เทพยุทธ์เจ้าโลกา - บทที่ 25 การเลี้ยงส่ง
บทที่ 25 การเลี้ยงส่ง
สามวันผ่านไป เหล่าศิษย์ใหม่ก็กลับมาจากการทดสอบ แม้ว่าหลี่ลี่จะไม่ได้เข้าร่วม แต่ด้วยการนำทีมของ เฉินหลง พวกเขาก็ยังคงคว้าอันดับหนึ่งมาได้ โดยล่าหมาป่าดุร้ายได้ถึงหนึ่งร้อยตัว มากกว่าอันดับสองที่ได้หกสิบตัว เกือบจะเท่าตัว
ศิษย์เหล่านี้ล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน ในระหว่างการล่า พวกเขามีความเข้าขากันมากกว่าศิษย์กลุ่มอื่น ๆ อีกทั้งยังช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการบ่มเพาะพลัง ไหนจะยังได้กินยาเสริมพลัง ทำให้ระดับพลังของแต่ละคนสูงกว่าศิษย์กลุ่มอื่น ๆ อยู่มาก ผลลัพธ์ที่ได้จึงเหนือกว่ากลุ่มอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด
หลี่ลี่ ดีใจยิ่ง ในขณะที่ศิษย์คนอื่น ๆ ก็ล้วนเบิกบานใจ เมื่อหลี่ลี่บอกว่าตอนนี้เขาสามารถแปรผันวิญญาณยุทธ์ถึงระดับสี่ได้แล้ว และกำลังจะไปบอกกล่าวกับอาจารย์ใหญ่ หลิวชิงไห่ ทุกคนก็เงียบไป จากนั้นทุกคนก็ดีใจกันอีกครั้ง ต่างพากันแสดงความยินดี
การที่สามารถเลื่อนระดับได้ก่อน นับเป็นเรื่องที่ดี พวกเขายังหนุ่มยังแน่น ยังมีโอกาสได้พบกันอีกมาก
ทุกคนพากันไปส่งหลี่ลี่ไปยังที่พักของหลิวชิงไห่
ระหว่างทาง เมื่อพบกับศิษย์กลุ่มอื่น ๆ เมื่อได้ยินว่าหลี่ลี่กลายเป็นยอดฝีมือที่แปรผันวิญญาณยุทธ์ระดับสี่แล้ว และกำลังจะไปสำนักกลาง ก็พากันแตกตื่น
ศิษย์ที่เข้าสำนักได้ไม่ถึงร้อยวัน กลับสามารถเลื่อนระดับได้ถึงสามระดับ แถมยังเป็นเด็กหนุ่มจากครอบครัวยากจนอีก นี่มันอัจฉริยะชัด ๆ! ทันใดนั้นเอง ก็มีคนมามุงดูมากมาย
ศิษย์หลายร้อยคนพากันไปส่งหลี่ลี่จนถึงหน้าประตูห้องของหลิวชิงไห่ ทำเอา หลิวชิงไห่ตกใจแทบแย่
“หลี่ลี่ เกิดเรื่องอะไรขึ้น? ทำไมเจ้าถึงพาคนมาเยอะแยะขนาดนี้?” เสียงของ หลิวชิงไห่สั่นเทา ใบหน้าซีดเผือด ถ้าเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมา เขาในฐานะอาจารย์คงต้องตกงานแน่
หลี่ลี่รีบกล่าว “ท่านอาจารย์ใหญ่ มิมีเรื่องอันใด เพียงแต่ข้าบ่มเพาะพลังจนแปรผันวิญญาณยุทธ์ระดับสี่ได้แล้ว จึงอยากมาคารวะท่าน ผลปรากฏว่าเพื่อน ๆ ศิษย์กลุ่มที่หนึ่งอยากมาส่งข้า ส่วนศิษย์กลุ่มอื่น ๆ ได้ยินเช่นนั้นก็พากันมาดู พยายามไล่เท่าไหร่ก็ไม่ไป…”
หลิวชิงไห่ตกตะลึง จากนั้นก็ดีใจ รีบตรวจสอบระดับพลังของหลี่ลี่ และพบว่าเขาเลื่อนระดับเป็นการแปรผันกระดูก ระดับสี่ จริง ๆ ด้วยความยินดี เขาจึงรีบวิ่งเข้าไปในห้อง ไม่นานก็ลากชายวัยกลางคนผู้ดูสุภาพออกมา
“อาจารย์จาง ท่านดูเด็กคนนี้สิ เขาคืออัจฉริยะแห่งสำนักล่างของเรา ตอนเข้าสำนักใหม่ ๆ ไม่มีพลังปราณแม้แต่น้อย แต่พึ่งผ่านไปแค่ยี่สิบกว่าวัน เขากลับแปรผันวิญญาณยุทธ์ได้ถึงระดับสี่แล้ว!”
อาจารย์จางก็เริ่มตรวจสอบร่างกายของหลี่ลี่ ตรวจสอบอยู่สามรอบ ถึงได้เผยสีหน้ายินดี “ดี ดีมาก หลิวชิงไห่ สำนักล่างของเจ้าคราวนี้นับว่ามีส่วนร่วมอย่างมาก หาอัจฉริยะมาได้คนหนึ่ง ข้าจะรายงานเรื่องนี้กับเบื้องบน และมอบรางวัลให้กับเจ้า!”
หลิวชิงไห่ดีใจจนเนื้อเต้น รีบกล่าวขอบคุณ
อาจารย์จางยิ้ม ๆ บอกกับหลิวชิงไห่ว่าไม่ต้องมากพิธี แล้วหันไปพูดกับหลี่ลี่ “เจ้าเองรีบเก็บของเดี๋ยวนี้เลย แล้วไปรายงานตัวที่สำนักกลางกับข้า ว่าแต่ วิชาหมัดเก้าทลาย เจ้าฝึกไปกี่กระบวนท่าแล้ว?”
หลี่ลี่ไม่กล้าพูดมาก “สิบกว่ากระบวนท่าแล้วขอรับ”
อาจารย์จางเผยแววตาชื่นชม “ไม่เลวเลย ถึงแม้จะมีพรสวรรค์แค่ไหน การฝึกฝนวิชากำลังภายในก็ต้องใช้เวลาสั่งสมเป็นจำนวนมาก ถึงจะเชี่ยวชาญและเข้าใจความลึกซึ้งของวิชาได้”
ในขณะที่หลี่ลี่กำลังเก็บสัมภาระ หลิวชิงไห่กลับไม่ไปอยู่เป็นเพื่อนอาจารย์จาง แต่กลับวิ่งมาคุยกับหลี่ลี่
อาจารย์จางผู้นี้มีนามว่า จางถงหลิน เป็นวิญญาณยุทธ์ขั้นแปด มีอำนาจมากใน สำนักกลาง เป็นรองอาจารย์ใหญ่ เป็นผู้มีอำนาจตัวจริงในสำนักกลางใน สำนักกลาง จะไม่เรียกว่าอาจารย์ฝึกสอนแล้ว แต่จะเรียกว่าอาจารย์ทั้งหมด
หลิวชิงไห่บอกให้หลี่ลี่เอาใจจางถงหลินดี ๆ หากสามารถเกาะต้นไม้ใหญ่ต้นนี้ได้ อนาคตไกลแน่นอน
หลี่ลี่จดจำคำพูดเหล่านั้นไว้ หลิวชิงไห่ช่างเป็นห่วงเป็นใย คิด ๆ ดูแล้ว ที่แท้เขาก็อยากเข้าไปในสำนักกลาง การได้เลื่อนขั้นไปอยู่สำนักกลางย่อมได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่ามาก แถมยังสบายกว่าด้วย การดูแลศิษย์ใหม่เหล่านี้ ก็ไม่ได้มีอะไรให้ได้ประโยชน์มากนัก คุณสมบัติในการเข้าสำนักกลางก็ต้องได้รับการตรวจสอบจากสำนักกลางและ สำนักสูง เขาก็ไม่มีอำนาจอะไรมาก
ตัวเขาเป็นคนที่มีบุญคุณต้องทดแทน มีแค้นต้องชำระ หากมีโอกาส ช่วยเหลือ หลิวชิงไห่สักหน่อย ก็เป็นสิ่งที่ควรทำ
ในฐานะอาจารย์ใหญ่ หลิวชิงไห่ก็ปฏิบัติดีกับเขามาโดยตลอด ถือว่าเป็นอาจารย์ของเขาคนหนึ่ง หากช่วยได้ก็จะช่วย แต่การเอาใจจางถงหลินนั้น ก็ต้องดูโอกาส นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาควบคุมได้
ในขณะที่หลี่ลี่กำลังร่ำลากับเฉินหลง เกาเสี่ยวตง และพี่น้องคนอื่น ๆ ผู้ดูแลหลิว ก็เดินหน้าตายิ้มแย้มเข้ามา ดูท่าทางแล้ว คงมีเรื่องอยากจะพูด
เฉินหลง เกาเสี่ยวตง และคนอื่น ๆ ต่างก็รู้จักกาละเทศะ พากันออกไปรอด้านนอก พวกเขารู้ดีว่าตอนนี้ผู้ดูแลหลิวคงไม่กล้าทำอะไรหลี่ลี่
ผู้ดูแลหลิวยิ้ม ๆ แล้วกล่าวว่า “ไม่นึกเลยว่าหลี่ลี่จะเป็นอัจฉริยะถึงเพียงนี้ เข้า สำนักกลางได้รวดเร็วยิ่งนัก ตำแหน่งที่ว่างลงของเจ้า ท่านอาจารย์ใหญ่ให้หลานชายข้าเข้ามาแทน แต่เขายังต้องมาอยู่กลุ่มที่หนึ่ง ข้ารู้ว่าก่อนหน้านี้ข้าได้ล่วงเกินเจ้าไป ขอเจ้าอภัยให้ข้าด้วย” พูดจบก็ยื่นถุงหินวิญญาณให้กับหลี่ลี่
หลี่ลี่ตรวจสอบดู ก็พบว่ามีมากถึงยี่สิบก้อน
เพราะผู้ดูแลหลิวทำให้เหอวั่นถูกฆ่าตาย แต่ไม่นึกเลยว่า สุดท้ายผู้ดูแลหลิวจะมาขอโทษและติดสินบนเขา โลกนี้ช่างไม่มีอะไรแน่นอน
เด็กหนุ่มเข้าใจความหมายของผู้ดูแลหลิว หากเขาไม่เอ่ยปากอะไร เมื่อหลานชายของผู้ดูแลหลิวเข้ามา เฉินหลงและคนอื่น ๆ ถึงแม้จะไม่มีเจตนาร้าย แค่ไม่สนใจหลานชายของเขา ชีวิตหลานชายเขาก็คงลำบาก การอยู่อย่างโดดเดี่ยว สำหรับเด็กคนหนึ่งแล้ว บางครั้งก็เป็นเรื่องที่เลวร้าย
หลี่ลี่ยิ้มแล้วรับหินวิญญาณ แล้วพาผู้ดูแลหลิวออกไปข้างนอก พูดกับเฉินหลง และต่อหน้าทุกคน “อีกไม่กี่วัน หลานชายของผู้ดูแลหลิว จะมาเข้ากลุ่มที่หนึ่งของพวกเรา พวกเจ้าต้องดูแลเขาให้ดี เหมือนกับศิษย์คนอื่นๆ ในกลุ่มที่หนึ่งของพวกเรา ก่อนหน้านี้ข้ากับผู้ดูแลหลิวมีเรื่องเข้าใจผิดกัน ตอนนี้ได้สะสางกันแล้ว ดังนั้น ต่อไปพวกเจ้าอยากอ่านตำราเล่มไหน หรือแม้แต่ไปทำงานพิเศษที่หอหมื่นคำรา ก็สามารถไปหาผู้ดูแลหลิวได้ ต่อไปนี้พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน!”
ผู้ดูแลหลิวดีใจมากรีบตอบตกลง
สิ้นเสียงนี้ หลี่ลี่ก็ได้จากสำนักล่างไปพร้อมกับจางถงหลิน ท่ามกลางสายตาของผู้คนนับพัน
จางถงหลิน ยิ้ม ๆ แล้วกล่าว “หลี่ลี่เจ้าเก่งจริง ๆ ขนาดแค่จากสำนักล่างไป ยังมีคนมาส่งมากมายขนาดนี้”
เด็กหนุ่มยิ้มตอบ “พวกเขาแค่หาข้ออ้างมาส่งข้า จริง ๆ แล้ว พวกเขาอยากมาเอาใจท่านอาจารย์ต่างหากขอรับ ข้าย่อมไม่กล้ารับความดีความชอบนี้”
ได้ฟังเช่นนั้น รองอาจารย์ใหญ่แห่งสำนักกลางก็หัวเราะเสียงดัง “หลี่ลี่ เจ้าช่างรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาเสียจริง! พูดได้ดี ว่าแต่ ข้าได้ยินมาว่าเจ้าเป็นเด็กกำพร้า คงลำบากไม่น้อย! ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าจะเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้ แถมยังมีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะพลังอีก ข้ารู้สึกชื่นชมเจ้าจริง ๆ!”
“ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณคำสั่งสอนของท่านอาจารย์หลิว หลังจากที่ข้าได้มาอยู่ที่ สำนักล่าง ข้าถึงได้รู้แจ้ง เห็นแจ้งในหลาย ๆ เรื่องขอรับ”
“อ้อ? แต่ข้าได้ยินมาว่า อาจารย์ฝึกสอนคนก่อนของเจ้าคือ เหอวั่น มิใช่หรือ? ท่านอาจารย์หลิว เพิ่งจะเรียกเจ้าไปสอนได้กี่วันกันเชียว?” จางถงหลินพูดติดตลก
“เหอวั่นเป็นคนไม่ดี ปฏิบัติต่อพวกเราเหล่าศิษย์ไม่ดีขอรับ พวกเราต่างพากันหลีกเลี่ยงเขา” หลี่ลี่พูดอย่างจริงจัง
จางถงหลินเองก็รู้เรื่องราวทั้งหมดเป็นอย่างดี เห็นว่าหลี่ลี่ไม่ได้ปิดบังเรื่องนี้ ก็ยิ่งไม่สงสัยในตัวเขา
ส่วนเรื่องการแก่งแย่งชิงดีกันระหว่างอาจารย์ฝึกสอน เหอวั่นก็ตายไปแล้ว เขาไม่มีเส้นสาย ไม่มีใครอยากจะเอาเรื่องนี้มาขุดคุ้ย ปล่อยให้มันผ่านไปเถิด
ทั้งสองพูดคุยหยอกล้อกันตลอดทาง เดินทางบนเส้นทางบนภูเขา ผ่านไปสองชั่วโมง ก็มาถึงสำนักกลาง
ศิษย์ในสำนักกลาง น้อยกว่าสำนักล่างมาก ประมาณสองร้อยกว่าคนเห็นจะได้ แบ่งออกเป็นสามระดับตามระดับพลัง คือ ศิษย์ระดับสี่ ห้า และหก
หลี่ลี่เพิ่งเข้าสำนักกลาง แน่นอนว่าเป็นศิษย์ระดับสี่ ที่มีระดับต่ำที่สุด