เปิดระบบสุดโกงอัปสกิลหมอ - บทที่ 2011 เฉินแบดบอย
เสี่ยวเฉินหยางโกรธมาก!
เขาโกรธฮึดฮัดน้ำตาไหลเปาะแปะ
ดวงตาโตเต็มไปด้วยน้ำตา
แต่ความดีใจที่ได้เจอพ่อก็ถูกแทนที่ด้วยความโกรธที่ถูกแย่งกินนม
เด็กน้อยยังคงหลอกง่าย!
เฉินชางยิ้มหยัน!
ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด
ตอนแรกวางแผนว่าหลังเจ้าเด็กนี่หลับไปแล้วจะแอบมุดเข้าห้องภรรยา
แต่หลังเจ้าเด็กเฉินหยางพบว่าเฉินชางแอบกินนมของตัวเอง ก็ตัดสินใจให้เฉินชางนอนเป็นเพื่อนตัวเอง!
กลัวพ่อเลวจะแย่งกินนมของตัวเองจนหมด!
เจ้าเด็กนี่ขี้เหนียวซะไม่มี!
ทุกครั้งตอนที่เฉินชางเตรียมลุกขึ้นก็จะพบว่าดวงตาของเฉินหยางกำลังจับจ้องตัวเองอยู่
เฉินชางยอมแล้ว
ไร้คำพูดตลอดทั้งคืน
เฉินชางนอนไม่หลับ
แต่เสี่ยวเฉินหยางก็ไม่หลับ เล่นหนังสือการ์ดอยู่ตรงนั้น เจื้อยแจ้วไม่ได้ศัพท์ บางครั้งก็ยิ้มซื่อๆ ให้เฉินชาง
เฉินชางนอนอยู่บนเตียงมองเสี่ยวเฉินหยาง จู่ๆ ก็รู้สึกว่าเจ้าเด็กนี่จงใจ!
เลวเกินไปแล้ว!
เฉินชางผุดความคิดหนึ่งในสมองตลอด
เด็กอายุสองขวบควรไปโรงเรียนอนุบาลได้แล้วมั้ง
คิดได้ดังนี้เฉินชางก็รู้สึกว่าจำเป็นอย่างยิ่ง
มองเสี่ยวเฉินหยางที่กำลังลืมตาเล่นนิ้ว
เฉินชางอดพูดไม่ได้
“เจ้าลูกชาย ในฐานะอัจฉริยะ ลูกสองขวบแล้ว อย่างน้อยต้องเรียนบวกลบแล้ว คนอื่นเขาท่องตารางสูตรคูณกันแล้วนะ!”
“หนึ่งคูณหนึ่งได้หนึ่ง…หนึ่งคูณสองได้สอง…”
เฉินชางเบิกตาโต พูดไม่ออก!
“ใครสอนลูกน่ะ”
“หม่าม้า!”
เฉินชางกลืนน้ำลาย
นี่…เด็กนี่ออกจะชั่วร้ายไปหน่อยแล้ว
เฉินชางลูบคาง คิดไปคิดมาก็พูดต่อ
“เฉาจื๋อ[1]แต่งบทกวีได้ตอนสามขวบ พวกเราจะแค่เรียนคณิตศาสตร์ไม่ได้ ต้องเรียนร้องเพลงแต่งบทกวีเป็นด้วย”
“ห่าน ห่าน ห่าน แหงนมองฟ้าร้องเพลง…”
เฉินชางตาค้าง!
ตนจากไปนานเท่าไรกันเชียว
ยังไม่ถึงหนึ่งเดือนมั้ง
เจ้าเด็กนี่จะโหดเกินไปแล้วมั้ง
ก็แค่สุดยอดพรสวรรค์ไม่ใช่หรือ
ชั่วร้าย!
เฉินชางคิดไปคิดมา ถ้าตอนนี้เอาเคมีฟิสิกส์ออกมา เขาคงไร้มนุษยธรรมเกินไป
คิดไปคิดมาเฉินชางตัดสินใจใช้เหตุผลกล่อมคน “เจ้าลูกชาย ลูกดู ตอนนี้ลูกเติบใหญ่แล้ว จะบอกว่าปะป๊าแย่งกินไม่ได้ เข้าใจไหม ลูกรู้จักข่งหรง[2]เสียสละไหม”
ดวงตาโตของเฉินหยางเริ่มมีน้ำตาหยดเปาะแปะลงมา
เฉินชางรีบห้ามไว้!
ช่างเถอะๆ!
ผู้ใหญ่ไม่คิดเล็กคิดน้อยกับผู้น้อย
นอนดีกว่า!
คิดได้ดังนี้ เฉินชางยอมประนีประนอม เขาพลิกตัวแล้วนอนเสีย
เตียงค่อนข้างเตี้ย เฉินชางจึงไม่กังวลว่าลูกจะตกลงไป
พอตื่นขึ้น เฉินชางอึ้งงันทันที
เสื้อผ้ากระจัดกระจายเต็มพื้น
เจ้าเด็กนี่ดึกดื่นค้นกล่องรื้อตู้งั้นหรือ
แต่เมื่อเห็นเฉินหยาง เขาระเบิดหัวเราะทันที!
เห็นแค่ว่าเฉินหยางถือถุงน่อง สวมครึ่งหนึ่งบนขา แล้วก็สวมหูกระต่ายบนหัวหลับไป!
บางครั้งเด็กนี่ยังหัวเราะหึๆ
ฉินเยว่ได้ยินเสียงเรียกของเฉินชางก็ลุกขึ้นเดินเข้ามา กำลังจะพูดก็พลันเห็นสภาพของเฉินหยางเสียก่อน
เธอพลันหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
“ทำไมคุณวางชุดไว้ที่พื้นล่ะ!” ฉินเยว่กลอกตา
เมื่อคืนเฉินชางกลับมาพร้อมวางชุดในตู้ชั้นล่างสุด
แต่ใครจะนึกว่าเด็กนี้จะค้นกล่องรื้อตู้ตอนกลางค่ำกลางคืน
“คุณบอกว่าลูกยังเล็กไม่ประสา แต่ถ้าโตขึ้นหน่อยนี่จะน่ากระอักกระอ่วนมากนะ!”
พูดจบฉินเยว่ก็หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก เก็บชุดขึ้นมาวางไว้บนที่สูง
จำต้องพูดว่ามีลูกเป็นเรื่องบันเทิงจริงๆ
เฉินชางไม่ได้รีบกลับไป
ตั้งใจว่าจะพาลูกเที่ยวเล่นในเมืองหลวงสักหน่อย
เมืองหลวงเพิ่งเปิดดิสนีย์แลนด์แห่งใหม่ เฉินชางพาเฉินหยางไปทั่วทุกที่ ตัดสินใจว่าจะติดสินบนเจ้าเด็กขี้เหนียวนี่ให้เยอะหน่อย
แต่ที่นึกไม่ถึงคือ ตลอดทางเฉินหยางไม่สนใจโดนัลด์ดั๊กบักส์บันนีเหล่านี้แม้แต่น้อย
ตรงกันข้ามตอนที่พวกเขาผ่านห้องสมุด เฉินหยางดูตื่นเต้นเล็กน้อย
นี่ทำให้เฉินชางอึ้งแล้ว
นี่มัน…
หรือว่าเป็นหนอนหนังสือแต่กำเนิดหรือ
เฉินชางอยากเขกเด็กนี่สักมะเหงก ให้รู้ว่าเป็นแค่เด็กน้อยยังไม่เรียนหนังสือจะมาห้องสมุดเพื่อ?
น่าเสียดาย ฉินเยว่ตื่นเต้นกับเรื่องนี้เหลือเกิน พึมพำว่าลูกฉันต้องเป็นเด็กนักเรียนดีเด่นแน่
ทั้งสามอยู่ในห้องสมุดถึงสามชั่วโมงเต็ม
เฉินชางหอบหนังสือหลายสิบเล่ม ต่างก็เป็นหนังสือสำหรับเด็กสารพัดประเภท
นี่ทำให้เฉินชางสงสัยในชีวิตอยู่บ้าง
เพราะในโซนเด็กมีเด็กเยอะมาก มีพี่สาวน้อยพี่ชายน้อยที่น่ารักมากมาย
แต่เฉินหยางถือหนังสือนั่งอยู่ตรงนั้น สร้างทิวทัศน์ของตัวเอง
ถึงอย่างไรก็หน้าตาดีดูโดดเด่นมาก
แม้แต่เด็กสองสามขวบก็ให้ความสำคัญกับหน้าตา
เพราะมีเด็กมาชวนเฉินหยางเล่นบ่อยมาก
น่าเสียดาย เฉินหยางนิ่งเหมือนขอนไม้
เด็กสาวยิ้มแย้มเอาลูกอมมาให้ เขาแค่มองลูกอมอย่างเย็นชา ชี้ที่ฟันแล้วบอก “ไม่ดีต่อฟัน”
เฉินชางเกือบหลุดหัวเราะ!
มองท่าทางเหมือนผู้ใหญ่ของเฉินหยาง เฉินชางอยากหัวเราะจริงๆ
แม้แต่แม่ของเด็กสาวที่อยู่ด้านข้างก็หัวเราะขึ้นมา ดูตกใจเล็กน้อย
ถึงแม้เฉินหยางจะแค่สองขวบ แต่ก็ค่อนข้างสูง ดูโตพอๆ กับเด็กสามขวบ
เฉินชางนึกไม่ถึงว่าลูกชายตัวเองจะกลายเป็นเจ้าหนุ่มเนิร์ดบ้าหนังสือ!
แต่เด็กสาวกลับมองเฉินหยางด้วยสีหน้านับถือ
“หม่าม้า หนูก็อยากได้หนังสือเล่มนี้!”
หลังจากกลับมาจากห้องน้ำ เฉินชางพบฉากที่น่าตกใจ
เด็กสาวมากมายต่างวิ่งมาล้อมรอบเฉินหยาง ดูเฉินหยางอ่านหนังสือ!
เฉินชางตะลึงแล้ว!
ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้วหรือ
จิตวิญญาณแห่งการเรียนรู้ฟื้นฟูแล้วหรือ
ทุกคนถึงได้รักการเรียนรู้ขนาดนี้
เจ้าเด็กนี่ เพิ่งสองขวบก็เจอยุครุ่งโรจน์ของชีวิตแล้วหรือ?!
บิดาเถอะ…
เฮ้!
ไม่พูดถึงก็แล้วไป
ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริงๆ
อืม ถูกต้อง!
โซนเด็กมีของเล่นมากมาย
มีหนังสือ มีสื่อเสียง มีวิดีโอ มีภาพ มีหนังสือระบายสี…เป็นต้น
จากนั้นไม่ว่าเฉินหยางไปไหน พวกเด็กสาวก็จะตามไปที่นั่นด้วย
ถ้าพ่อแม่ไม่อนุญาตก็จะร้องไห้งอแง
มองเสี่ยวเฉินหยางดีเช่นนี้ พวกพ่อแม่ก็ไม่คิดว่าเป็นเรื่องเลวร้าย
แต่ไม่นาน เฉินชางก็พบว่าตัวเองคิดผิด!
เจ้าเด็กนี่ไม่ใช่หนุ่มเนิร์ดแม้แต่น้อย
แต่เป็นแบดบอยต่างหาก!
เห็นว่าหลังเฉินหยางมาถึงบริเวณวาดรูป ก็เริ่มวาดรูปตามอาจารย์
ทันใดนั้น หลังเฉินหยางวาดเสร็จ ก็เรียกได้ว่าทั่วหล้าตกตะลึง
ตอนแรกนึกว่าเป็นภาพวาดเล่นสไตล์เด็ก แต่นึกไม่ถึงว่าจะวาดได้ดีเช่นนี้
แม้แต่อาจารย์ก็ตกใจแล้ว
นี่มัน…
อัจฉริยะจริงๆ
อาจารย์รีบเข้ามาหาเฉินชางกับฉินเยว่สอบถามเรื่องของเฉินหยาง
ฉินเยว่ก็สงสัยมาก เพราะเธอยังไม่เคยสอนเฉินหยางวาดรูปมาก่อน!
เฉินชางจึงค่อยนึกขึ้นได้ เด็กนี่เหมือนจะสืบทอดดวงตาแห่งความงามมาจากตัวเอง!
นี่ไม่ใช่อาวุธเทพในการวาดรูปหรือ
จากนั้นเฉินหยางก็หยิบรูปขึ้นมา แล้วส่งให้เด็กสาวที่ให้ลูกอมตัวเอง
เด็กสาวดีใจจนเกือบร้องไห้
จากนั้นเฉินหยางก็เอาลูกอมให้เด็กสาวอีกคน
ชั่วขณะนั้น บรรยากาศแข็งทื่อ
ทันใดนั้นกลิ่นอายของสนามรบก็ปรากฏขึ้น
เฉินชางตกตะลึงแล้ว!
เจ้าเด็กนี่!
เฉินแบดบอย!
[1] เฉาจื๋อ เป็นบุตรคนที่สามของโจโฉในสามก๊ก มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด เชี่ยวชาญอักษรศาสตร์และการประพันธ์
[2] ข่งหรง เป็นทายาทของขงจื๊อรุ่นที่ยี่สิบ ขึ้นชื่อเรื่องความเสียสละ จากการสละสาลี่ให้พี่น้อง บิดาซื้อสาลี่มาให้ลูกๆ ขงหรงเลือกสาลี่ลูกเล็กสุด บิดาถามว่าทำไม ข่งหรงบอกว่าเพราะเป็นน้องชายของพี่ใหญ่จึงควรเลือกสาลี่ลูกเล็กกว่า และเพราะเป็นพี่ชายของน้อง จึงควรสละสาลี่ลูกใหญ่กว่าให้น้อง