เทพยุทธ์เจ้าโลกา - บทที่ 21 การสถาปนา
บทที่ 21 การสถาปนา
การสวามิภักดิ์และประจบประแจงของหวังปัว ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อจิตใจของ เหอฉางหง, เกาเสี่ยวตง, เฉินหลง, หยางเจิ้น, หลิวจินเฟิง, สวีเถาและคนอื่น ๆ
“สวรรค์ ฝั่งศิษย์รุ่นพี่เป็นถึงการแปรผันวิญญาณยุทธ์ระดับสามแท้ ๆ แต่กลับยอมสวามิภักดิ์ แถมยังประจบประแจงขนาดนี้ แล้วพวกข้าที่เป็นเพียง การแปรผันวิญญาณยุทธ์ระดับหนึ่ง ตัวเล็กตัวน้อยจะอยู่อย่างไร?”
ทุกคนต่างเริ่มซุบซิบกัน โดยเฉพาะเหอฉางหง เขารู้ดีว่า หลี่ลี่นั้นสนิทสนมกับเฉินหลง, เกาเสี่ยวตง และ หยางเจิ้น มาตั้งแต่แรก ครั้งนี้เฉินหลงได้ออกมารับหน้าปกป้องคนอื่น ๆ ในกลุ่มหนึ่งอย่างสุดความสามารถแม้ตัวเองจะต้องลงไปนอนกองกับพื้น ดังนั้นหากเขาไม่แสดงความเคารพ “กตัญญู” แล้วล่ะก็ บางทีอนาคตของเขาอาจจะไม่เรียบหรูนักก็ได้
เหอฉางหงตัดสินใจทันที เขาหยิบหินวิญญาณออกมาสิบห้าก้อน “พี่ใหญ่หลี่ นับจากนี้ไป ข้าก็ขอยอมรับท่านเป็นพี่ชาย นี่คือ หินวิญญาณ ที่ข้าน้อมนำมาให้ แม้จะไม่มาก แต่ต่อไปข้าจะขยันหามามอบให้ท่านอีก”
เมื่อเขาเป็นคนเริ่ม ศิษย์ลูกหลานผู้ฝึกยุทธ์คนอื่น ๆ เช่น สวีเถา ต่างก็พากันมอบ หินวิญญาณ ให้หลี่ลี่ด้วยเช่นกัน
เกาเสี่ยวตงและกลุ่มลูกเศรษฐีเห็นดังนั้น พวกเขาก็พากันมอบหินวิญญาณ ให้หลี่ลี่อีก
หลี่ลี่มองเหล่าพี่น้องด้วยความปลื้มปิติ ยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ดี ดี เหตุการณ์วันนี้เป็นเรื่องดี ทำให้พวกเจ้ารู้จักสามัคคีกัน หินวิญญาณที่พวกเจ้ามอบให้ รวมถึงหินวิญญาณ ที่ได้จากกลุ่มที่ห้า ข้าจะนำไปใช้กับพวกเจ้าเอง เกาเสี่ยวตง เหอฉางหง นับจากนี้ไป พวกเจ้าสองคนเป็นผู้ดูแลการเงิน หินวิญญาณเหล่านี้ให้พวกเจ้าสองคนดูแล”
เหอฉางหงกล่าว “หินวิญญาณ เหล่านี้ล้วนเป็นผลงานความชอบของพี่ใหญ่ ท่านเก็บไว้ใช้เองเถิด จะเอามาใช้กับพวกข้าได้อย่างไร? หากพวกข้าต้องการหินวิญญาณ พวกเราก็ไปทำงานรับจ้าง หามาด้วยกันก็ได้”
หัวหน้าหนุ่มยิ้ม “เจ้าไม่เข้าใจ ตอนนี้ข้าเป็นอยู่ในช่วงการแปรผันวิญญาณยุทธ์ระดับสาม อีกไม่นานก็จะกลายเป็นระดับสี่ จากนั้นก็จะออกจากสำนักล่างได้แล้ว ที่ข้ายังอยู่ก็เพราะยังจากพวกเจ้าไปไม่ได้ ข้าจึงขออยู่ต่ออีกสักหน่อย หลังจากที่ข้าไปแล้ว เฉินหลงข้าแต่งตั้งให้เจ้าเป็นหัวหน้าศิษย์คนใหม่”
“หา? พี่ใหญ่ อย่าเพิ่งไป พวกข้าไม่อยากให้ท่านไป”
“พี่ใหญ่เก่งกาจเกินไป ถึงขั้นจะได้เข้าสำนักกลางแล้ว นี่มันน่ายินดี ขอแสดงความยินดีด้วย!”
“ถ้าพี่ใหญ่ไปแล้ว พวกเราจะถูกคนอื่นรังแกหรือไม่…”
หลี่ลี่ให้ทุกคนหยุดพูด “วางใจเถอะ แม้ข้าจะออกจากสำนักล่าง ไปอยู่สำนักกลางแล้ว ข้าก็จะปกป้องพวกเจ้าเอง หากใครคิดถึงข้า ก็จงฝึกฝนวิชาให้เก่งกล้า รีบ ๆทะลวงสู่การแปรผันวิญญาณยุทธ์ระดับสี่ แล้วค่อยมาพบข้า ใครฝึกฝนช้า แสดงว่าคนผู้นั้นพูดโกหก ไม่อยากเจอหน้าข้า”
ทันใดนั้นทุกคนก็พากันหัวเราะ แม้แต่เกาเสี่ยวตง และเฉินหลง ที่ยังคงโศกเศร้า ก็หยุดความเสียใจลง
“วันนี้เฉินหลงกล้าที่จะออกหน้า รับความเจ็บปวดแทนชั้นเรียน พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เขามีความสามารถพอที่จะเป็นหัวหน้าศิษย์แทนข้าได้ มีเกาเสี่ยวตง และเหอฉางหง คอยช่วยเหลือ ข้าก็วางใจได้ พวกเจ้าจงตั้งใจฝึกฝนวิชา ในอนาคตข้าจะช่วยให้การฝึกฝนของพวกเจ้าว่องไวขึ้น”
หลี่ลี่กล่าวด้วยความมั่นใจ นี่ไม่ใช่คำพูดลอย ๆ ในใจเขามีแผนการอยู่แล้ว
เฉินหลงกล่าว “พี่ใหญ่ ถึงแม้พวกเราจะอยู่ชั้นเรียนเดียวกัน แต่พูดออกไปก็เหมือนเป็นลูกน้องของเหอวั่นเสียเปล่า ๆ พี่ใหญ่ตั้งชื่อกลุ่มใหม่ให้พวกเราเถิด ในอนาคตพวกเราจะเป็นพี่น้องกันจริง ๆ เพราะเจ้าเหอวั่นคิดร้ายต่อพวกเรา พวกเราไม่อยากนับถือเขาเป็นอาจารย์อีกต่อไป”
ทันใดนั้น ทุกคนก็เห็นด้วย ต่างพากันโห่ร้อง
ได้ฟังเช่นนั้น หลี่ลี่ก็หลุดยิ้มออกมา“ถูกต้องเฉินหลง เจ้าช่างเป็นคนเฉลียวฉลาด คิดได้รอบคอบยิ่งนัก”
ความจริงแล้วเขาก็คิดแบบนี้มานานแล้ว ตั้งใจจะบอกใบ้ให้ใครสักคนพูดออกมา ไม่นึกเลยว่าเฉินหลง จะคาดเดาความคิดของเขาได้ สมแล้วที่เป็นคนที่มีคุณสมบัติความเป็นผู้นำ มีสง่าราศีของแม่ทัพ
“ต่อไปพวกเราจะใช้ชื่อว่า ‘พลพรรคเมตตาชน’ ใครก็ตามที่ยึดมั่นในเมตตาธรรม ในอนาคตล้วนเป็นพี่น้องของพวกเรา”
“ผู้มีเมตตา ย่อมไร้ผู้ต่อต้าน ชื่อนี้ดีมาก” เหอฉางหงเป็นคนแรกที่เอ่ยชม
จากนั้นทุกคนก็พากันชื่นชม
“ผู้มีเมตตา ย่อมไร้ผู้ต่อต้าน พลพรรคเมตตาชน ไร้ผู้ต่อต้าน พี่ใหญ่หลี่ เก่งกาจ พี่ใหญ่หลี่ ไร้ผู้ต่อต้าน”
หลี่ลี่หัวเราะเสียงดัง รอให้พวกเขาตะโกนจนพอใจแล้วจึงกล่าว “ต่อไปอย่าพูดคำว่าไร้ผู้ต่อต้านอีก พวกเรายังอ่อนแออยู่ ไม่อาจอวดดีได้ สิ่งที่พวกเราต้องทำให้ได้จริงๆ คือการเอาชนะศัตรูด้วยเมตตาธรรม”
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย พวกเขาก็พากันไปที่โรงอาหารเพื่อรับประทานอาหาร เนื่องจากเลยเวลาไปแล้ว อาหารฟรีจึงหมดไป พวกเขาจึงใช้เงินของชั้นเรียน กินอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย
ค่ารักษาพยาบาลของเฉินหลงและศิษย์คนอื่น ๆ ที่ได้รับบาดเจ็บ ล้วนจ่ายโดยเงินของชั้นเรียน เกาเสี่ยวตงเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนเหอฉางหงเป็นผู้ควบคุมดูแล
หลังจากทานอาหารเสร็จ ทุกคนก็แยกย้ายกันกลับไปฝึกฝน วันนี้พวกเขาได้เห็นความเก่งกาจของหลี่ลี่ ทุกคนต่างก็รู้สึกว่าต้องฝึกฝนอย่างหนัก เพื่อที่จะก้าวตามหลี่ลี่ให้ทัน
ช่วงนี้หลี่ลี่ไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ แต่เมื่อคิดว่าอีกสามวันข้างหน้า จะมีการทดสอบจัดอันดับศิษย์ในชั้นเรียน หลังจากนั้นเขาจะต้องออกจากสำนักล่างไปยัง สำนักกลาง
สำนักกลางอยู่ไกลจากหุบเขาอาวุธไร้ค่ามาก พอถึงตอนนั้น เขาอาจจะไม่มีโอกาสได้กลับมาอีก คิดไปคิดมา ก็สู้รีบใช้เวลาช่วงนี้ดูดซับพลังปราณให้มากที่สุดจะดีกว่า
แม้ว่าเขาจะยังไม่ได้ไปที่วิหารรัตติกาลเพื่อดูว่าศิลาเทวาลัยถูกเขาดูดซับพลังปราณไปมากเท่าใด แต่คาดว่าน่าจะเป็นจำนวนมหาศาล รีบเติมเต็มกลับไปให้เต็มจะดีกว่า
ตอนนี้ หลี่ลี่รู้สึกว่าเวลากำลังเร่งรีบ เขายังมีกระบวนท่าหมัดเก้าทลายอีกกว่ายี่สิบท่าที่ยังไม่ได้ฝึก รวมถึงกระบวนท่าวิชาดาบเก้าเงาเขาก็ยังไม่มีเวลาฝึก เกี่ยวกับ หุบเขาอาวุธไร้ค่าเขาก็ยังรู้ไม่มากนัก ควรจะไปที่หอหมื่นตำราเพื่อค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม
“ช่างเถอะ ไม่กี่วันมานี้ข้าก็ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยอะไร หนุ่ม ๆ นอนน้อยหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอก” เขาตัดสินใจเดินทางไปยังหุบเขาอาวุธไร้ค่า เพื่อดูดซับพลังปราณอีกครั้ง
เมื่อมาถึงส่วนลึกของหุบเขาอาวุธไร้ค่า เขาก็นั่งลงวิญญาณของเขามาปรากฏตัวที่วิหารรัตติกาล แล้วก็พบว่าศิลาเทวาลัยถูกเขาดูดซับพลังปราณ ไปประมาณครึ่งหนึ่ง ตอนนี้มันเล็กลงกว่าเดิมมาก แถมยังดูทรุดโทรม
“ดี ดี ข้าจะทำให้เจ้ากลับมาเหมือนเดิม”
หลี่ลี่ออกจากวิหารรัตติกาลทันที มายังโลกภายนอกเพื่อเริ่มดูดซับพลังปราณจากซากอาวุธที่ถูกทิ้งร้างมากว่าสองร้อยปีในหุบเขาอาวุธไร้ค่าแห่งนี้ พลังปราณจำนวนมากถูกสะสมไว้ พวกมันพันเกี่ยวกัน ยิ่งทำให้ยากต่อการสลายไปกับสวรรค์และผืนดิน
จู่ ๆ หลี่ลี่ ก็รู้สึกถึงข้อดีของหุบเขาอาวุธไร้ค่าแห่งนี้ ที่นี่น่าจะเป็นหนึ่งใน กระบวนทัพป้องกัน ของ สำนักหมิงเยว่
ไม่ว่าจะเป็นผู้แข็งแกร่งเพียงใด เมื่อมาถึงสถานที่ที่พลังปราณปั่นป่วนเช่นนี้ ระดับพลังย่อมลดลง
ส่วนผู้ที่มีระดับพลังปราณต่ำ อย่าว่าแต่จะเข้ามาเลย แค่จะเข้าใกล้ก็ยังทำไม่ได้
เมื่อหลี่ลี่เข้าใจจุดนี้ เขาก็ยิ่งดูดซับพลังปราณต่อไป ไม่ว่าอย่างไรพลังปราณที่นี่ก็มีมากมายมหาศาล ต่อให้เขาดูดซับไปหนึ่งในสาม ก็คงไม่มีใครสังเกตเห็น อาจจะเข้าใจผิด คิดว่ามันสลายไปกับสวรรค์และผืนดินแล้วก็ได้
เขาตัดสินใจแล้วว่าหลังจากที่ไปถึงสำนักกลางได้ จะหาโอกาสออกไปผจญภัย ไปยังสำนักอื่น ๆ เพื่อดูดซับพลังปราณยุทธ์จากอาวุธที่ถูกทิ้งร้าง แบบนั้นก็จะไม่มีใครรู้ เมื่อดูดซับเสร็จก็หลบหนีไป ใครก็ทำอะไรเขาไม่ได้
กระต่ายย่อมไม่กินหญ้าใกล้รัง พลังปราณที่นี่ เขาจะไม่ดูดซับไปจนหมดเกลี้ยง ไม่อย่างนั้นจะเกิดเรื่องใหญ่โต ทำให้ทั้งสำนักหมิงเยว่ตกตะลึง
หลี่ลี่ดูดซับพลังปราณอยู่ครึ่งคืน ตอนนี้เขาได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาฤทธิ์เทพมังกรสวรรค์แล้ว เส้นชีพจรและกระดูกของเขาก็แข็งแกร่งขึ้น การดูดซับพลังปราณจากภายนอกจึงรวดเร็วราวกับปลาวาฬดูดน้ำ
เขามาหยุดอยู่ตรงหน้าศิลาเทวาลัย พบว่าในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ศิลาเทวาลัย ก็กลับคืนสู่สภาพเดิม แถมพลังปราณที่สั่งสม ยังมีมากกว่าที่ได้รับในครั้งก่อนเสียอีก