เปิดระบบสุดโกงอัปสกิลหมอ - บทที่ 1290 เปิดบริษัทเอง!
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เหล่าอวี๋ใช้ความรู้สึกในการทำงาน!
แต่คิดไม่ถึงว่าไม่ได้ใช้กับผู้นำที่ส่งสูง แต่ใช้กับเฉินชางที่มาฝึกงานในแผนกของตน
ทำให้เหล่าอวี๋สะเทือนใจเล็กน้อย
“แม้คุณมาอยู่ที่แผนกของเราได้ไม่นาน แต่…คุณทำประโยชน์ให้เราไม่น้อยเลย! ทั้งการผ่าตัดโดยที่หัวใจไม่หยุดเต้นของแผนกศัลยกรรมหัวใจ…ทั้งแผนกศัลยกรรมทั่วไป…ทั้ง…”
เหล่าอวี๋ยกตัวอย่างอีกมากมาย
เหล่าหม่าพิงประตูห้องทำงานฟังอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดก็ทนฟังไม่ไหวแล้ว
“เฮ้อ เหล่าอวี๋ คุณจะอ้อมค้อมทำไม มีอะไรก็พูดตรงๆ เลย!” เหล่าหม่าทนไม่ไหวแล้วจริงๆ
เหล่าหม่ายืนฟังเหล่าอวี๋ท้าวความอยู่ตั้งนานก็อดเปิดประตูเข้าไปไม่ได้
เหล่าอวี๋เห็นแบบนี้ก็เส้นเลือดตรงหน้าผากนูนขึ้นมา กำหมัดแน่นไปหลายครั้งแล้ว
เหล่าหม่าตบไหล่เฉินชางพร้อมพูดว่า “ชางเอ๋อร์ คุณต้องพาเราอวดเก่ง พาเราพัฒนา!”
เฉินชางอึ้ง หลุดขำออกมา มองเหล่าอวี๋ที่หน้าแดงก่ำแล้วพยักหน้า “ได้ครับ!”
……
ตอนที่เฉินชางเตรียมตัวเก็บสัมภาระไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์นั่นเอง
มีแขกหลายคนมาที่เมืองหลวง
“เสี่ยวเฉิน ว่างเมื่อไรมาคุยกันหน่อยนะ”
เจิ้งกั๋วถานท่าทางดูเป็นผู้ดีอยู่เสมอ
เหมือนว่าทุกคนจะรู้สึกสบายใจเวลาที่ได้ปฏิสัมพันธ์กับประธานเจิ้ง
เฉินชางเองก็เช่นกัน
“ประธานเจิ้งมาเมืองหลวงเหรอครับ”
เจิ้งกั๋วถานยิ้ม “ครับ ไม่ใช่แค่ผม ภรรยาผมและกู้ซินก็มาด้วย”
เฉินชางอึ้ง
กู้ซินก็มาหรือ
กู้ซินเป็นภรรยาของเฉินปิ่งเซิง ที่สำคัญที่สุดคือเป็นผู้จัดการของบริษัทยาอันซวี่ตงหยาง
วิถีการพัฒนาของบริษัทยาอันซวี่ตงหยางเรียบง่ายมาก โดยส่วนใหญ่ผลิตสารสกัดยาจีนโบราณ การวิจัยและพัฒนายาใหม่ค่อนข้างช้า
แน่นอนว่าสำหรับเฉินชาง นี่ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายอะไร
สำหรับการทำธุรกิจ ถ้าก้าวใหญ่เกินไปอาจจะพลาดได้
ถ้าหมุนเงินไม่ทัน ก็เตรียมล้มละลายได้เลย
เพราะฉะนั้น ความจริงนิสัยของกู้ซินกับเฉินชางค่อนข้างคล้ายกัน
และที่เฉินชางลงทุนกับบริษัทยาอันซวี่ตงหยางก็เพื่อความมั่นคง
หลังจากเรื่องคดียาแก้ไอ บริษัทยาอันซวี่ตงหยางพัฒนาได้ไม่เลว ตอนนี้มูลค่าตลาดสูงถึงประมาณห้าร้อยล้านแล้ว
ห้าร้อยล้านนี้ไม่ใช่การประเมินราคา แต่เป็นราคาจริงของโรงงาน อุปกรณ์ การจัดเก็บ และเงินทุนหมุนเวียน
แต่กู้ซินมากับเจิ้งกั๋วถาน…
หรือจะเป็นเพราะเรื่อง…
เฉินชางวิเคราะห์เรื่องราวไวมาก
เหมือนจะจับเบาะแสได้บ้างแล้ว
“ผมเลิกงานหกโมงครับ”
เจิ้งกั๋วถานพยักหน้า “ได้ เดี๋ยวผมส่งคนไปรับ คุณพาเสี่ยวฉินมาด้วยนะ”
เฉินชางตอบตกลง
จากนั้นกู้ซินเองก็ได้โทรหาเฉินชาง และได้คุยกันไม่กี่ประโยค
หลังจากเลิกงาน เมอร์เซเดส มายบัค พูลแมนคันหนึ่งจอดอยู่หน้าโรงพยาบาล
แม้แต่เมืองหลวงที่เต็มไปด้วยรถหรู รถยี่ห้อนี้ยังยากจะเห็น
ราคาแพงกว่าโรลส์-รอยซ์ แฟนท่อมหลายเท่า!
มองจากระยะไกลก็ดูแพงแล้ว!
หลังจากคนขับรถเห็นเฉินชางก็รีบไปเปิดประตู “เชิญครับคุณเฉิน”
เฉินชางพยักหน้า ไปรับฉินเยว่ที่วิทยาลัยการแพทย์ปักกิ่งยูเนี่ยน
นั่งอยู่ในรถแบบนี้ก็เหมือนอยู่บ้าน
นิ่งมาก!
เหมือนถนนไม่มีหลุมเลย
คนขับรถยิ่งทำให้รับรู้ไม่ได้เลยว่ากำลังเดินหน้าหรือถอยหลัง
รถจอดหน้าเรือนสี่ประสานแห่งหนึ่ง
พนักงานพาเฉินชางและฉินเยว่เข้าไป
เป็นร้านอาหารส่วนตัวร้านหนึ่ง
แต่ร้านอาหารส่วนตัวแห่งนี้ดูเรียบง่ายและหรูหรามาก
ข้างนอกดูเหมือนเรียบง่ายมาก แต่การตกแต่งในห้องและชุดน้ำชาล้วนหรูหรา
“เสี่ยวเฉิน คุณกับเสี่ยวฉินจะจัดงานแต่งงานกันเมื่อไรเหรอ” จางอ้ายเซียงที่มาด้วยยิ้มถาม
จางอ้ายเซียงในตอนนี้ดูไม่ออกแล้วว่าผ่านการผ่าตัดมา
ดูสดใสขึ้นมาก
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความมั่นใจและบุคลิกของเธอดูแตกต่างไปจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง
สมกับที่เป็นประธานจางผู้กอบกู้กลุ่มบริษัทตระกูลเจิ้งร่วมกับเจิ้งกั๋วถาน!
ตรงกันข้าม กู้ซินกลับค่อนข้างเก็บตัว ไม่ค่อยพูด เอาแต่ยิ้ม
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง จางอ้ายเซียงพาฉินเยว่ไปคุยห้องข้างๆ
เฉินชางจึงถามว่า “ประธานเจิ้ง ครั้งนี้มาเมืองหลวงกี่วันครับ”
เจิ้งกั๋วถานยิ้ม “ความจริง ครั้งนี้ผมไม่ได้จะมาเมืองหลวง แต่จะไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์”
เฉินชางได้ยินแบบนี้ก็อึ้งไปทันที “คุณจะเข้าร่วมการแข่งขันที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ไม่ใช่เหรอ ผมก็ว่าจะไปดูสักหน่อยน่ะ”
หลังจากเฉินชางได้ยินแบบนี้ก็สัมผัสได้ถึงอะไรหลายอย่าง “ประธานเจิ้งตัดสินใจแล้วใช่ไหมครับ”
เจิ้งกั๋วถานพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม “ครับ!”
เจิ้งกั๋วถานกับเฉินชางเคยคุยกันหลายครั้งแล้วว่า อยากปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม
ตอนนี้กลุ่มบริษัทตระกูลเจิ้งมีบริษัทลูกสามบริษัท
บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หนึ่งบริษัท บริษัทเหมืองแร่หนึ่งบริษัท และบริษัทลงทุนอีกหนึ่งบริษัท
ในอดีต บริษัทเหมืองแร่และอสังหาริมทรัพย์มีมูลค่าเท่ากัน
เมื่อก่อนอุตสาหกรรมเหมืองแร่อยู่ในภาวะถดถอย ในขณะที่อสังหาริมทรัพย์พัฒนามากกว่า
แต่หลายปีที่ผ่านมา อสังหาริมทรัพย์ไม่ได้เป็นอุตสาหกรรมที่แสวงหาผลกำไรอีกต่อไป กลายเป็นวิสาหกิจไปแล้ว
เพราะฉะนั้น เจิ้งกั๋วถานจึงเตรียมจะเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ
บริษัทด้านการลงทุนของเขาได้ลงทุนในด้านการแพทย์เป็นจำนวนมากตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่เขาไม่เคยดำเนินการจัดการหรือควบคุมเลย
เจิ้งกั๋วถานพูดต่อว่า “บริษัทยาที่ผมลงทุนในต่างประเทศบอกว่าในงานมหกรรมของทุกปีจะมีสิทธิบัตรจำนวนมาก ผมจึงจะไปเรียนรู้เรื่องนี้เพิ่มเติม แต่…ผมไปครั้งนี้เพราะอยากหาคู่ค้า”
เฉินชางอึ้งไปทันที “คู่ค้าเหรอครับ”
เจิ้งกั๋วถานพยักหน้าพร้อมพูดว่า “เสี่ยวเฉิน ตอนนี้บริษัทการลงทุนของผมต่างชื่นชมวัสดุขดลวดงวงช้างของคุณมาก จึงอยากจะซื้อไว้”
เจิ้งกั๋วถานพูดถึงตรงนี้ ก็มองเฉินชางพร้อมถามว่า “ความหมายของผมคือ คุณเคยคิดจะพัฒนาเองไหมครับ”
เฉินชางได้ยินประโยคนี้ แน่นอนว่าในใจจะต้องคาดหวังเล็กน้อย
ถึงอย่างไรสิ่งที่ตนออกแบบขึ้นมา ก็จะต้องอยากพัฒนาเองอยู่แล้ว
แต่เฉินชางไม่มีความสามารถที่จะพัฒนา
ยิ่งไม่มีช่องทางที่พร้อมรองรับ
“เคยคิดสิครับ” เฉินชางยิ้ม “แต่ผมไม่มีความสามารถด้านนั้น”
จู่ๆ เจิ้งกั๋วถานก็ยิ้มขึ้นมา “เราหาบริษัทที่มีความสามารถได้”
เฉินชางคาดหวังเล็กน้อย “แบบนี้จะ…สะดวกต่อการจัดการไหมครับ”
เจิ้งกั๋วถานยิ้ม “ถึงอย่างไรตลาดทุนก็คือตลาดหุ้น ถ้าไม่เข้าตลาดหุ้นก็จะง่ายหน่อย แค่เจรจาการโอนหุ้น ถ้าเป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นเราก็ดำเนินการซื้อจากตลาดรอง สิ่งที่สำคั ญที่สุดคือหาบริษัทที่เหมาะสม แต่ก่อนอื่น คุณจะต้องเต็มใจทำ ส่วนรายละเอียดเราค่อยคุยกัน ความจริงครั้งนี้สิ่งสำคัญอยู่ที่คุณ ถึงอย่างไรเทคนิคก็มีแค่คุณที่มี ขึ้นอยู่กับว่า คุณจะโอนย้ายสิทธิบัตรหรือจะพัฒนาเอง”
เฉินชางสูดหายใจเข้าลึกๆ “พัฒนาเองจะดีที่สุดครับ”
สิ่งที่เจิ้งกั๋วถานขาดในเวลานี้คือโอกาสในการเข้าสู่วงการเภสัชกรรม
และเทคโนโลยีขดลวดงวงช้างของเฉินชางคือตัวช่วยที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย!
เพราะฉะนั้น ที่เจิ้งกั๋วถานมาครั้งนี้ เพราะอยากหาทีมที่เหมาะสมมาบริหารเทคโนโลยีและวัสดุขดลวดงวงช้างของเฉินชาง