เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 70 พวกนายไปทำเถอะ ส่วนทางสภาฉันจะจัดการเอง
- Home
- เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่
- บทที่ 70 พวกนายไปทำเถอะ ส่วนทางสภาฉันจะจัดการเอง
บทที่ 70 พวกนายไปทำเถอะ ส่วนทางสภาฉันจะจัดการเอง
ทันทีที่ประตูห้องโดยสารเปิดออก ลู่จินกู้ก็พุ่งออกไปอย่างรวดเร็วแต่กลับชนเข้ากับอ้อมกอดของใครบางคน
กู้ตั๋วถอยหลังเล็กน้อย ยื่นมือประคองเธอไว้ “เธอยังโอเคไหม?”
“ไม่ค่อยดีเท่าไหร่” เธอเอ่ยอย่างอ่อนแรง “รู้สึกเหมือนจะตายแล้ว”
พลังจิตที่เย็นเล็กน้อยแผ่ซ่านมาปกคลุม ช่วยบรรเทาอาการมึนงงในสมองของเธอ
เมื่ออาการวิงเวียนในสมองบรรเทาลง อาการปวดท้องก็ลดลงตามไปด้วย เธอรู้สึกเหมือนได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
“ขอโทษด้วย” กู้ตั๋วประคองเธอเดินเข้าไปข้างใน “แต่สถานการณ์เร่งด่วน เราไม่สามารถรอช้าได้จริง ๆ”
การอาเจียนตลอดทางทำให้เธอสูญเสียพลังงานไปมากจึงต้องพึ่งพาอาศัยเขาเดินไป เมื่อได้ยินคำพูดของเขา เธอเลยแค่ส่งเสียง “อืม” ออกมา ไม่อยากพูดอะไรเพิ่มเติมแม้แต่คำเดียว
สายตาเหม่อลอยกวาดมองไปรอบ ๆ สิ่งที่เห็นมีแต่แผงพลังงานสีเทาเงิน มองไปสุดลูกหูลูกตาก็ยังไม่เห็นจุดสิ้นสุด
ไม่ไกลออกไป มีอาคารสีเทาเงินเช่นกันทอดยาวออกไป คงเป็นสถาบันวิจัยของกงซุนฉือแน่นอน
เธอรู้สึกไม่สบายใจตามสัญชาตญาณทันที
ดาวดวงนี้ช่างเงียบเหงาเหลือเกิน การอยู่อาศัยในสถานที่แบบนี้เป็นเวลานาน ไม่แปลกเลยที่นิสัยของกงซุนฉือจะแปลกประหลาดขนาดนี้ การที่เขาไม่เสียสติไปเลยนั้นถือว่าเข้มแข็งมากแล้ว
พวกเขาเข้าสู่สถาบันวิจัยอย่างรวดเร็ว ที่นี่ยิ่งเงียบกว่าเดิม
บรรดาคนรับใช้ที่ติดตามกงซุนฉือไปยังพาราไดซ์หมายเลขหนึ่ง ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ บนใบหน้า แต่ละคนเคลื่อนไหวอย่างนุ่มนวลอย่างยิ่ง แม้แต่เสียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่มีเลย
เมื่อเห็นภาพนั้น หัวใจของลู่จินกู้รู้สึกตึงเครียด หากไม่ใช่เพราะพวกเขายังหายใจเบา ๆ อยู่คงสงสัยว่าคนตรงหน้าเป็นวิญญาณเร่ร่อนไปแล้ว
ผ่านประตูที่ปิดสนิทหลายบาน พวกเขาก็มายืนอยู่หน้าประตูสีขาวบริสุทธิ์บานหนึ่ง
กล้องวงจรปิดเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ ครู่ต่อมาประตูสีขาวก็เลื่อนเปิดออกอย่างไร้เสียง
ภายในเป็นห้องนอน น่าจะเรียกว่าห้องนอนได้ใช่ไหม?
มีเตียงและโต๊ะ แต่ก็มีโต๊ะทดลองด้วย ทำให้คนแยกไม่ออกว่าห้องนี้มีหน้าที่อะไรกันแน่
พ่อบ้านชราและชายชราคนหนึ่งยืนอยู่ข้างเตียง มองดูคนที่นอนหลับอยู่ด้วยสีหน้ากังวล
เมื่อประตูเปิดออก พวกเขาต่างเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน จึงสังเกตเห็นว่าชายชราและกงซุนฉือมีลักษณะคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง
กู้ตั๋วแนะนำด้วยเสียงเบา ๆ ว่า “นี่คือคุณปู่ของกงซุนฉือ คุณเรียกท่านว่าคุณปู่ผิงก็พอ”
ตกใจกับท่าทางระมัดระวังของทุกคน เธอเกือบจะกระซิบทักทายว่า “สวัสดีค่ะ คุณปู่ผิง”
กงซุนผิงพยักหน้าเบา ๆ มองไปที่กู้ตั๋ว “นี่คือคนที่เธอบอกว่าจะช่วยฉือได้ใช่ไหม?”
“ใช่ครับ”
กู้ตั๋วเพิ่งพูดได้คำเดียว คนบนเตียงก็เริ่มขมวดคิ้ว
ลมสีแดงเข้มพัดมาอย่างฉับพลัน เธอถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
จู่ ๆ ก็มีเงาร่างหนึ่งมายืนบังอยู่ข้างหน้า นั่นคือ กู้ตั๋ว
พายุสีน้ำเงินเข้มปรากฏขึ้นอย่างเงียบงันปะทะกับพลังจิตของกงซุนฉือ
กู้ตั๋วควบคุมพลังจิตอย่างระมัดระวังอย่างยิ่ง ค่อย ๆ ต้านทานพลังของกงซุนฉือ หลังผ่านไปกว่ายี่สิบนาที กงซุนฉือก็จมสู่ภวังค์อีกครั้ง ขณะที่สีหน้าของกู้ตั๋วเองก็ซีดเซียวลงเล็กน้อย
“คุณปู่ผิง ผมเองก็ป้องกันได้ไม่กี่ครั้งหรอก คุณตัดสินใจเลยเถอะครับ” เขาพูดออกมาด้วยลมหายใจที่หอบแฮ่ก
ลู่จินกู้มองเขาด้วยความกังวล ไม่แปลกใจเลยที่บนยานอวกาศ เขาถึงถูกตัวเองชนจนถอยหลัง ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้คงใช้พลังไปไม่น้อยเลย
กงซุนผิงพูดออกมาอย่างยากลำบาก “การตัดสินใจของสภายังไม่ออกมา…”
“ถ้าลากต่อไปเขาก็จะไม่รอด!” กู้ตั๋วขมวดคิ้วแน่น “คุณปู่ผิงสภาไม่สามารถผ่านมติได้ก็เพราะตระกูลแบล็กกำลังป่วนอยู่ ถ้าฉือเกิดเป็นอะไรขึ้นมาจริง ๆ มันก็จะเข้าทางพวกเขาพอดีไม่ใช่หรือครับ?”
เขาหยุดชั่วครู่ แล้วหัวเราะเยาะ “พวกนั้นอยากจะแย่งชิงตำแหน่งสถาบันวิจัยอันดับหนึ่งของสหพันธ์มานานแล้ว นี่เป็นโอกาสดีที่หาได้ยากยิ่ง พวกเขาคงไม่ยอมปล่อยมือง่าย ๆ หรอก”
กงซุนผิงมีสีหน้าลังเล
ลู่จินกู้ฟังคร่าว ๆ ก็รู้สึกร้อนใจมาก พูดขึ้นเบา ๆ “คุณปู่ผิงกฎเกณฑ์เป็นสิ่งตายตัว แต่คนเป็นสิ่งมีชีวิต ตราบใดที่ภูเขายังคงเขียวขจีอยู่ ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีฟืนให้เผา *[1] อีกอย่าง แค่ทำให้กงซุนฉือฟื้นคืนสติได้สำเร็จก็เป็นการพิสูจน์แล้วว่าวิธีของเราได้ผล พวกเขาจะมาโทษว่าเราผิดที่ช่วยคนได้อย่างไร?”
พูดยังไม่ทันจบ กงซุนฉือก็ครางออกมาเบา ๆ พลังจิตของเขาระเบิดออกมาอย่างควบคุมไม่ได้อีกครั้ง
ครั้งนี้กู้ตั๋วใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าจะปลอบให้เขาสงบลงได้ เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็เหนื่อยล้ามากขึ้น
ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ไม่เพียงแต่กงซุนฉือจะรักษาไว้ไม่ได้ ตัวเขาเองก็จะเหนื่อยจนเกิดปัญหาด้วย
ลู่จินกู้ยิ่งกระวนกระวายมากขึ้น
ในตอนนี้พ่อบ้านชราเอ่ยปากว่า “คุณปู่ครับ ตระกูลกงซุนได้เสียสละเพื่อพันธมิตรมามากแล้ว คราวนี้ขอร้องท่านให้คำนึงถึงคุณชายฉือก่อนเถอะครับ”
คนที่เคยมีกิริยานอบน้อมเสมอมา จู่ ๆ ก็เงยหน้าขึ้นมองเจ้านายของตน ดวงตาเปล่งประกายด้วยความเจ็บปวด “ผมได้เห็นโศกนาฏกรรมที่เกิดจากความคลั่งมาแล้วครั้งหนึ่ง ไม่อยากเห็นเป็นครั้งที่สองอีก…”
กงซุนผิงดูเหมือนจะถูกประโยคนี้กระแทกอย่างหนัก เขาถอยหลังไปก้าวหนึ่งอย่างฉับพลัน แผ่นหลังที่เคยตรงก็โค้งงอลง ใบหน้าชราเต็มไปด้วยความเศร้าโศกอย่างหนัก
ทุกคนกำลังรอให้เขาตัดสินใจ
หลังจากเงียบไปนาน เขาก็พูดเสียงเบาว่า “ช่างเถอะ พวกนายไปทำส่วนทางสภาฉันจะจัดการเอง”
กู้ตั๋วไม่พูดพร่ำทำเพลง คว้าตัวเธอวิ่งออกไปทันที พอออกจากประตูห้องก็รู้สึกว่าเธอเคลื่อนไหวช้าเกินไป จึงสวมชุดเกราะกลไกแล้วอุ้มเธอขึ้นมา พุ่งออกไปจนลับตาในพริบตา
ลู่จินกู้ตกใจจนต้องกอดคอเขาแน่น พอถูกปล่อยลงก็อดไม่ได้ที่จะตบชุดเกราะอย่างแรง แน่นอนว่ากู้ตั๋วไม่รู้สึกอะไร กลับกันฝ่ามือของเธอกลับเจ็บไปหมด
ใต้เท้ายังคงเป็นแผ่นพลังงาน เธอรู้สึกลำบากใจ “แบบนี้ปลูกอะไรไม่ได้นะ”
ระบบพาราไดซ์แม้จะมหัศจรรย์ แต่ก็ไม่ได้ไร้ข้อจำกัด พอลงมาก็หยิบกิ่งดอกไม้ออกมาลองทันที ระบบแจ้งเตือนว่าต้องปลูกบนพื้นดินเท่านั้น
ต่างจากอาคารชมวิวที่สร้างหลังจากที่เมืองพาราไดซ์เป็นรูปเป็นร่างอย่างเห็นได้ชัด
กู้ตั๋วส่งเสียง “อืม” แล้วพูดเสียงทุ้มว่า “รอสักครู่”
แสงดาบสีฟ้าเข้มวาบขึ้นในพริบตา หุ่นยนต์ได้ชักดาบออกมาถือไว้แล้ว
พอถอยหลังไปหลายก้าวก็เห็นเขากระโดดสูงขึ้น พายุปรากฏขึ้นรอบตัว โดยมีดาบยาวเป็นศูนย์กลาง พลังจิตกลายเป็นสว่านสีฟ้า
!
สว่านปะทะกับแผงพลังงานอย่างรุนแรง ตามด้วยเสียงเคร้งดังไม่หยุด
แผงพลังงานแข็งแกร่งมาก แต่กู้ตั๋วต้องการทำลาย ทั้งสองกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด
ลู่จินกู้หันกลับมามองด้วยความกังวล
ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากสถาบันวิจัย เสียงจะต้องดังไปถึงที่นั่นแน่นอน
และแล้วไม่นาน เสียงคำรามด้วยความโกรธแค้นก็ดังขึ้นจากสถาบันวิจัย
กงซุนฉือถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา
เสียงพูดคุยอย่างตื่นตระหนกดังขึ้นอย่างแผ่วเบา แต่ก่อนที่เธอจะแยกแยะได้ว่าเป็นใคร เสียงระเบิดก็ดังมาจากสถาบันวิจัย
พลังจิตสีแดงเข้มระเบิดออกมาในชั่วพริบตา แม้จะอยู่ห่างออกไป เธอก็ยังรู้สึกถึงแรงกดดันที่น่ากลัว
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเผชิญหน้ากับผู้คลั่งระดับ 3S โดยตรง ช่างน่ากลัวเหลือเกิน
เธอหันไปมองกู้ตั๋ว เขาดูเหมือนไม่ได้ยินเสียงจลาจลจากทางนั้น มุ่งมั่นทำลายแผงพลังงานเพียงอย่างเดียว
ตรงที่ปลายดาบชี้ไป แผงพลังงานได้ยุบตัวลงไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่ยังห่างไกลจากการทำลายโดยสิ้นเชิง
ตู้ม! ตู้ม! เสียงระเบิดดังขึ้นอีกสองครั้ง คราวนี้เสียงร้องตกใจดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
เธอหันไปมองอย่างตื่นเต้น เห็นกำแพงของสถาบันวิจัยระเบิดเป็นรูขนาดใหญ่ ร่างของคนสองคนลอยกระเด็นออกมา
ดวงตาของเธอหรี่ลง เธอจำได้ว่านั่นคือกงซุนผิงและพ่อบ้านชรา
ตามมาด้วยอีกร่างหนึ่งที่กระโดดออกมา แม้จะอยู่ห่างออกไปแต่ก็ยังเห็นได้ชัดว่าดวงตาของกงซุนฉือกลายเป็นสีแดงสด ในนั้นไม่มีความรู้สึกของมนุษย์หลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความปรารถนาที่จะทำลายล้างอย่างบ้าคลั่ง
[1] สำนวน หมายถึง ชีวิตก็ย่อมมีหวังเสมอ