เปิดระบบสุดโกงอัปสกิลหมอ - บทที่ 1431 ดันเจี้ยนลับ (2)
ตอนที่ 1431 ดันเจี้ยนลับ (2)
เฉินชางเข้าใจดี ฉินเยว่ไม่อยากให้ตนลำบากใจ
สาวน้อยคนนี้รู้ความเกินไปแล้ว ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ล้วนคิดเผื่อตนไว้ก่อนเสมอ
สมัยก่อนตอนที่ยังลำบาก เธอก็ไม่เคยดูถูกตนเลย
ว่ากันตามหลักแล้ว ฉินเยว่เกิดในครอบครัวที่ดีมาก แต่ไม่เคยรังเกียจตนเลย
ตั้งแต่คบกันก็ไม่เคยให้ตัวเขาซื้อของฟุ่มเฟือยให้ แค่ได้กินหม้อไฟสักมื้อ ชานมสักแก้ว ก็ทำให้เธอมีความสุขไปได้อีกนาน
ภายหลังฐานะตนดีขึ้นแล้ว ฉินเยว่ก็ยังไม่เคยใช้เงินมือเติบ
หลังจากย้ายมาอยู่ด้วยกันที่ปักกิ่ง ฉินเยว่ก็คอยดูแลเรื่องวุ่นๆ ในบ้านด้วยตัวเอง
ถึงตัวเขาจะทำงานยุ่ง แต่ก็ไม่ถึงขั้นที่จะยุ่งจนไม่มีเวลามาอยู่กับเธอ
นี่คือหญิงสาวที่ไร้มารยา ไม่เสแสร้ง ใช้ชีวิตด้วยความจริงใจ
เผยหน้าสดอยู่ทุกวัน คอยดูแลเฉินชางให้มีระเบียบเรียบร้อย เสื้อผ้าสะอาดเนี้ยบ
ภายในอะพาร์ตเมนต์สองห้องเล็กในเมืองหลวง ห้องของเฉินชางมีของเยอะกว่าฉินเยว่มาก
อีกทั้งในตู้เสื้อผ้าใบใหญ่ก็มีเสื้อผ้าจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบ!
ชุดเข้าประชุม ชุดไปต่างประเทศ ชุดไปงานเลี้ยง ชุดเข้าเวร ชั้นในแบบใช้แล้วทิ้งที่เตรียมไว้สำหรับเข้าผ่าตัด… สารพัดสารเพ!
(ในการผ่าตัดเกิดเหตุการณ์ที่เลือดเปื้อนซึมทะลุชุดผ่าตัดเข้าไปถึงชั้นในอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นในตอนเข้าผ่าตัดหมอส่วนใหญ่จึงไม่สวมเสื้อผ้าด้านใน หรือไม่ก็สวมแค่ชั้นในแบบใช้แล้วทิ้ง)
ฉินเยว่เองก็ยุ่งมากเหมือนกัน เธอก็มีงานและเป้าหมายของตัวเอง แต่ไม่เคยดูแลชีวิตประจำวันของเฉินชางอย่างส่งๆ
เฉินชางจำได้ชัดเจน หลายครั้งหลังจากกลับมาถึง ฉินเยว่จะทิ้งโน้ตแผ่นหนึ่งไว้บนโต๊ะ
‘ข้าวอยู่ในหม้อ ฉันอยู่บนเตียง รอคุณอยู่!’
ประโยคนี้เขียนโดยฉินเยว่
หญิงสาวอ่อนโยนรักครอบครัว ซุกซนมาก แต่มีหัวใจอบอุ่นเฝ้ารอคุณอยู่ เหนือกว่าถ้อยคำนับหมื่นพันแล้ว
เฉินชางรวบฉินเยว่เข้าสู่อ้อมแขน จูบหน้าผากเบาๆ เอ่ยอย่างซาบซึ้งใจ
“โชคใหญ่ที่สุดในชีวิตฉันก็คือได้พบเธอ! ที่รัก รอฉันกลับมาแต่งกับเธอนะ!”
พูดจบเฉินชางก็ลุกขึ้นเดินออกไป
สะพายเป้สัมภาระที่ฉินเยว่เตรียมให้เขา ในเป้บรรจุเสื้อผ้าสะอาด กางเกงชั้นในกับถุงเท้า บัตรประจำตัว เงินย่อยจำนวนหนึ่ง…
บางครั้ง ความรักก็ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดมากมาย เพียงการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ก็พอแล้ว
ฉินเยว่ไม่ได้ออกไปส่งเฉินชาง เธอกลัวตัวเองจะร้องไห้
พูดกันตามตรง ทุกครั้งที่ต้องเดินทางไปประชุม ความจริงแล้วฉินเยว่ติดตามไปกับเฉินชางได้เสมอ
แต่ทว่า… เธอคิดว่าถ้าตัวเองไปด้วยกลัวจะเป็นการรบกวนและกระทบต่อเฉินชางได้
เธอต้องการเพียงทำหน้าที่ตามที่ภรรยาคนหนึ่งสมควรทำ อยู่ในจุดที่จะไม่ทำให้เฉินชางกังวลเท่านั้น
ฉินเยว่ยืนอยู่ริมหน้าต่างห้องพักของอาคารที่พักบุคลากรโรงพยาบาลอันดับสอง มองเฉินชางที่ลงไปชั้นล่างแล้ว
หลังจากเฉินชางลงมาก็เหลียวกลับไปมองฉินเยว่แวบหนึ่ง พลันสังเกตเห็นว่าหญิงสาวคนนี้มองตนอยู่ตรงหน้าต่าง
ขณะที่สบตากัน จู่ๆ เฉินชางก็ยิ้มออกมา น้ำตาเอ่อขึ้นมาตรงขอบตาฉินเยว่เล็กน้อย
ในเวลานี้เอง เฉินชางพลันตะโกนขึ้นมา
“ฉินเยว่! รอฉันกลับมาแต่งกับเธอนะ!”
“ซ่า…”
พอพูดจบ เฉินชางก็เดินออกไป ฉินเยว่ที่ถูกทิ้งไว้ริมหน้าต่างหัวเราะทั้งน้ำตา
คุณตาคุณยายที่อยู่ละแวกนี้มองดูเจ้าหนุ่มคนนี้ ราวกับได้เห็นตัวเองในสมัยก่อน วัยหนุ่มช่างดีจริงๆ!
จี้หรูอวิ่นก็ลางานตั้งแต่สองวันก่อนแล้ว พอได้ยินเสียงตะโกนของเฉินชางก็เดินเข้ามาหาฉินเยว่ด้วยรอยยิ้ม
“เมื่อก่อนแม่กับพ่อของลูกก็เคยมารอดูลูกกลับมาอยู่ตรงนี้ทุกวันเหมือนกัน ดูเอาเถอะ เดี๋ยวลูกก็จะแต่งออกไปแล้ว”
พูดๆ ไป จี้หรูอวิ่นก็น้ำตาคลอแล้วเช่นกัน ลูกสาวกำลังจะออกเรือนแล้ว
ฉินเยว่เห็นแม่ก็เช็ดน้ำตาตรงหางตา เข้าไปเอ่ยปลอบ
“พอแล้วค่ะ แม่อย่าร้องไห้สิคะ! แม่กับพ่อเอาแต่บอกให้หนูรีบแต่งออกไปเร็วๆ หน่อยไม่ใช่เหรอ ตอนนี้ก็ดีแล้วไงคะ หนูจะทำให้สมหวังแล้วไง”
กว่าเฉินชางจะมาถึงสนามบินนานาชาติเมืองหลวงก็บ่ายสองกว่าๆ แล้ว เขาโทรหาเสี่ยวรุ่นฟาง
“รัฐมนตรีเสี่ยว ผมมาแล้วครับ”
เวลานี้เสี่ยวรุ่นฟางอยู่กับเจี่ยเจิง หลังจากได้ยินก็เอ่ยถามเจี่ยเจิง “เฉินชางมาแล้ว จะให้เขา… มาไหมคะ”
เจี่ยเจิงพยักหน้า “อืม ลองพบเขาดูแล้วกัน”
เสี่ยวรุ่นฟางตอบไปว่า “เธอมาที่กระทรวงการต่างประเทศเถอะ ฉันอยู่ที่นี่ รอเธอมาถึงด้านล่างแล้วจะส่งคนไปรับ”
เฉินชางชะงักไป “กระทรวงการต่างประเทศเหรอครับ?”
หลังจากวางสาย เฉินชางยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้ค่อนข้างลึกลับ ทำไมถึงไปเกี่ยวข้องกับกระทรวงการต่างประเทศได้ละ หรือว่า… จะต้องออกปฏิบัติการช่วยเหลือนอกประเทศ
ชั่วขณะนั้น เฉินชางค่อนข้างคาดหวังขึ้นมานิดๆ ในฐานะพลเรือนคนหนึ่งของสาธารณรัฐประชาชนจีน เฉินชางเพิ่งได้รับรู้ความรู้สึกของการมีภารกิจเป็นครั้งแรก
เจี่ยเจิงมองเสี่ยวรุ่นฟางอย่างค่อนข้างฉงน “รัฐมนตรีเสี่ยว เฉินชางคนนี้เก่งกาจอย่างที่คุณบอกจริงๆ นะเหรอ”
เสี่ยวรุ่นฟางวางข้อมูลเฉินชางลง “ทั้งหมดเขียนอยู่บนกระดาษแล้ว จะเป็นเรื่องโกหกไปได้เหรอคะ เกียรติยศในระดับนานาชาติพวกนี้คือของจริง พูดกันตามตรง ฉันเชื่อมั่นในตัวเฉินชางมากค่ะ!”
เจี่ยเจิงพยักหน้ารับอย่างค่อนข้างประหลาดใจแกมยินดี “ไม่คิดเลยว่าประเทศชาติของเราจะมีศัลยแพทย์ที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ปรากฏตัวขึ้น ยืนอยู่ชั้นแนวหน้าระดับสากล เยี่ยมมาก! เยี่ยมเหลือเกิน! คุณคงไม่รู้ว่าตอนนี้ด้านการทูตระหว่างประเทศไม่ได้เป็นเหมือนแต่ก่อนแล้ว การให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์ก็เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพอย่างหนึ่ง!”
เสี่ยวรุ่นฟางได้ยินก็มีสีหน้าเคร่งขรึมทันที เธอจ้องมองเจี่ยเจิงเขม็ง เอ่ยอย่างจริงจังว่า “เจี่ยเจิง คุณอย่าแม้แต่จะคิดเลยค่ะ เฉินชางมีคุณค่ามหาศาล เด็กคนนี้จะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศเรา ครั้งนี้เป็นสถานการณ์พิเศษ ฉันถึงได้แนะนำเฉินชางไป คุณห้ามมาเล็งตัวเฉินชางไปรับภารกิจอันตรายเด็ดขาด”
เจี่ยเจิงได้ยินคำพูดของเสี่ยวรุ่นฟางที่ดูจริงจังอย่างเห็นได้ชัดก็ตะลึงไปในทันใด เขายิ้มออกมา “โอเค! คุณวางใจเถอะ ถ้าอยู่ในสถานการณ์ที่รับรองความปลอดภัยไม่ได้ ผมก็ไม่กล้าหรอก!”
ในเวลานี้ จู่ๆ เสี่ยวรุ่นฟางก็เอ่ยขึ้นว่า “นี่คือคนที่ผู้อาวุโสหลี่เรียกพบด้วยตัวเอง เขาให้ความสำคัญกับเฉินชางมาก ครั้งก่อนก็เป็นฝ่ายเชิญเฉินชางไปกินข้าวที่มหาศาลาประชาชนเป็นการส่วนตัว ฉันพูดจริง ไม่ได้ล้อเล่นค่ะ”
หลังจากเจี่ยเจิงได้ยินคำว่าผู้อาวุโสหลี่ก็ตะลึงงันไปอย่างเห็นได้ชัด
ในเวลานี้ เฉินชางโทรเข้ามา “รัฐมนตรีเสี่ยว ผมถึงแล้วครับ!”
เสี่ยวรุ่นฟางเอ่ยกับเจี่ยเจิง “คนมาถึงแล้ว ส่งคนไปรับขึ้นมาทีค่ะ”
เจี่ยเจิงพยักหน้ารับ “ผมชักจะสนใจใคร่รู้ขึ้นเรื่อยๆ แล้วว่าเจ้าหนุ่มคนนี้เป็นคนแบบไหนกัน!”
ไม่นานนัก เฉินชางมาถึงที่ห้องทำงานแล้ว เขามองเห็นเสี่ยวรุ่นฟางที่อยู่ในห้อง แถมยังมีชายคิ้วหนาอีกคนด้วย
“สวัสดีครับ รัฐมนตรีเสี่ยว!”
เสี่ยวรุ่นฟางพยักหน้ารับ “ศาสตราจารย์เฉิน นี่คือเจี่ยเจิงรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ภารกิจช่วยเหลือในครั้งนี้มาจากเจี่ยเจิง”
เฉินชางพยักหน้า “สวัสดีครับ!”
เจี่ยเจิงจับมือเฉินชาง “ได้ยินชื่อมานานแล้ว ศาสตราจารย์เฉิน จะว่าไปครั้งนี้จำเป็นต้องลำบากศาสตราจารย์เฉินซะแล้ว”
เจี่ยเจิงบอกโดยไม่ปิดบัง คำพูดของเสี่ยวรุ่นฟางทำให้เจี่ยเจิงตระหนักได้ว่า เฉินชางมีคุณสมบัติจะได้ทราบเรื่องราวเหล่านี้ แม้แต่ผู้อาวุโสหลี่ยังออกปากแล้ว เขาจะว่าอะไรได้ละ