เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 84 ดาวเคราะห์ 6752 โกลาหล
บทที่ 84 ดาวเคราะห์ 6752 โกลาหล
ภาพอันน่าสะพรึงกลัวนั้น ยังคงติดตาเธอไม่หายแม้จะกลับมาถึงพาราไดซ์แล้ว
เปาหยวนซานและซูเสี่ยวเซียทำตามคำสั่งของเธอ ไม่กล้าออกมาจากลานบ้าน เมื่อได้ยินเสียงเคลื่อนไหวก็แค่เปิดประตูแง้มดูออกไปเบา ๆ
จากนั้นทั้งสองคนก็ตกใจที่เห็นต้าไป๋ โชคดีที่เห็นลู่จินกู้กระโดดลงมาจากหลังมันทันที พวกเขาจึงยังคงความสงบไว้ได้
เมื่อส่งกระดูกให้พวกเธอแล้ว ลู่จินกู้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังกำชับว่า “ข้างนอกอาจจะเกิดเรื่อง อย่าได้แอบออกไปเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นฉันก็ช่วยพวกเธอไม่ได้”
“พวกเราเข้าใจแล้ว ขอบคุณเสี่ยวจินที่เตือน” เปาหยวนซานรีบขอบคุณ
เธอไม่มีอารมณ์จะพูดอะไรมาก โบกมือแล้วเดินจากไป
ภาพที่เห็นหน้าอุโมงค์เหมืองทำให้เธอกังวลใจมาก ความง่วงหายไปจนหมด เธอลูบต้าไป๋กับเสี่ยวอวิ๋นอวิ๋นพลางพึมพำกับตัวเอง “พวกนั้นมันคืออะไรกันแน่?”
สองตัวเล็กส่งเสียงครางฮึ่ม ๆ ไม่รู้ว่ากำลังตอบเธออยู่หรือว่าถูกลูบจนสบายเกินไป
คิดอยู่นานก็ไม่ได้คำตอบ เธอจึงเปิดสตาร์เน็ต เริ่มค้นหา ‘มลพิษในอวกาศเกิดขึ้นได้อย่างไร’
เธอได้รับคำตอบมากมายหลากหลาย บางอย่างดูไม่น่าเชื่อถือตั้งแต่แรกเห็น บางอย่างฟังดูมีเหตุผลแต่ยากจะแยกแยะความจริงจากความเท็จ
แต่ไม่มีคำตอบใดกล่าวถึงแหล่งกำเนิดของมลพิษระหว่างดวงดาวที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งไม่รวมกับระเบิดชีวภาพ
เธอสงสัยอย่างยิ่งว่าภาพที่เธอเห็นคืนนี้คือสถานการณ์ที่มลพิษระหว่างดวงดาวเริ่มเกิดขึ้นครั้งแรก
แต่ทำไมกันล่ะ?
ไม่สามารถอธิบายได้ว่าควันสีดำเหล่านี้พุ่งออกมาจากที่ไหน
เธอขยี้ผมอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย ปลอบใจตัวเองว่าถ้าคิดไม่ออกก็อย่าเพิ่งคิดเลย
แต่เมื่อหลับตาลงพยายามจะบังคับให้ตัวเองหลับ ภาพอันน่ากลัวนั้นกลับปรากฏขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เธอถอนหายใจแล้วลุกขึ้นพลิกตัว
ต้าไป๋และเสี่ยวอวิ๋นอวิ๋นที่ง่วงงุนเงยหน้าขึ้นมองอย่างงุนงง
“พวกเธอนอนต่อเถอะ ฉันจะออกไปทำงาน”
เอาเถอะ ไหน ๆ ก็นอนไม่หลับอยู่แล้ว เอาเวลามาเพิ่มค่าฮวงจุ้ยของพาราไดซ์หมายเลขสามดีกว่า
ตำแหน่งนี้อยู่ใกล้จุดที่ปรากฏพลังงานดำมากเกินไป เธอจึงรู้สึกไม่สบายใจเลย
เมื่อเดินออกจากบ้าน เธอรู้สึกว่าท้องฟ้ามืดครึ้มมาก ราวกับฝนกำลังจะตก พอมองดูดี ๆ ถึงพบว่าที่แท้มีพลังงานดำบาง ๆ ไหลอยู่บนท้องฟ้า จึงทำให้ดูมืดมนเป็นพิเศษ
ความเร็วในการแพร่กระจายเร็วขนาดนี้เลยหรือ ความรู้สึกไม่สบายใจยิ่งหนักหน่วงขึ้น เธอรีบเริ่มปลูกต้นไม้อย่างรวดเร็ว
ในพาราไดซ์หมายเลขสาม การใช้พลังจิตไม่มีข้อจำกัด ดังนั้นเพียงสิบกว่านาที เธอก็วางแนวป้องกันห้าชั้นเสร็จแล้ว ในพริบตาพาราไดซ์หมายเลขสาม ก็ขึ้นเป็นระดับ 2
เธอคำนวณดูแล้ว ถ้าขึ้นอีกหนึ่งระดับก็จะครอบคลุมถึงอุโมงค์เหมืองแร่นั้นด้วย
ความคิดนี้ผุดขึ้นมาแล้วก็ไล่ไม่ไป เธอตัดสินใจลองดู
แต่พลังจิตที่เพิ่มขึ้นมาก็ไม่พอจะใช้อย่างฟุ่มเฟือยขนาดนั้น อาหารที่เก็บไว้ที่นี่ก็ไม่พอ เธอจึงต้องหยุดชั่วคราว รอให้พลังจิตฟื้นฟูตามธรรมชาติก่อนแล้วค่อยลองอีกที
อย่างน้อยค่าฮวงจุ้ยของพาราไดซ์หมายเลขสามตอนนี้ ถึงจะมีปัญหาอะไรก็คงรับมือได้สักพัก
คิดแบบนี้แล้ว เธอก็รู้สึกง่วงขึ้นมาจึงวิ่งกลับไปพักผ่อน
คนที่ตื่นสายเพราะนอนดึกเกินไปคงไม่รู้ว่า เมื่อเปาหยวนซานและซูเสี่ยวเซียเปิดประตูบ้านตั้งแต่เช้าตรู่ ทั้งสองต่างตกตะลึงกับการเปลี่ยนแปลงภายนอก
“ลูกสะใภ้เมื่อวานตอนที่พวกเรามา ข้างนอกเป็นแบบนี้หรือเปล่า?”
“น่า…น่าจะไม่ใช่นะคะ…”
ลูกชายคนโตของซูเสี่ยวเซียออกมาเห็นสิ่งเหล่านี้ ตาเบิกโพลงอย่างตกใจ สักพักจึงกระซิบเบา ๆ ว่า “แม่ครับ ย่าครับ ที่นี่อาจจะเป็นพาราไดซ์นะครับ”
“พาราไดซ์เหรอ?”
ผู้หญิงสองคนนี้ก่อนหน้านี้วุ่นวายกับการทำมาหากิน แทบไม่มีโอกาสได้ติดตามข่าวสารบนสตาร์เน็ตจึงเป็นคนกลุ่มน้อยที่แทบไม่รู้จักการมีอยู่ของพาราไดซ์เลย
แต่เปาชิงบางครั้งก็เล่นสตาร์เน็ตจึงรู้มากกว่าผู้ปกครองทั้งสองคนเล็กน้อย
“ก่อนหน้านี้ผมยังไม่กล้ายืนยัน” เขาพูดพลางทำท่าทางประกอบ “เพราะในรูปพาราไดซ์บนสตาร์เน็ต ต้นไม้ใหญ่นั่นดูไม่เหมือนกับที่นี่”
เปาหยวนซานถามอย่างสงสัย “แล้วตอนนี้ทำไมถึงยืนยันได้ล่ะ?”
“ย่าไม่รู้สึกหรอกหรือครับว่า อยู่ที่นี่แค่คืนเดียว ทั้งตัวก็รู้สึกสบายขึ้นมากเลย?”
“แน่นอนว่ามันสบายมาก ไม่รู้สึกร้อนเลยสักนิด” ผู้ใหญ่ทั้งสองพยักหน้ายอมรับ
“นี่แหละคือจุดเด่นของพาราไดซ์” เปาชิงตบมือ “ตอนนี้คนมากมายอยากไปพาราไดซ์หมายเลขหนึ่ง แต่ก็จองไม่ได้ พวกเราโชคดีจริง ๆ”
เขาพูดถึงข่าวสารมากมายที่เห็นบนสตาร์เน็ตทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองสงสัยมากขึ้น น่าเสียดายที่ไม่มีคอมพิวเตอร์แสง จึงไม่สามารถเชื่อมต่อกับสตาร์เน็ตเพื่อศึกษาอย่างละเอียดได้
ทั้งสามคนไม่กล้าเดินไปไหน ได้แต่ยืนอยู่หน้าบ้านสักพัก แล้วก็กลับเข้าบ้านอย่างว่าง่าย เปาหยวนซานยังปรึกษากับซูเสี่ยวเซียว่าอีกไม่กี่วันเมื่อบาดแผลของทั้งสองดีขึ้น พวกเขาจะบอกลาลู่จินกู้
แม้ว่าที่นี่จะดูเหมือนพาราไดซ์หมายเลขสาม แต่ประสบการณ์ก่อนหน้านี้ทำให้พวกเขารู้สึกว่าสถานที่ที่เปลี่ยวเกินไปไม่ปลอดภัย จึงอยากกลับไปยังที่ที่มีผู้คนอาศัยอยู่
พวกเขา ‘ตัดขาดจากโลกภายนอก’ จึงยังไม่รู้ว่าภายในเมือง 6752 กำลังวุ่นวาย
มีเรื่องหนึ่งที่แม้แต่ลู่จินกู้ก็คาดไม่ถึง นั่นคือควันดำไม่ได้ปรากฏขึ้นเพียงที่เดียว
ทั่วทั้งดาวเคราะห์มีสิบกว่าแห่งที่มีควันดำพุ่งออกมา
ควันดำเหล่านี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในอากาศ ไม่นานเมืองที่เหลือเพียงไม่กี่แห่งก็มีเสียงสัญญาณเตือนภัยดังสนั่นหวั่นไหว
นับตั้งแต่ปัญหามลพิษในอวกาศเริ่มรุนแรงขึ้น สหพันธ์ก็ได้พัฒนาเครื่องเตือนภัยเฉพาะทาง ทันทีที่มลพิษในอากาศเกินระดับที่กำหนด สัญญาณเตือนภัยก็จะดังขึ้นทันที
เครื่องเตือนภัยชนิดนี้ เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องติดตั้งในทุกเมืองดาวที่อยู่ใกล้ชายแดน
ดังนั้นเมื่อมลพิษแพร่กระจายเมืองก็รับรู้ได้ทันทีในยามดึก
ทั้งเมืองตกอยู่ในความหวาดกลัว
เป็นที่รู้กันดีว่า เมื่อเกิดมลพิษในอวกาศแล้ว มันจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เร็วสุดอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี ช้าสุดก็ราวสิบกว่าปี ดาวเคราะห์ที่เกิดมลพิษก็จะกลายเป็นที่ที่ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้
ไม่มีใครอยากเสี่ยงชีวิตอาศัยอยู่ท่ามกลางมลพิษ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาส่วนใหญ่มาที่นี่ด้วยความหวังที่จะร่ำรวย แต่ก็แทบไม่มีความหวังที่จะขุดพบอัญมณีอาร์เทมิสใหม่แล้ว
สรุปก็คือ ในสายตาของคนส่วนใหญ่ ดาวเคราะห์ 6752 เป็นเหมือนไก่ที่ไม่มีรสชาติ ไม่อร่อยแต่ก็เสียดายที่จะทิ้ง
ที่ก่อนหน้านี้ไม่ยอมจากไป ก็เพราะทัศนคติที่ว่าอยู่ไปวัน ๆ เท่านั้น แต่ตอนนี้…
กลางดึกคืนนั้น ตั๋วเดินทางออกจากดาวเคราะห์ 6752 ก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
ส่วนชนชั้นสูงยิ่งวิ่งหนีกันใหญ่ พอข่าวนี้แพร่สะพัด คนที่ยังลังเลอยู่ก็ตัดสินใจทันที
ดาวเคราะห์ที่มีประชากรไม่มากอยู่แล้ว เพียงผ่านไปหนึ่งวัน ก็มีคนจากไปเกือบครึ่ง
คนที่เหลือส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในจุดรวมตัวมากกว่าในเมือง ไม่มีสัญญาณเตือนภัย ดังนั้นการตอบสนองจึงช้ากว่าเล็กน้อย
แต่จุดรวมตัวเหล่านี้ก็ไม่ได้ตัดขาดจากเมืองโดยสิ้นเชิง ดังนั้นหลังจากผ่านไปครึ่งวัน พวกเขาก็ค่อย ๆ ตอบสนอง
เพียงแต่ตอนนี้การจะแย่งตั๋วนั้นยากมากแล้ว พวกเขาจำเป็นต้องเลื่อนเวลาออกเดินทางออกไปก่อน
ไม่มีใครรู้ว่า ใกล้กับแหล่งมลพิษแห่งหนึ่ง มีพาราไดซ์หมายเลขสามตั้งสง่าค้ำจุนผืนดินที่บริสุทธิ์ไว้
ลู่จินกู้หลับไปจนถึงเที่ยง
เธอถูกปลุกด้วยเสียง เหม่อลอยไปครู่ใหญ่กว่าจะรู้สึกตัว หลังจากพลังจิตฟื้นคืนมา ประสาทสัมผัสทั้งห้าของเธอก็กลับมาว่องไวขึ้น
ดูเหมือนว่าต่อไปถ้าอยากนอนหลับสบาย ก็ต้องใช้พลังจิตให้หมดก่อน
สิ่งแรกที่ทำหลังจากลุกขึ้นมาคือออกไปสำรวจสถานการณ์