เปิดระบบสุดโกงอัปสกิลหมอ - บทที่ 1547 สวัสดีครับ ชุดตะเกียบราคาหนึ่งดอลลาร์!
บางครั้งความไม่รู้ก็คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด
ก็เหมือนกับเนื้องอกต่อมไพเนียล ไม่ทราบสาเหตุ ไม่ทราบผลการพยากรณ์โรค
อันที่จริงสิ่งที่ยากที่สุดในการผ่าตัดเคสนี้ก็คือการหลีกเลี่ยงโซนอันตรายเข้าสู่พื้นที่ต่อมไพเนียล
แต่การผ่าตัดแบบโมดิฟายด์พ็อพเพนที่เบอร์ดีพัฒนาขึ้น
ผสานกับเทคนิคจุลทรรศน์ภาพเสมือนที่บริษัทกูเกิลพัฒนาขึ้น ได้สร้างความเป็นไปได้ให้แก่การผ่าตัดนี้!
แต่ว่าสุดท้ายแล้วเครื่องมือก็คือเครื่องมือเท่านั้น
ท้ายที่สุดแล้วการผ่าตัดก็จำเป็นต้องมีมนุษย์ถึงจะเสร็จสมบูรณ์
อีกทั้งการผ่าตัดศัลยกรรมไม่ว่าเทคนิคจะก้าวหน้าไปขนาดไหน
ก็ยังต้องอาศัยดุลยพินิจในการตัดสินของมนุษย์เพื่อดำเนินการ
ก็อย่างเช่นต่อให้มีหุ่นยนต์ผ่าตัดก็ยังต้องใช้มนุษย์ควบคุมอยู่ดี
เบอร์ดีเฝ้ามองเฉินชางกำจัดเนื้องอกต่อมไพเนียลไปทีละนิดๆ
กำจัดทิ้งอย่างหมดจด แถมยังไม่สร้างความเสียหายต่อระบบประสาทด้วย
ค่อนข้างน่าตะลึงจริงๆ ขีดจำกัดด้านการผ่าตัดศัลยกรรมท้ายที่สุดก็ต้องอาศัยพรสวรรค์มาตัดสิน!
บางทีไม่ว่าจะวงการไหนๆ ก็คงเป็นแบบนี้ทั้งนั้น!
ความมุมานะแก้ไขปัญหาได้แค่ 80% เท่านั้น
แต่อีก 20% ที่เหลือต้องอาศัยพรสวรรค์ โชคชะตา และดวง
เป็นปัจจัยที่ไม่แน่นอนและพึ่งพาไม่ได้ ซึ่ง 20% ที่เหลือนี้จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด
การกระทำของเฉินชางในวันนี้ สร้างขีดจำกัดใหม่ที่ยากกว่าเดิมและสูงกว่าเดิมให้กับการผ่าตัดเคสนี้!
ขีดจำกัดนี้อาจกลายเป็นเป้าหมายที่เบอร์ดีจะทุ่มเทให้มัน
นี่เป็นเรื่องดี
บางครั้งพอยืนอยู่บนจุดสูงสุด สิ่งที่กังวลอาจจะไม่ใช่การหล่นลงไป
แต่กังวลว่าตัวเองจะมาได้แค่ไหน แบกรับภาระและหน้าที่ในระดับความสูงนี้ไม่ได้
ถึงแม้เบอร์ดีจะไม่ใช่คนที่อยู่ในจุดสูงสุดของวงการระบบประสาทระดับโลก
แต่ในวงการที่เขาอยู่ เบอร์ดีก็คือราชาคนหนึ่งเช่นกัน
การผ่าตัดจบลงแล้ว!
เบอร์ดีเพิ่งได้รู้จักเฉินชางอย่างรอบด้านเป็นครั้งแรก
นับตั้งแต่ใช้กล้องสองตัว ไปจนถึงใช้เทคนิคโมดิฟายด์พ็อพเพนได้คล่องแคล่วอย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็สร้างเทคนิคใหม่อย่าง ‘เทคนิคตะเกียบ’ ขึ้นมา
สุดท้ายก็จัดการเนื้องอกต่อมไพเนียลไปทีละนิดจนสำเร็จราบรื่น
นี่คือความสามารถที่ผู้นำด้านศัลยกรรมประสาทควรมี
ข้อที่หนึ่ง: ความสามารถในการยอมรับเทคนิคใหม่ๆ
ข้อที่สอง: ความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับเทคนิคใหม่ๆ
ข้อที่สาม: ความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่
ข้อที่สี่: ความสามารถด้านศัลยกรรม
ถูกต้องแล้วในมุมมองของเบอร์ดี ความสามารถด้านศัลยกรรมเป็นความสามารถสุดท้าย
เนื่องจากความก้าวหน้าของยุคสมัยจะก้าวนำพัฒนาการของตัวคุณไปตลอด
เพื่อก้าวให้ทันจังหวะของยุคสมัย จะต้องมีความสามารถการเรียนรู้ สร้างสรรค์ พัฒนาตัวเอง
นี่สิถึงจะเป็นความสามารถที่หัวหน้าสมาคมศัลยกรรมประสาทคนหนึ่งควรมี
น่าเสียดายงานประชุมสมาคมศัลยกรรมประสาทของปีนี้จบลงแล้ว
หลังเสร็จสิ้นการผ่าตัด เบอร์ดีเอ่ยเตือนเฉินชาง
“ศาสตราจารย์เฉิน ผมขอเสนอให้ติดตามประวัติการรักษาของผู้ป่วยน้อยคนนี้เป็นพิเศษครับ”
“ถึงอย่างไรผลสถิติล่าสุดในระดับนานาชาติก็แสดงให้เห็นว่า
อัตราการรอดชีวิตในเคสเนื้องอกต่อมไพเนียลมีไม่ถึง 50%
แนวโน้มเข้ารับการผ่าตัดครั้งที่สองภายในสามปีสูงถึงร้อยละหกสิบ
ผมคิดว่า… การผ่าตัดครั้งนี้ประสบความสำเร็จมาก
พวกเราน่าจะจัดให้ผู้ป่วยรายนี้เป็นกรณีศึกษาสำหรับสังเกตการณ์ได้
นี่อาจจะมีประโยชน์ในการใช้อ้างอิงรักษาผู้ป่วยเนื้องอกต่อมไพเนียลรายอื่นๆ ได้ครับ”
“อีกอย่างทางเมโยคลินิกเราได้พัฒนาตัวชี้วัดการฟื้นฟูเข้ารับการผ่าตัดเนื้องอกต่อมไพเนียลในระยะเวลาหนึ่งเดือนขึ้นมา
ซึ่งจะอนุมานการพยากรณ์โรคหลังผ่าตัดของผู้ป่วยจากการตรวจสอบข้อมูลบางอย่างได้”
เฉินชางได้ฟังก็เอ่ยด้วยความตื้นตันในทันใด
“ถ้าอย่างนั้น… ขอบคุณศาสตราจารย์เบอร์ดีมากนะครับ”
เบอร์ดีมีลุคสุภาพอ่อนโยน สวมแว่นตา ไว้หนวดเคราสั้นและบางได้รับการจัดแต่งสะอาดเกลี้ยงเกลา
เบอร์ดี ยิ้มให้ “ศาสตราจารย์เฉินสุภาพไปแล้ว ทุกคนก็พยายามเพื่อที่จะเอาชนะโรคให้ได้กันทั้งนั้น”
“ในช่วงนี้ผมจะอยู่ที่โรงพยาบาลของคุณ เพื่อแบ่งปันตัวชี้วัดและสถานการณ์บางอย่างจากการเฝ้าสังเกต
รวมถึงเทคนิคให้พวกคุณด้วยครับ”
พอได้ยินประโยคนี้ เฉินชางก็ไม่ได้โต้แย้งอะไร
แต่เหล่าผู้อำนวยการอย่างหูอวนปัง เซวียเจิ้งเริ่น และจีจวิ้นหมิงที่อยู่ด้านหลังกลับเบิกตากว้าง
เทคนิคพยาบาลศาสตร์และตัวชี้วัดฟื้นฟูของเมโย…
เบอร์ดีคนนี้ใจกว้างกับเฉินชางมากเกินไปแล้วมั้ง!
อย่างไรก็ตามพอนึกถึงว่าเฉินชางคือพันธมิตรชั่วชีวิตของเมโยแล้ว ทุกคนก็อดปลงไม่ได้
นี่ก็คือความสามารถสินะ!
เมื่อคุณบรรลุถึงจุดที่แน่นอนแล้ว อิทธิพลของคุณ ผู้คน และเรื่องรอบตัวคุณล้วนเปลี่ยนแปลงไป
เวลานี้เฉินชางถอดแว่นตาอัจฉริยะออก หันกล้องเข้าหาตัวเองและเพื่อนร่วมงานรอบข้าง
เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“การถ่ายทอดสดการผ่าตัดในวันนี้จบลงแล้ว หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่าน
ขอบพระคุณศาสตราจารย์เบอร์ดีจากเมโยคลินิก และขอบพระคุณบริษัทกูเกิลสำหรับการสนับสนุนด้านเทคนิค! ลาละครับ!”
การถ่ายทอดสดจบลง!
แต่ทุกคนในช่องถ่ายทอดสดการผ่าตัดยังคงรู้สึกติดลม
การผ่าตัดเคสที่มีสีสันแบบนี้ ไม่รู้เลยว่าจะได้เห็นอีกเมื่อไร
แต่ว่าตอนนี้ทุกคนคันไม้คันมือเต็มที เตรียมตัวติดต่อหาบริษัทกูเกิลแล้ว
พวกเขาคิดว่าการปรากฏตัวขึ้นของเทคนิคจุลทรรศน์ภาพเสมือนของกูเกิล
จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่ภาพรวมวงการศัลยกรรมประสาทได้อีกครั้ง
ส่วนในครั้งนี้ใครคว้าโอกาสได้ก่อน คนนั้นก็มีโอกาสมากกว่า!
ชาวเอเชียตื่นเต้นกันอย่างยิ่ง เนื่องจากเทคนิคการใช้ตะเกียบที่ตกทอดมาจากรุ่นบรรพบุรุษ กลายเป็นประโยชน์มหาศาล
บางทีนี่อาจจะเป็นโอกาสของพวกเขาใช่ไหม
หลังจากการถ่ายทอดสดจบลง เกิดเรื่องราวขึ้นมากมาย
แพทย์ศัลยกรรมประสาทจำนวนมากในประเทศจีนถือตะเกียบสองคู่
ทั้งมือซ้ายมือขวาถือกันข้างละคู่!
พวกเขาทดลองฝึกฝนเรียนรู้ตามแบบเฉินชาง
ช่วงพักเที่ยงในวันนี้ พนักงานของโรงอาหารโมโหมาก!
เขาพบว่าวันนี้มีอาหารหกอยู่บนโต๊ะเป็นจำนวนมาก
มองเห็นหมอกลุ่มนี้ถือตะเกียบกินข้าวด้วยมือซ้าย
แต่ถึงโมโหก็ไม่กล้าพูดออกไป!
ได้แต่บ่นอุบอิบ
“บ้าไปแล้ว! คนของแผนกประสาทวิทยาบ้ากันหมดแล้ว วันนี้ใช้มือซ้ายกินข้าวกันหมด!”
ส่วนหมอและพยาบาลคนอื่นๆ ที่เห็นเหตุการณ์ก็เบิกตากว้าง แววตาเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ!
หรือว่า… แผนกศัลยกรรมประสาทจะค้นพบเคล็ดลับพิเศษอะไรเข้า?
หรือการฝึกใช้มือซ้ายจะพัฒนาการสติปัญญาได้?
หรือว่า… ยืดอายุขัยได้?
แถมคนพวกนี้ยังฝึกกันอย่างมีความสุขอีก!
กินข้าวเสร็จ ระหว่างทางก็ไม่ลืมถือตะเกียบติดสองมือมาด้วย
ระยะนี้ยอดขายตะเกียบบนออนไลน์ดีมาก
ส่วนในร้านอาหารจีนของประเทศแถบตะวันตก ในวันนี้จู่ๆ ก็มีลูกค้าหน้าใหม่ส่วนหนึ่งเพิ่มขึ้นมา
พวกเขาชอบสั่งถั่วลิสงหนึ่งจาน เต้าหู้อ่อนหนึ่งจาน
จากนั้นก็เริ่มใช้ตะเกียบคีบอย่างทุลักทุเล
แต่ว่า… ถือตะเกียบยังไม่มั่นกันเลย ถ้าคีบได้ก็แปลกแล้ว
น่าเสียดาย ถึงจะโดนตะเกียบทรมานแค่ไหน พวกเขาก็ลุ่มหลงในตะเกียบเหมือนรักแรกอยู่ดี
ฉากนี้ทำให้เถ้าแก่ค่อนข้างงง!
เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าชาวต่างชาติพวกนี้โมโหจนแทบร้องไห้แล้ว
แต่ก็ยังคงมุ่งมั่นคีบถั่วลิสงเหล่านี้อย่างอดทน
เมื่อเห็นถั่วลิสงหล่นเต็มโต๊ะ เถ้าแกรีบหยิบช้อนแล้วยื่นให้
กลัวว่าอีกฝ่ายจะโมโห พวกคุณว่างมากเหรอ มาหาเรื่องทรมานทำไม!
แต่ว่า… คนกลุ่มนี้ยังคงอีโก้มาก ถึงตายก็ไม่ยอมใช้ช้อนส้อมหรือมีด
จะใช้แค่ตะเกียบเท่านั้น เรื่องนี้ทำเอาเถ้าแก่งงตาแตก
ถึงขั้นที่ว่า… ในช่วงหลังจากนั้นพวกเขามากันทุกวัน!
หลังกินเสร็จก็จะหักตะเกียบทิ้งเพื่อระบายความหงุดหงิด!
เรื่องนี้ทำให้เถ้าแก่จนใจอยู่บ้าง สรุปแล้วตะเกียบพวกนี้ไปหาเรื่องพวกคุณแบบไหนกัน
แต่ว่า… เขาไม่กล้าถาม หาเงินได้ก็พอแล้ว จะคิดมากมายขนาดนั้นไปทำไม!
“สวัสดีครับ ชุดตะเกียบราคาหนึ่งดอลลาร์”