เทพยุทธ์เจ้าโลกา - บทที่ 205 สำรวจหอเพลิงสวรรค์ยามราตรี
บทที่ 205 สำรวจหอเพลิงสวรรค์ยามราตรี
หลี่ลี่สูดดมกลิ่นหอมที่เข้มข้นแต่แฝงไปด้วยความสดชื่น เขาใช้วิชาตัวเบา ร่างกายทั้งหมดราวกับกลืนหายเข้าไปในความมืด กลายเป็นควันดำพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
ตลอดเส้นทาง เสียงจักจั่นและกบร้องดังไม่ขาดสาย แต่ไม่ได้ถูกรบกวนจากหลี่ลี่แต่อย่างใด พวกมันยังคงส่งเสียงร้องอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
แม้การรักษาความปลอดภัยของจวนจะหละหลวม แต่บริเวณสวนด้านหลังกลับเข้มงวดกว่ามาก ในเวลาเพียงครึ่งชั่วยาม หลี่ลี่เจอศิษย์สำนักจู้มู่ที่ลาดตระเวนไม่ต่ำกว่าสิบคน แต่ศิษย์เหล่านี้ล้วนมีวรยุทธ์แค่ขอบเขตปราณ ในยามค่ำคืนเช่นนี้ พวกเขาจะสามารถพบร่องรอยของหลี่ลี่ได้อย่างไร
หลี่ลี่ย่องเข้าใกล้หอเพลิงสวรรค์อย่างเงียบกริบ เห็นว่าการป้องกันด้านล่างเข้มงวดจริง ๆ แม้จะไม่ถึงกับทุกสามก้าวมียาม แต่ทุกห้าก้าวก็มีทหารยืนเฝ้า การจะแอบเข้าไปอย่างเงียบ ๆ คงเป็นไปไม่ได้
หลี่ลี่ไม่ได้ลงมือทันที แต่ซ่อนตัวอยู่รอบ ๆ หอเพลิงสวรรค์ รอจังหวะอย่างใจเย็น
ผ่านไปหนึ่งชั่วยามเต็ม ๆ หลี่ลี่ขมวดคิ้วทันที
หลังเที่ยงคืน ผ่านไปหนึ่งชั่วยามครึ่ง เห็นท้องฟ้าสีดำเริ่มเป็นสีเขียว รุ่งสางกำลังจะมาถึง หลี่ลี่เตรียมจะล้มเลิก
ในตอนนั้นเอง ความอดทนของหลี่ลี่ก็ได้รับผลตอบแทน หัวหน้ายามคนหนึ่งเดินออกมาจากหอเพลิงสวรรค์
เมื่อเห็นหัวหน้าออกมา ยามที่ยืนอย่างหย่อนยานก็ยืดอกขึ้นทันที ส่วนยามที่แอบขี้เกียจก็รีบกลับเข้าที่ประจำการ พื้นดินหน้าหอเพลิงสวรรค์สั่นไหวเล็กน้อย เผยให้เห็นรูขนาดเท่าถังน้ำสี่รู ศีรษะเล็ก ๆ สี่หัวโผล่ขึ้นมาพร้อมกัน
ยังมียามซ่อนตัวอยู่อีก แม้หลี่ลี่จะระวังตัว แต่ก็ไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติของพื้นดิน
เมื่อเห็นยามที่ซ่อนตัวทั้งสี่คน หลี่ลี่ถอนหายใจยาว โล่งใจที่ไม่ได้ลงมือสุ่มสี่สุ่มห้า
หัวหน้ายามตรวจตรารอบหนึ่ง จากนั้นไม่ได้กลับเข้าหอเพลิงสวรรค์ แต่กลับเลี้ยวไปทางสวนดอกไม้
หลี่ลี่ดีใจ ก้มตัวย่อกาย ใช้วิชาตัวเบาจนถึงขีดสุด ลอยออกไปอย่างไร้เสียง
มาถึงที่ห่างจากหอเพลิงสวรรค์หลายร้อยจั้ง หลี่ลี่จึงพุ่งออกมาจากด้านหลังอย่างฉับพลัน ราวกับสายฟ้าสีดำ ไร้เสียงแต่รวดเร็วยิ่ง
หลี่ลี่งอนิ้วเป็นกรงเล็บ ไม่ได้ใช้ปราณยุทธ์ พุ่งตรงไปที่ลำคอของหัวหน้ายาม ขณะเดียวกันหลี่ลี่ก็ระวังตัวสุดกำลัง เตรียมรับการโจมตีที่จะตามมา
ปัก
มือของหลี่ลี่สัมผัสถึงลำคอของหัวหน้ายามโดยไม่มีการต่อต้านใด ๆ
หัวหน้ายามผู้นี้มีวรยุทธ์แค่ขอบเขตปราณ ไม่มีปฏิกิริยาต่อการโจมตีของหลี่ลี่เลย หลี่ลี่ออกแรงที่มือขวาทันที เสียงดังกรอบแกรบตามมา ลำคอของหัวหน้ายามหักทันที แม้แต่เสียงร้องก็ไม่ทันได้เปล่ง
หลี่ลี่ถอนหายใจยาว สำรวจรอบด้าน ไม่มียามลาดตระเวน เขาจึงรีบถอดเสื้อผ้าของหัวหน้ายามมาสวมใส่
กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นสั่นระริก หลี่ลี่แปลงร่างเป็นหัวหน้ายามในพริบตา เหมือนกับตัวจริงไม่มีผิด
ตรวจสอบเสื้อผ้าตัวเองอีกครั้ง ซ่อนศพหัวหน้ายามในพุ่มดอกไม้ หลี่ลี่เดินอาด ๆ ไปทางหอเพลิงสวรรค์
“หัวหน้าหลิว ทำไมกลับมาล่ะ ลืมเอายาเสริมพลังมาหรือ กลัวจะรับมือแม่ม่ายจูไม่ไหวหรือ”
“หัวหน้าหลิวไปทุกคืน คงถูกแม่ม่ายจูรีดจนหมดแรงแล้วล่ะ”
เมื่อเห็นหัวหน้ายามกลับมา ยามที่สนิทสนมกันหลายคนก็เริ่มล้อเลียนทันที
หลี่ลี่ไม่ได้ยินเสียงของหัวหน้ายาม จึงไม่มีทางเลียนแบบได้ ตอนนี้เขาทำหน้าเย็นชา มองยามเหล่านั้นด้วยสายตาเยือกเย็น แล้วแค่นเสียงหึก่อนเดินเข้าไป
“ทำไมหัวหน้าหลิวเพิ่งจากไปแป๊บเดียว ถึงได้โกรธขนาดนี้”
“คงเป็นเพราะเจอพวกยามรอบนอกเฝ้ายามแบบขี้เกียจเข้าแน่ ๆ ช่างโชคร้ายจริง”
“หัวหน้าหลิวระวังมากเกินไปแล้ว ในเมืองจูยงนี้ ใครกันจะกล้าแอบเข้ามาใกล้หอเพลิงสวรรค์ นั่นมันเท่ากับหาทางตายชัด ๆ”
“ไม่ใช่แค่หาทางตาย แต่มันจะทำให้ทั้งครอบครัวพลอยเดือดร้อนด้วย ต้องรู้ว่าด้านบนคือที่พักของศิษย์น้องของอาจารย์เซียน ทั่วทั้งเมืองจูยง ใครกันจะมีความสามารถบุกขึ้นไปถึงข้างบนได้”
“บางทีอาจเป็นเพราะหัวหน้าหลิวเห็นคนอื่นอยู่บนเตียงของแม่ม่ายจูเลยโกรธกลับมา”
“คิก ๆ ใช่แน่ ๆ ใช่แน่ ๆ ข้าเห็นหัวหน้าหลิวโกรธจนหน้าเขียว”
จากนั้นยามหลายคนก็หัวเราะเบา ๆ
หลี่ลี่มีวรยุทธ์เหนือกว่ายามเหล่านี้มาก หูของเขาก็ไวกว่า การสนทนาเหล่านี้จึงไม่อาจหลุดรอดหูของหลี่ลี่ไปได้
ศิษย์น้องของอาจารย์เซียน เห็นได้ชัดว่าอย่างน้อยก็ต้องเป็นยอดฝีมือระดับขอบเขตรูปลักษณ์ เมื่อได้ยินข่าวนี้หลี่ลี่รู้สึกหวั่นใจ แต่ก็ไม่มีวิธีที่ดีกว่า
หากไม่ดับเพลิงทิพย์ แค่ก่อเรื่องวุ่นวาย นอกจากจะอันตรายแล้ว ยังไม่มีประโยชน์อะไร นี่ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่หลี่ลี่ต้องการ
เมื่อเพลิงทิพย์ดับ เมืองจูยงต้องสั่นสะเทือนแน่ แถมศพปลอมของหลงอ้าวเทียนก็จะผูกไว้ไม่ได้ ข่าวที่ว่าหลงอ้าวเทียนยังไม่ตายย่อมแพร่สะพัดไปทั่วเมืองจูยงในทันที
หลี่ลี่ผลักประตูหอคอยเดินเข้าไปอย่างช้า ๆ
ภายในหอคอยค่อนข้างกว้าง ในห้องโถงใหญ่กว้างหลายสิบจั้ง มีเพียงเก้าอี้สามสี่ตัววางกระจัดกระจาย บนเก้าอี้ตัวหนึ่งมีคนนั่งหลับตาหลับสนิท และที่มุมห้องโถงใหญ่คือบันไดขึ้นหอคอย
หลี่ลี่ไม่ได้หยุดพัก หมุนตัวเดินไปทางบันได
“หลิววั่ง เจ้าบ้าไปแล้วหรือ กล้าขึ้นไปสำรวจด้านบน ถ้าถูกรู้เข้า เจ้ายังจะเอาชีวิตไว้หรือไม่” ตอนนี้หัวหน้ายามอีกคนที่หลับตาอยู่ลืมตาขึ้น กวาดตามองหลี่ลี่เห็นเขาจะขึ้นบันได จึงร้องอย่างตกใจ
“ข้ามีเรื่องต้องรายงานขึ้นไป” หลี่ลี่หยุดฝีเท้า แล้วค่อย ๆ เดินไปหาหัวหน้ายามคนนั้น
“รายงาน เลิกคิดเถอะ ข้ารู้ว่าเจ้าก็เหมือนข้า อยากสำรวจว่าด้านบนมีความลับอะไร แต่อย่าลืมผู้นำคนก่อนของเจ้า ข่งไหล เขาแค่เมาสุราแล้วขึ้นหอเพลิงสวรรค์ สุดท้ายก็ถูกสังหาร ภายนอกดูหละหลวม แต่ภายในเข้มงวด ยามภายนอกยังเข้มงวดขนาดนี้ ส่วนด้านใน… ”
หลี่ลี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นเพื่อนร่วมงานผิวขาว รูปร่างผอมบางตรงหน้า สายตาของหลี่ลี่ก็เป็นประกาย นึกวิธีออกทันที
“ข้ามีเรื่องต้องรายงานจริง ๆ แต่เป็นความลับ ความลับใหญ่ ถ้าเจ้าอยากรู้ ข้าจะบอก แต่ต้องจำไว้ ห้ามแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด” หลี่ลี่ยิ้มลึกลับ พลางโบกมือเรียก
“เอ๊ะ หลิววั่ง วันนี้เสียงเจ้าทำไมแปลก ๆ” ตอนนี้หัวหน้ายามสงสัยถาม
หลี่ลี่ไม่ได้อธิบายอะไรมาก แค่ชี้ที่คอตัวเอง
หัวหน้ายามไม่สงสัยอะไร รีบเดินเข้ามา ทำหน้างุนงง พร้อมจะฟังความลับใหญ่จากหลี่ลี่
เมื่อหัวหน้ายามเข้ามาใกล้ หลี่ลี่ก็โอบไหล่เขาอย่างสนิทสนม กระซิบข้างหูเบา ๆ ว่า “ข้าจะนำศพปลอมของหลงอ้าวเทียนขึ้นไป”
“ศพหรือ ศพอยู่ที่… ” หัวหน้ายามถามอย่างสงสัย แต่ยังพูดไม่ทันจบ เสียงก็ขาดหายไปกะทันหัน สีหน้าแข็งค้างในทันที
หลี่ลี่ปล่อยมือที่บีบคอเขาออก จากนั้นก็กระชากเสื้อผ้าของเขาลงอย่างแรง แล้วใช้เสื้อชั้นในสีขาวบิดเป็นเชือก นำศพของหัวหน้ายามแบกไว้บนหลัง
หลี่ลี่แบกศพเดินขึ้นหอเพลิงสวรรค์อย่างรวดเร็ว
“ใครน่ะ” ทันทีที่หลี่ลี่มาถึงชั้นสอง เสียงตะโกนก็ดังขึ้น
“ข้าคือหลิววั่ง หัวหน้ายามชั้นหนึ่ง ได้รับคำสั่งให้นำศพของกบฏหลงอ้าวเทียนขึ้นไปวางบนหอเพลิงสวรรค์” หลี่ลี่หยุดฝีเท้าและตะโกนตอบ
“หืม” เสียงสงสัยดังมาจากในหอ จากนั้นผู้ฝึกยุทธ์สองคนก็ปรากฏตัวออกมาจากที่มืด
ในตอนนี้หลี่ลี่ถึงได้เห็นสภาพทั้งหมดของชั้นสอง ต่างจากชั้นหนึ่ง แม้ที่นี่จะว่างเปล่าไม่มีแม้แต่เก้าอี้สักตัว แต่หลี่ลี่กลับรู้สึกได้ว่าในที่มืดของชั้นสองมีช่องลับซ่อนอยู่ ชั้นสองที่ดูโล่งนี้กลับเต็มไปด้วยอันตราย หากบุกเข้าไปอย่างไม่ระวัง จะต้องถูกโจมตีพร้อมกันจากหลายคนแน่นอน
ผู้ฝึกยุทธ์คนนั้นเดินมาตรวจสอบที่ด้านหน้าหลี่ลี่ พูดเบา ๆ ประโยคหนึ่ง แล้วปล่อยให้หลี่ลี่เดินต่อไป เพราะข่าวที่จะนำศพของหลงอ้าวเทียนไปแขวนบนหอเพลิงสวรรค์และเผาวิญญาณนั้นได้แพร่ไปก่อนหน้านี้แล้ว ผู้ฝึกยุทธ์จึงไม่ได้สงสัยอะไรมาก
ด้วยศพหนึ่งศพและวิชาพลิกโฉมของหลี่ลี่ ทำให้หลี่ลี่เดินทางมาโดยไม่ถูกขัดขวางมากนัก
แต่ยิ่งเดินขึ้นไป หลี่ลี่ก็ยิ่งรู้สึกตกตะลึงมากขึ้น
สมกับที่ตระกูลจู้มู่สามารถครองอำนาจในเมืองจูยงได้ นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ตลอดทางที่ผ่านมาแค่สิบกว่าชั้น หลี่ลี่ก็พบผู้ฝึกยุทธ์ไม่ต่ำกว่าสิบคน แม้จะไม่สามารถตรวจสอบวรยุทธ์ที่แท้จริงได้ แต่หลี่ลี่รู้สึกได้ว่าในผู้ฝึกยุทธ์เหล่านี้มีสองคนที่มีพลังกดดันไม่ด้อยไปกว่ายอดฝีมือระดับขอบเขตพลังชุ่นจิ้นเลย