เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 89 ข้างนอกมีอะไร?
บทที่ 89 ข้างนอกมีอะไร?
เมื่อคิดไม่ออก เธอก็เลิกคิดเสีย เพราะยังไงตระกูลเซินก็ไม่มีทางฟังความคิดเห็นของเธอและไม่มาช่วยเหลืออย่างแน่นอน
หลังจากจัดการกับวิดีโอเสร็จ เธอยังไม่กล้าส่งออกไป ไม่เช่นนั้นจะเป็นการเปิดเผยตัวตนของเธอบนดาว 6752 ทันที
โกร๊ก ๆ ๆ
ท้องเธอเริ่มหิวจึงลุกขึ้นไปเตรียมทำอาหารเย็น
แต่เมื่อเดินออกไปในลานบ้าน เธอกลับเห็นต้าไป๋และเสี่ยวอวิ๋นอวิ๋นต่างนอนหงายท้องพองเหมือนภูเขาลูกเล็ก ๆ
“พวกแกกินเนื้อแห้งหมดแล้วเหรอ?” เธอหัวเราะเบา ๆ แล้วสอดส่ายตาไปดูก็เห็นว่าจานนั้นว่างเปล่าแล้วจริง ๆ
นั่นมันเนื้อแห้งตั้งหลายสิบกิโล พวกนั้นเกิดมาอดอยากกันหรือไง?
แต่เมื่อเห็นพวกมันมองอย่างออดอ้อน เธอก็โมโหไม่ลง ได้แต่ส่ายหัวแล้วเดินเข้าไปในครัว
ขณะที่กำลังเตรียมอาหารเย็นอยู่นั้น เสี่ยวอวิ๋นอวิ๋นก็ส่งเสียงที่ไม่ปกติออกมา
เพราะเธอเคยร่วมงานกับต้าไป๋และเสี่ยวอวิ๋นอวิ๋นหลายครั้ง ทำให้เธอสามารถแยกแยะเสียงต่าง ๆ ที่พวกมันทำได้ดีขึ้น
เมื่อเสี่ยวอวิ๋นอวิ๋นส่งเสียงแบบนี้ แสดงว่ามันค้นพบอะไรบางอย่าง
เธอรีบเดินออกไปข้างนอกทันที และเมื่อเสี่ยวอวิ๋นอวิ๋นเห็น มันก็วิ่งนำไปไม่กี่ก้าว แล้วหยุดขุดดินด้วยท่าทางกระวนกระวาย ก่อนจะหันกลับมามองเป็นเชิงบอกให้รีบตามไป
ลู่จินกู้รีบตามไป แล้วก็ถูกเสี่ยวอวิ๋นอวิ๋นนำไปที่บริเวณขอบทางเหนือของพาราไดซ์หมายเลขสาม
เธอไม่ได้ออกไปข้างนอกพักหนึ่ง ทำให้หมอกดำข้างนอกหนาขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
ตอนนี้เธอเริ่มคิดได้แล้วว่า แหล่งมลพิษบนดาวเคราะห์ 6752 คงไม่ได้มีเพียงที่เดียว ดังนั้นแม้ว่าจะกำจัดมลพิษในเหมืองไปแล้ว แต่มลพิษบนดาวทั้งดวงก็ยังคงไม่ลดลง
อากาศข้างนอกตอนนี้ดำสนิทเหมือนหมึก เธอไม่กล้าออกไป ได้แต่ยืนอยู่ที่ขอบเขตและถามด้วยความสงสัยว่า “เสี่ยวอวิ๋นอวิ๋นข้างนอกนั้นมีอะไรเหรอ?”
เสี่ยวอวิ๋นอวิ๋นร้องเหมียว ๆ ออกไปข้างนอกไม่หยุด แต่ก็ไม่กล้าเดินออกไปเช่นกัน
น่าเสียดายที่โดรนถูกทำลายในเหมืองแล้ว แม้จะรู้ว่ามีบางอย่างอยู่ข้างนอก แต่ก็ไม่สามารถตรวจสอบได้
เว้นเสียแต่ว่า…
เธอหันไปมองพาราไดซ์หมายเลขสามที่กลายเป็นสวนสาธารณะเล็ก ๆ แล้วเริ่มวางผังฮวงจุ้ยใหม่
โชคดีที่เธอมีนิสัยช่างคิด จึงได้ตั้งแผนผังฮวงจุ้ยที่ดูเหมือนกระจายอยู่ทั่วแต่ความจริงสามารถเชื่อมต่อกันได้ทั้งหมด
ครั้งนี้เธอเลือกใช้ผังฮวงจุ้ยตามทิศทางของสัตว์เทพทั้งสี่ และเลือกสิ่งก่อสร้างตกแต่งออกมาสี่ชนิด
ทิศตะวันออกมีมังกรเขียว ชอบธาตุไม้ จึงปลูกต้นเลือดมังกรใหญ่ขึ้นตระหง่านเขียวชอุ่ม
ทิศใต้มีหงส์แดง ชอบธาตุไฟมีหอคอยขนาดเล็กที่ปลายยอดลุกโชนด้วยเปลวไฟ ไม่เคยดับทั้งกลางวันและกลางคืน
ทิศตะวันตกมีเสือขาว ชอบธาตุโลหะ มีรถศึกโลหะสไตล์อียิปต์โบราณที่ตกลงมาพร้อมอาวุธลักษณะเดียวกัน
ทิศเหนือมีเต่าดำ ชอบธาตุน้ำ มีสระดอกบัวที่พื้นสระถูกปูด้วยอัญมณีสีฟ้าอมน้ำเงิน
ส่วนตรงกลางเป็นที่ของกิเลน ธาตุดิน เธอเลือกใช้รูปปั้นกิเลนที่แกะสลักจากคริสตัลสีเหลือง มีดวงตาทั้งสองข้างเป็นหินตาเสือคุณภาพเยี่ยม ดูสมจริงอย่างยิ่ง
หลังจากจัดวางเสร็จสิ้น ท้องฟ้าก็เกิดเสียงฟ้าร้องดังสนั่น
เธอตกใจเงยหน้าขึ้นมอง ท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสเหนือพาราไดซ์หมายเลขสาม ก็เต็มไปด้วยเมฆฝนหนาทึบตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้
พอเพิ่งเงยหน้าขึ้น ก็พบว่าฝนตกกระหน่ำลงมาทำให้เธอโดนฝนจนเปียกชุ่ม
“แค่ก แค่ก แค่ก”
ในสังคมปัจจุบัน ทุกคนรู้ว่าฝนนั้นไม่สะอาด เธอจึงตกใจรีบพ่นน้ำฝนออกจากปากทันที
แต่แล้วต้าไป๋ก็วิ่งเล่นในน้ำฝนกระเซ็นมาถูกเธออีกจนได้
…อยากจะตีหมาตัวนี้จริง ๆ!
การถูกต้าไป๋ก่อกวนทำให้เธอไม่สามารถพ่นน้ำฝนออกได้หมด แถมยังได้ชิมรสชาติน้ำฝน
น้ำฝนนี้กลับมีรสหวานชื่นใจ ดีกว่าเครื่องดื่มทั่วไปเสียอีก
เธอรีบเก็บความคิดที่จะลองชิมน้ำฝนอีกครั้ง แล้วรีบวิ่งกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
ฝนที่ตกอย่างกะทันหันนั้นหยุดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อเธอเพิ่งเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ท้องฟ้าข้างนอกก็ใสสะอาดอีกครั้ง มีสายรุ้งพาดผ่านยอดไม้ใหญ่ ดึงดูดให้เด็ก ๆ ข้างบ้านวิ่งออกมาดู
เสี่ยวอวิ๋นอวิ๋นร้องเหมียว ๆ อีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ได้ดูเร่งรีบเหมือนเมื่อก่อน
เธอจึงไม่รีบอะไร เดินช้า ๆ ออกไป แต่แล้วกลับต้องตกตะลึง
พื้นที่ของพาราไดซ์หมายเลขสามได้ขยายออกไปอีกครั้ง คราวนี้ได้รวม ‘บางสิ่ง’ จากข้างนอกเข้ามาในเขตด้วย
สิ่งนั้นคือมนุษย์ และยังเป็น ‘คนรู้จัก’ ของเธอด้วย
เพราะเคยเจอกันหลายครั้งจนทำให้เธอสงสัยถึงตัวตนผู้หญิงคนนั้น
ตอนนี้คนคนนั้นหมดสติอยู่ที่พื้น มีหมอกสีดำพุ่งออกมาจากตัว คล้ายกับอาการของต้าไป๋ตอนถูกชำระล้าง
เธอเคยได้ยินมาว่ามนุษย์อาจกลายเป็นสัตว์ร้ายได้ แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นกับตาตัวเอง
แต่มองจากพลังที่ถูกใช้ไป การปนเปื้อนของหญิงสาวนั้นยังไม่มากนัก
นี่ทำให้เธอยิ่งประหลาดใจ
การที่หญิงสาวล้มอยู่ใกล้พาราไดซ์หมายเลขสาม หมายความว่าเธออยู่ในพื้นที่โล่งแจ้งในช่วงที่มลพิษระเบิดขึ้น
นั่นหมายความว่าเธออยู่ท่ามกลางหมอกดำเป็นเวลาสองวันแล้ว
แต่การที่อยู่ในพิษรุนแรงเช่นนี้ถึงสองวัน แล้วยังไม่ถูกปนเปื้อนมากนัก มันช่างน่าอัศจรรย์จริง ๆ
เสี่ยวอวิ๋นอวิ๋นวิ่งวนรอบหญิงสาวที่สลบอยู่สองรอบ แล้วเงยหน้าส่งเสียงเหมียว ๆ อย่างภูมิใจ
ลู่จินกู้เข้าใจได้ทันที เธอลูบคางมันแล้วถามว่า “แกรู้สึกได้ถึงตัวตนของเธอใช่ไหม?”
“เหมียว~”
“เธอมีอะไรแตกต่างงั้นหรือ?”
“เหมียว เหมียว~”
แม้ว่าเสี่ยวอวิ๋นอวิ๋นจะเป็นสัตว์อสูรลายเมฆ แต่ลักษณะนิสัยของมันกลับคล้ายกับลูกแมวมาก มันหยิ่งและไม่เคยสนใจใคร นี่เป็นครั้งแรกที่มันทำแบบนี้ เหมือนมันชอบคนคนนี้มาก
เธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกหึงเล็กน้อย
แต่เธอก็เป็นเจ้าของที่ใจกว้างจึงผลักเสี่ยวอวิ๋นอวิ๋นเบา ๆ แล้วพูดว่า “ถ้าชอบคนนี้ก็อยู่ด้วยกันสิ”
“เหมียว!”
ไม่ทันขาดคำ เสี่ยวอวิ๋นอวิ๋นก็แสดงอาการตกใจ มันกระโจนขึ้นเกาะหัวเธอ ขาหน้าทั้งสองข้างกอดหัวเธอแน่น
ขนยาวของมันบังการมองเห็นจนเกือบทำให้เธอสะดุดล้ม
กว่าจะแกะมันลงมาได้ เธอก็ดึงมันขึ้นมาตรงหน้าแล้วเห็นว่าเสี่ยวอวิ๋นอวิ๋นทำหน้าตาน่าสงสารจนแทบร้องไห้
เธอใจอ่อนทันที จึงรีบกอดมันแล้วลูบขนปลอบโยนมันไปเรื่อย ๆ
ดูเหมือนว่าเสี่ยวอวิ๋นอวิ๋นจะไม่ได้สนใจหญิงสาวเพราะ ‘ชอบ’ ในขณะเดียวกันเธอก็เริ่มสงสัยว่าผู้หญิงคนนี้มีอะไรพิเศษ
ไม่ว่าจะยังไง การปล่อยให้เธอนอนอยู่บนพื้นแบบนี้คงไม่ดีแน่ ลู่จินกู้จึงสั่งให้ต้าไป๋พาผู้หญิงคนนี้กลับเข้าไปในบ้านและปลดเครื่องมือสื่อสารออกจากตัวเธอ
หลังจากจัดการทุกอย่างแล้ว เธอจึงไปทานอาหารเย็น พอจัดเก็บเสร็จก็กลับมาเช็กดูอีกที ก็พบว่าผู้หญิงคนนั้นลืมตาตื่นขึ้นแล้ว และกำลังมองไปรอบ ๆ อย่างมึนงง
เมื่อสายตาของทั้งคู่ประสานกัน หญิงสาวก็ค่อย ๆ แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา “คุณ…คุณ…คือคนบนยานอวกาศคนนั้น…”
“ใช่ ฉันเอง” ลู่จินกู้พยักหน้า “ไม่คิดว่าเราจะได้เจอกันอีก”
“คุณเป็นคนช่วยฉันหรือ?” อีกฝ่ายถามอย่างสงสัย “ที่นี่คือที่ไหน?”
“ก่อนจะถามอะไร น่าจะต้องแนะนำตัวเองก่อนหรือเปล่า?” เธอไม่ได้ตอบ แต่ถามกลับ จริง ๆ แล้วเธอต้องการรู้ตัวตนของอีกฝ่ายก่อน
หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงขอโทษว่า “ขอโทษที ฉันลืมไป ฉันชื่อ เซินไห่เฉิง”
เซิน?
หัวใจของเธอเต้นแรง จึงถามต่อ “หรือว่าเธอคือนักเดินธรรมชาติของตระกูลเซินที่หายตัวไป?”
เซินไห่เฉิงยอมรับอย่างเปิดเผย “ใช่ ฉันเอง”
เธอนึกขึ้นได้ทันทีแล้วพูดว่า “แย่แล้ว ฉันต้องรีบติดต่อครอบครัว ไม่งั้นพวกเขาจะส่งคนมาตายฟรี”
พูดจบเธอก็ตกใจ “เอ๊ะ เครื่องมือสื่อสารของฉันหายไปไหน?”