คุณปู่กับพ่อมาข่มขู่ประชาชน?
ทำไมทุกอย่างถึงกลายเป็นแบบนี้ พวกเราต้องมายืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกัน?
……