เทพยุทธ์เจ้าโลกา - บทที่ 10 ปราบพยศ
บทที่ 10 ปราบพยศ
เฉินหลงมีท่าทางเหมือนลูกคนรวย ท่าทางหยิ่งยโส ถือพัดอยู่ในมือ ดูสง่างามและโก้หรู ไม่พูดอะไร ชายอ้วนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ซึ่งมีสีหน้าประจบสอพลอ ทันใดนั้นก็เปลี่ยนสีหน้า เปิดปากด่า “หลี่ลี่ ไอ้ขี้ขโมย พวกข้าไม่อยากมีปัญหากับเจ้าเพราะเห็นว่าเจ้าเป็นเด็กกำพร้า แต่ไม่คิดว่าเจ้ามาถึงสำนักหมิงเยว่แล้ว ยังจะเอานิสัยแบบนักเลงตลาดมาใช้ ทำให้อาจารย์โกรธ พวกข้าจะต้องสั่งสอนเจ้าแทนอาจารย์ รีบเอาสัญญานั่นมา ข้าจะไว้ชีวิตหมาของเจ้าไว้”
หลี่ลี่รู้ว่าชายอ้วนคนนี้ชื่อเกาเสี่ยวตง บ้านมีเงินทองมากมาย ปากเสมอมาเป็นคนเสีย เคยพูดจาเสียดสีเขามาก่อน หลี่ลี่ค่อย ๆ เอาตำราเรียนใส่กระเป๋า โยนขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง หนังสือเรียนหายหรือเสียหาย ถือเป็นความผิดร้ายแรง ไม่อาจมองข้ามไปได้
เขากอดอก มองดูสิบสี่คนอย่างดูถูก มุมปากมีรอยยิ้มเยาะ “พวกเจ้า…ทำไมมาแค่สิบสี่คนเอง คนที่เหลือล่ะ?”
เกาเสี่ยวตงด่ากราด “ไอ้ขี้ขโมย พวกพี่น้องที่มานี่มาดูเรื่องสนุก ถ้าจะจับเจ้า ไม่ต้องให้พี่เฉินออกมือหรอก แค่พี่หยางก็ตีเจ้าจนฟันร่วงเต็มพื้นแล้ว”
หยางเจิ้น หนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างเกาเสี่ยวตง เดินออกมาข้างหน้า พูดเสียงทุ้ม “หลี่ลี่ รีบเอาของมาคืน พรุ่งนี้ไปขอโทษอาจารย์ ไม่อย่างนั้นปราณยุทธ์ที่ข้าเพิ่งฝึกมาใหม่ คนแรกที่จะใช้ก็คือเจ้า” นิ้วมือขวากลายเป็นสีเขียว
หลี่ลี่พูดอย่างดูถูก “แค่ปราณยุทธ์หนึ่งเส้น ก็กล้ามาอวดต่อหน้าข้า…”
“อะไรว่าหนึ่งเส้น เจ้าดูสิว่านี่กี่เส้น?” หยางเจิ้นชูนิ้วมือขวาสองนิ้ว กลายเป็นสีเขียว
หลี่ลี่หัวเราะจนท้องแทบจะปวด ปราณยุทธ์แค่นี้ ก็ยังกล้ามาเทียบกับเขา
นิ้วมือขวาทั้งห้านิ้วของเขากลายเป็นสีเขียวในพริบตา หลี่ลี่ตะโกน “พวกหมาไม่รู้จักดีชั่ว เดี๋ยวข้าจะสั่งสอนบนเรียนให้เอง”
เขาตั้งใจจะสั่งสอนพวกนี้ พุ่งเข้าไปหา ชกหมัดใส่หยางเจิ้นที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุด หยางเจิ้นยังเป็นเด็กหนุ่ม ความคิดก็ช้า เห็นพลังต่อสู้ห้าเส้น กลับไม่ได้ตกใจหนีไป กลับชกหมัดสวนกลับมา
สองหมัดปะทะกัน หลี่ลี่ไม่ได้ใช้แรงเต็มที่ ยังได้ยินเสียงกระดูกหัก ตามด้วยเสียงร้องโหยหวน มือขวาของหยางเจิ้นถูกชกจนข้อเคลื่อน ห้อยต่ำอยู่ตรงนั้น ร้องโหยหวนอยู่
เฉินหลงโกรธขึ้นมาทันที เขาเก็บพัดเข้าไป ท่าทางสง่างามหายไปหมดพร้อมกร่นด่า “เด็กดี อย่าไปรังแกคนอ่อนแอสิ” ชกหมัดเข้าใส่หลี่ลี่เป็นก่อน
หลี่ลี่เห็นหมัดของเขากลายเป็นสีเขียว ที่แท้ก็ฝึกพลังต่อสู้ห้าเส้นได้ ไม่แปลกที่จะเป็นหัวหน้าของพวกนี้ได้ ยังกล้าชกหมัดใส่เขา
หลี่ลี่อยากจะลองกำลังหมัด เขาตะโกนโต้ “งั้นก็มา”
เขาไม่หลบเลี่ยง อีกหมัดหนึ่งสวนกลับไป ‘ตึง’เสียงดังสนั่น สองหมัดปะทะกันอย่างจัง หลี่ลี่ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย แต่เฉินหลงส่งเสียงในลำคอ แม้จะไม่ถอยหลังไปแม้แต่ครึ่งก้าว แต่กล้ามเนื้อใบหน้ากลับกระตุก ดูเหมือนจะเสียเปรียบหมัดนี้มาก
หลี่ลี่ใช้เพียงพลังต่อสู้ห้าเส้น ก็เอาชนะฝ่ายตรงข้ามได้ ความมั่นใจยิ่งเพิ่มขึ้น หัวเราะอย่างสดใส “เฉินหลง มาลองอีกหมัดหนึ่งสิ”
ทว่าเมื่อชกหมัดออกไป เฉินหลงกลับหมุนตัวหนีทันที เกาเสี่ยวตงอึ้งไปครู่หนึ่ง ก็ตอบสนองได้ โบกมือ “ทุกคนเข้าไปพร้อมกัน ไอ้ขโมยนี่ไม่มีวิชามวยเลย ทุกคนรุมเข้าไป มันจะมีแรงมากแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์”
เหล่าอันธพาลหนุ่มได้ยินดังนั้น ก็พากันรุมเข้ามา หลี่ลี่กำลังจะลองใช้หนึ่งในกระบวนท่าของ ‘เก้าหมัดทลาย’ เขาเปล่งเสียงเบา ๆ “หมัดทลาย • ชง(รุจหน้า)”
สองหนุ่มที่วิ่งเข้ามาข้างหน้าถูกแรงมหาศาลซัดล้มคว่ำลงทันที
“หมัดทลาย • ล่วน (โกลาหล)”
หลังจากหมุนตัวหนึ่งรอบ อีกสี่คนล้มลง
“หมัดทลาย • หู (พยัคฆ์)”
สองหมัดปัดไปมา สามคนถูกแรงมหาศาลปัดปลิวออกไป
สามคนที่เหลือ ตกใจจนหันหลังวิ่งหนี หลี่ลี่วิ่งได้เร็วมาก ไล่ตามไปทัน จับสามคนกระแทกลงพื้น ลากกลับมา ในพริบตา นอกจากเฉินหลงแล้ว ทุกคนล้มอยู่บนพื้น บิดเบี้ยวไปมา เสียงร้องโหยหวนดังระงม
เฉินหลงตะโกนด้วยความโกรธ “ทุกคนปิดปากให้หมด ยังอายไม่พออีกหรือ”
พวกหนุ่ม ๆ ทนความเจ็บปวด ไม่โอดครวญอีกต่อไป
หลี่ลี่หัวเราะ “อ้อ เฉินหลง เจ้ายังมีอำนาจบารมีอยู่มากนะ”
เฉินหลงสีหน้าเย็นชา “พวกเราสู้เจ้าไม่ได้ ขอบคุณที่เจ้าไม่ได้ใช้กำลังเต็มที่ พวกเราจะชดใช้ให้เจ้าคนละหนึ่งหินวิญญาณ เป็นการขอโทษ เจ้าว่าอย่างไร?”
หลี่ลี่ส่ายหัว เตะเกาเสี่ยวตงที่อยู่ข้างเท้า “เจ้าอ้วน ต่อไปเจ้ามาอยู่กับข้าดีไหม?”
เกาเสี่ยวตงโกรธพูดว่า “พวกข้ายกย่องให้พี่ใหญ่เฉินเป็นหัวหน้าแล้ว จะไปยอมรับเจ้าได้อย่างไร!”
หลี่ลี่เหยียบนิ้วมือของเขาข้างหนึ่ง ออกแรงเล็กน้อย หนุ่มอ้วนก็ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด
“ถึงเจ้าจะฆ่าข้า ข้าก็ไม่ยอมรับ คนเราต้องมีสัจจะ…”
หลี่ลี่เห็นเจ้าอ้วนคนนี้พูดจาฉลาด เห็นว่าเป็นพวกอ่อนแอ ไม่คิดว่าจะมีความซื่อสัตย์อยู่บ้าง
ชายหนุ่มยกเท้าออก พยุงเกาเสี่ยวตงลุกขึ้น หัวเราะแล้วพูดกับอีกฝ่าย “เมื่อครู่เสียมารยาทไปหน่อย เกาเสี่ยวตง เจ้ายึดมั่นในคำพูดมากกว่าที่ข้าคิดเสียอีกนะ”
จากนั้นก็ให้ลูกศิษย์คนอื่นลุกขึ้น รีบรักษาบาดแผล
เกาเสี่ยวตงและเฉินหลงมองหลี่ลี่ด้วยความครึ่งเชื่อครึ่งสงสัย ไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไร
หลี่ลี่หยิบสัญญาออกมาจากอก ส่งให้เฉินหลง “พี่เฉิน เจ้าดูสัญญานี่สิ ข้าไม่ได้ต้องการหลอกผู้ดูแลหลิวหรอก แต่เขามีหลานชายคนหนึ่งที่อยากจะมาเป็นลูกศิษย์ที่สำนักนอก เขาเห็นข้าเป็นเด็กกำพร้า ก็เลยอยากจะรังแกข้าให้ออกจากสำนัก เพื่อให้หลานชายของเขาเข้ามาแทนที่ข้า”
เฉินหลงดูสัญญาแล้ว ข้างบนมีข้อความว่าถ้าหลี่ลี่แพ้ ก็ต้องออกจากสำนักหมิงเยว่ เท่านี้เขาก็เข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อดูเสร็จก็ส่งต่อให้เกาเสี่ยวตง
เฉินหลงแสดงสีหน้าละอายใจ ก้มหน้าพูดเสียงเบา “พี่ใหญ่หลี่ พวกเราเข้าใจผิดในตัวท่านจริง ๆ ข้ายินดีรับโทษ จะลงโทษอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น”
เกาเสี่ยวตงพูด “พี่ใหญ่หลี่ ที่แท้พวกเราเข้าใจผิดในตัวท่าน ท่านกับพวกเราเป็นพวกเดียวกัน ท่านเก่งกว่าพี่ใหญ่เฉิน ตามกฎแล้วพวกเรายอมรับท่านเป็นหัวหน้าก็ไม่ใช่ไม่ได้ แต่ก็ต้องไปแย่งตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มกับสวี่เถาแล้วก็คนอื่น ๆ อีกที ถ้าแย่งไม่ได้ ท่านเป็นพี่ใหญ่ไปก็ไม่มีความหมายอะไร”
หลี่ลี่ตั้งใจแต่แรกอยู่แล้วที่จะเกณฑ์คนพวกนี้ ร่วมมือกันสู้กับอาจารย์เหอ พอได้ยินเฉินหลงและเกาเสี่ยวตงมีท่าทีจะยอมจำนน ในใจก็ดีใจมาก
“ไม่ต้องรีบคุยกันตอนนี้ มารักษาบาดแผลพี่น้องทุกคนก่อนเถอะ!”
หลี่ลี่เดินมาข้างหน้าหยางเจิ้น คว้าแขนขวาของเขา ปล่อยพลังออกมา แล้วออกแรงดึง ด้วยเสียงกระดูกเขยื้อน หยางเจิ้นร้องโหยหวนขึ้นมาทีหนึ่ง หลังจากนั้นก็ไม่ร้องอีก ขยับแขนขวาด้วยความดีใจ พูดด้วยความยินดีว “อ้า แขนข้า! แขนข้าหายแล้ว ขอบคุณพี่หลี่”
หลี่ลี่ดีใจในใจ คิดว่าการซื้อใจเด็กหนุ่มพวกนี้ ยังง่ายอยู่
จากนั้นทุกคนก็ทยอยรักษาบาดแผลตามวิธีรักษาใน “วิถีเยียวยา” นวดจุดลมปราณ บีบนวดกระดูก เริ่มรักษาบาดแผลอย่างง่าย ๆ
มีบางคนบาดเจ็บค่อนข้างหนัก เฉินหลงให้พวกเขาลงเขาไปซื้อยาที่คลังยารักษา
“เรื่องวันนี้ ห้ามใครเอาไปพูดข้างนอกเด็ดขาด บอกแค่ว่าทุกคนซ้อมกำลังภายใน ต่อสู้ซ้อมกัน บาดเจ็บกันเอง ได้ยินไหม?”
ทุกคนพยักหน้ารับคำ ไม่มีใครไม่ทำตามคำสั่งของเฉินหลง
หลี่ลี่พอใจเฉินหลงคนนี้มาก รู้กาลเทศะ รู้ว่าเรื่องนี้ห้ามให้อาจารย์เหอรู้ เขาดึงเฉินหลง เกาเสี่ยวตง หยางเจิ้น ทั้งสี่คนไปคุยกันในที่เงียบสงัด
“ได้ยินว่าหัวหน้ากลุ่มจะเป็นคนแจกจ่ายหินวิญญาณของพวกเราทุกคนในแต่ละเดือน เขาไม่เพียงแต่ยืดเวลาได้สองสามวัน ยังหาข้ออ้างหักเอาส่วนแบ่งของพวกเราไปได้อีกด้วย”
เกาเสี่ยวตงพูดเร็วที่สุด ทั้งสี่คนเพิ่งนั่งลงดี เขาก็เริ่มพูดแล้ว
หลี่ลี่แสดงสีหน้าสงสัย สิ่งที่เกาเสี่ยวตงพูดนั้นขัดต่อกฎของสำนัก ถือเป็นความผิดร้ายแรง เป็นไปได้อย่างไรกันที่จะมีเรื่องแบบนี้
เฉินหลงอธิบายว่า “ศิษย์รุ่นพี่ในปีก่อน ๆ จะรังแกลูกศิษย์ใหม่ทุกปี ให้พวกเขาส่งส่วนแบ่งหินวิญญาณ นี่เป็นธรรมเนียมที่ไม่ดีของสำนักล่าง แม้แต่อาจารย์ก็ยังเห็นแต่ไม่ได้ทำอะไร ปล่อยให้เป็นแบบนี้ ส่วนแบ่งหินวิญญาณที่เก็บนี้ หัวหน้ากลุ่มแต่ละกลุ่มจะเป็นคนจัดการ”
หลี่ลี่ถอนหายใจ “ที่แท้ สำนักล่างก็ปล่อยให้เป็นแบบนี้ ไม่แปลกใจเลยที่จะเป็นแบบนี้” นี่ก็คือค่าคุ้มครองในยุคนี้นี่เอง หลี่ลี่ฟังแล้วก็เข้าใจทันที
เกาเสี่ยวตงพูด “ถ้าสวีเถาได้เป็นหัวหน้ากลุ่ม ต้องให้พวกเราสองกลุ่มส่งหินวิญญาณคนละหนึ่งก้อนแน่ ๆ ส่วนลูกศิษย์ที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ของพวกเขาไม่ต้องส่ง หินวิญญาณเลยสักก้อน พี่ใหญ่หลี่ ท่านบอกว่าท่านจะเป็นหัวหน้าพวกเรา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องฟังหัวหน้ากลุ่มอยู่ดี เพราะงั้นท่านจะได้อะไรจากการที่เป็นผู้นำของพวกเราได้ล่ะ?”