เทพยุทธ์เจ้าโลกา - บทที่ 31 ผู้ใดกลายเป็นหัวหมู
บทที่ 31 ผู้ใดกลายเป็นหัวหมู
หูเฮ่าพุ่งเข้าใส่หลี่ลี่ในชั่วพริบตา เพ่งพลังปราณจนถึงขีดสุด แสงสีขาวจาง ๆ ห่อหุ้มร่างกาย ดูราวกับโล่ป้องกัน
บรรลุการผันแปรวิญญาณยุทธ์ระดับแปด ถือว่าใกล้เคียงกับขั้นผู้ฝึกยุทธ์แล้ว เพียงฝึกฝนวิชาเปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณจนสำเร็จ พลังปราณจะหลอมรวมเป็นมหาสมุทร เชื่อมต่อกับสะพานฟ้าดิน จึงจะสามารถปลดปล่อยพลังปราณออกมาภายนอก ก้าวสู่การเป็รผู้ฝึกยุทธ์ได้
เทียบกับพลังปราณของหูเฮ่าที่เกือบจะปลดปล่อยออกมาภายนอกได้แล้ว พลังปราณของหลี่ลี่ยังคงเหมือนเช่นเคย
ยังไม่ทันได้ลงมือ ความแตกต่างของระดับพลังปราณของทั้งสองก็ปรากฏชัด
หูหยุนโปมองดูหลี่ลี่ ส่ายหน้าพลางยิ้มเยาะ กล่าวอย่างดูถูก “เจ้าหนู กลับไปส่องกระจก อย่าตกใจกลัวตัวเองก็แล้วกัน”
“เฮ่าเอ๋อร์ ลงมือแล้วยั้งมือเป็นหรือไม่!” หากทำร้ายศิษย์สำนักกลางจนบาดเจ็บสาหัส แม้หูหยุนซานจะเป็นผู้ดูแลภายใน ก็คงต้องมีปัญหามากทีเดียว เขาหันไปถามด้วยความเป็นห่วง
“พี่ใหญ่สบายใจเถอะ เรื่องแบบนี้เฮ่าเอ๋อร์ถนัดนัก ไม่ถึงตายหรอก แต่เจ้าหนูที่ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำผู้นี้ ไม่โดนสั่งสอนบ้างก็ไม่ได้” หูหยุนโปกล่าวด้วยรอยยิ้มอันเย็นชา
หูหยุนซานพยักหน้าอย่างวางใจ จ้องมองการกระทำของหลานชายอย่างตั้งใจ
“ท่านยาย!” หลิวเหมยเอ๋อร์เป็นห่วงหลี่ลี่อย่างมาก แต่นางทำอะไรไม่ได้ ได้แต่จับชายเสื้อของท่านยายหลิวเอาไว้แน่น มองดูหลี่ลี่ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล
“ไม่เป็นไร” ยายเฒ่าหลิวกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ใบหน้าเผยให้เห็นถึงความแน่วแน่ แต่ในใจกลับถอนหายใจอย่างหนัก ภัยพิบัติในครั้งนี้ของหลี่ลี่ล้วนเกิดจากคำพูดของนาง หูหยุนซานมีพลังปราณที่สามารถควบคุมนางได้ หากช่วยหลี่ลี่ไม่ทัน นางจะรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตได้อย่างไร
“เจ้าหนู หมัดแรกข้าจะทำให้เจ้าอยู่อย่างตายทั้งเป็น!” ความกังวลของหลิวเหมยเอ๋อร์ยิ่งกระตุ้นหูเฮ่า เขารีบพุ่งเข้าหาหลี่ลี่ มือขวาเปลี่ยนจากกำปั้นเป็นจิก เหมือนนกกระเรียนจิกตรงเข้าที่หัวใจของหลี่ลี่
นิ้วทั้งห้านิ้วเปล่งแสงสีขาวจาง ๆ ราวกับสิ่ว แฝงไว้ด้วยพลังที่ไม่อาจต้านทานได้
หมัดกรงเล็บกระเรียน เป็นวิชาที่ฝึกฝนได้เมื่อเข้าสู่สำนักสูงเท่านั้น ไม่สามารถเทียบเคียงกับวิชาหมัดมวยของสำนักกลางได้เลย ทำให้ศิษย์สำนักสูงสามารถแสดงพลังโจมตีและความคล่องตัวที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นรองเพียงผู้ฝึกยุทธ์เท่านั้น
“อย่า!” หลิวเหมยเอ๋อร์ร้องด้วยความตกใจ พยายามจะพุ่งตัวออกไป แต่ถูกท่านยายหลิวขวางไว้ นางได้แต่ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของท่านยายหลิว ไม่กล้ามองดูสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า
ในเวลานี้หูหยุนซานก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย คิดหาทางว่าจะไปหาใครมาจัดการเรื่องราวต่อจากนี้ ส่วนเรื่องที่จะหยุดยั้ง “การทำร้ายร่างกาย” ฝ่ายเดียวเช่นนี้ เขาไม่เคยคิดถึงมันเลย
ปฏิกิริยาของทุกคนล้วนไม่รอดพ้นสายตาของหลี่ลี่ มุมปากของเขาเผยรอยยิ้มเยาะหยัน ต่อสู้กับผู้ที่แข็งแกร่งกว่า ตราบใดที่ไม่ฆ่าหูเฮ่า แม้จะบาดเจ็บสาหัสก็ไม่น่าจะถูกลงโทษรุนแรง สิ่งนี้ทำให้หลี่ลี่สามารถลงมือได้อย่างอิสระมากขึ้น
“คอยดูข้าหักกรงเล็บที่น่าภูมิใจของเจ้านะ!” หมัดกรงเล็บกระเรียนจู่โจมเข้ามาใกล้ตัวของหลี่ลี่ หลี่ลี่ส่งเสียงเย็นชาในใจ รีบรวบรวมพลังวิชาฤทธิ์เทพมังกรสวรรค์ ถอยหลังหนึ่งก้าวแล้วพุ่งเข้าหา ปล่อยหมัดทลาย•ชงเข้าใส่หูเฮ่าอย่างจัง
ตึง!
หมัดปะทะกัน เกิดเสียงดังสนั่น
อ๊าก!
เสียงกรีดร้องดังขึ้น ใบหน้าของหูเฮ่าบิดเบี้ยวอย่างรวดเร็ว เหงื่อเม็ดโตไหลรินลงมาไม่ขาดสาย แขนขวาอ่อนแรงลงทันที แม้จะไม่หัก แต่กระดูกก็คงจะร้าวอย่างแน่นอน
หูเฮ่าก็มีประสบการณ์การต่อสู้มาอย่างโชกโชนเช่นกัน เมื่อแขนถูกโจมตีจนบาดเจ็บ เขารู้ดีว่าไม่สามารถต่อสู้กับหลี่ลี่ได้อีกต่อไป จึงรวบรวมพลังเฮือกสุดท้าย ยันปลายเท้ากับพื้น พุ่งตัวถอยหลังอย่างรวดเร็ว
“ยังไม่ทันกลายเป็นหัวหมู คิดจะหนีหรือ?” หลี่ลี่ส่งเสียงเย็นชา ใช้แรงที่เท้า ไล่ตามหูเฮ่าไปอย่างรวดเร็ว
ไหน ๆ ก็ทำให้คนของตระกูลหูขุ่นเคืองแล้ว หลี่ลี่ก็ไม่คิดจะเกรงใจ เก็บเกี่ยวผลประโยชน์คืนมาบ้างก็ไม่เลว
ร่างของเขาเคลื่อนไหวรวดเร็วราวกับแมวป่า ผสานวิชาตัวเบาของวิชาฝ่ามือแมวป่าเข้ากับวิชาหมัดเก้าทลาย เพียงพริบตาเดียวก็พุ่งทะยานออกไปไกลกว่าสิบจั้งแล้ว
เขาเอื้อมมือคว้าชายเสื้อของหูเฮ่า ดึงกลับมา จากนั้นหลี่ลี่ก็เหวี่ยงหมัดขวาเข้าใส่หูเฮ่าอย่างแรง
“เจ้าหนู แกกล้าหรือ!” เสียงตวาดดังขึ้นข้างหู หูหยุนโปเป็นห่วงความปลอดภัยของบุตรชาย ไม่สนใจว่าจะถูกมองว่ารังแกเด็ก รีบพุ่งเข้ามา หวดหมัดใส่หลี่ลี่
ผั้วะ!
หมัดขวาของหลี่ลี่กระแทกเข้าที่ใบหน้าด้านซ้ายของหูเฮ่าอย่างจัง ในขณะเดียวกันก็สะบัดมือซ้ายเล็กน้อย โยนร่างของหูเฮ่าไปทางซ้าย
ตึง!
เสียงกระทบกันเบา ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง หลี่ลี่มองอย่างเฉียบคม เห็นทุกการเคลื่อนไหว ส่งใบหน้าด้านขวาของหูเฮ่าเข้าปะทะกับหมัดของหูหยุนโปอย่างแม่นยำ แม้ว่าหูหยุนโปจะรีบหดมือกลับ แต่พลังของหมัดนี้ก็ไม่ด้อยไปกว่าหมัดของหลี่ลี่เลย
ผลักหูเฮ่าเข้าไปในอ้อมแขนของหูหยุนโป หลี่ลี่ก็รีบถอยหลังอย่างรวดเร็ว
ใบหน้าของหูเฮ่าบวมแดงขึ้น กลายเป็นรูปหัวหมูอย่างชัดเจน
“ห่างกันถึงสองระดับ แต่นี่เป็นผลลัพธ์ที่เป็นไปได้งั้นหรือ?” ท่านยายหลิวมองดูฉากจบที่ไม่คาดฝัน พึมพำด้วยความอ้ำอึ้ง
“เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้!” หูหยุนซานขยี้ตาอย่างแรง ก็ยังไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ไม่พึ่งพาอาวุธ ไม่พึ่งพายาที่เพิ่มพลังได้ในพริบตา ผู้มีการแปรผันวิญญาณยุทธ์ระดับแปดถูกคนที่อยู่ในระดับหกโจมตีอย่างรุนแรงจนบาดเจ็บ สิ่งนี้ทำลายความรู้ความเข้าใจของหูหยุนซานเกี่ยวกับการฝึกฝนพลังปราณโดยสิ้นเชิง
ผู้ฝึกฝน หากห่างกันหนึ่งระดับ ก็แทบจะเป็นความแตกต่างระหว่างฟ้ากับดิน ไม่อาจพลิกกลับได้หากไม่ใช้พลังจากภายนอก
“เจ้าหนู ข้าจะฆ่าแก!” ต่างจากคนอื่น ๆ พ่อลูกย่อมผูกพัน หูหยุนโปรู้สึกโกรธอย่างรุนแรง ได้ยินเสียงครางอย่างเจ็บปวดของหูเฮ่าในอ้อมแขน หัวใจของเขาก็ปวดร้าว
“ไร้ประโยชน์ ไร้ประโยชน์สิ้นดี! อย่ามาขายหน้าอยู่ตรงนี้ รีบพาเฮ่าเอ๋อร์ไปรักษา” หูหยุนซานรู้สึกอับอายขายหน้า ไม่อาจอยู่โต้เถียงกับท่านยายหลิวได้อีกต่อไป จึงทิ้งคำพูดเย็นชาไว้ จากนั้นก็หันหลังกลับจากไปอย่างรวดเร็ว
พ่ายแพ้อย่างย่อยยับ บัดนี้แม้แต่หูเฮ่าก็ยังบาดเจ็บสาหัส หูหยุนซานจะกล้าอยู่ต่อที่นี่ได้อย่างไร
เห็นหูหยุนซานและพวกจากไป ท่านยายหลิวก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก หลิวเหมยเอ๋อร์รอดพ้นจากภัยพิบัติในครั้งนี้ได้ ล้วนต้องขอบคุณหลี่ลี่ ผู้มีพระคุณคนนี้
ในเวลานี้ หลิวเหมยเอ๋อร์ยืนอยู่ข้างหลังท่านยายหลิว ดวงตากลมโตที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาก็จ้องมองหลี่ลี่ไม่วางตา ก่อนหน้านี้ นางประทับใจหลี่ลี่อยู่มากแล้ว บัดนี้กลับมีความอยากรู้อยากเห็น ความชื่นชม และความรู้สึกขอบคุณเพิ่มเข้ามา
“หลี่ลี่ วันนี้ต้องขอบคุณเจ้ามาก ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะเก่งขนาดนี้ แม้แต่ข้าก็ดูไม่ออก!” ท่านยายหลิวกล่าวด้วยความรู้สึกขอบคุณ จากนั้นนางก็เปลี่ยนน้ำเสียงเป็นเย็นชา “แต่ต่อไปเจ้าต้องระวังตัว คนตระกูลหูล้วนเป็นคนใจแคบ หากพวกมันคิดแก้แค้นเจ้า เจ้าต้องแจ้งข้าให้ทราบ ข้ายอมสละชีวิตก็ต้องปกป้องเจ้าให้ปลอดภัย”
“ศัตรูมา ข้าก็รับมือ ศัตรูไป ข้าก็ไม่สน นอกจากนี้ยังมีกฎของสำนักอยู่ ข้าไม่กลัวหรอก” หลี่ลี่ยิ้มเล็กน้อย เขามีบุคลิกเช่นนี้ ไม่ทำก็แล้วไป ถ้าจะทำต้องทำให้สุดความสามารถ ไม่อาลัยอดีต ยิ่งไปกว่านั้น เขารู้กฎของสำนักเป็นอย่างดี ตราบใดที่เขายังคงแสดงความสามารถอันน่าทึ่งออกมา สำนักย่อมต้องปกป้องอัจฉริยะเช่นเขาอย่างสุดกำลัง
“ขอบคุณนะ!” จนถึงตอนนี้ หลิวเหมยเอ๋อร์ถึงเอ่ยคำขอบคุณด้วยท่าทีเขินอาย นางรู้สึกว่าตัวเองจ้องมองหลี่ลี่นานเกินไป ใบหน้าจึงแดงก่ำ เสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน
หลี่ลี่ชอบเห็นหลิวเหมยเอ๋อร์หน้าแดงที่สุด ความเขินอายแบบนั้นทำให้หัวใจของเขาเต้นแรง แม้แต่ในฝัน เขาก็เคยเห็นหลิวเหมยเอ๋อร์ในแบบที่เขินอายเช่นนี้
“อะแฮ่ม!” ท่านยายหลิวกระแอมขัดจังหวะบรรยากาศอันแปลกประหลาดระหว่างคนทั้งสอง จากนั้นก็กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ต่อไปนี้งานเก็บทองคำนี้ก็มอบให้ข้าเอง เจ้าจงตั้งใจฝึกฝนอยู่ที่นี่สักสองสามวัน คุยกับเหมยเอ๋อร์ให้มากหน่อย เด็กคนนี้ เผชิญหน้ากับยายแก่ ๆ อย่างข้ามาตลอด คงจะเบื่อแย่แล้ว”
“ท่านยาย!” หลิวเหมยเอ๋อร์เขินจนกระทืบเท้า
“เอาล่ะ เอาล่ะ ไม่พูดแล้ว” ท่านยายหลิวหยิบเครื่องมือของหลี่ลี่ขึ้นมา เดินตรงไปยังทุ่งหญ้า นางดูออกว่าหลี่ลี่และหลิวเหมยเอ๋อร์ต่างก็มีใจให้กัน ในความคิดของนาง ตอนนี้หลิวเหมยเอ๋อร์และหลี่ลี่ช่างเหมาะสมกันยิ่งนัก แต่หากจะให้ทั้งสองได้ครองคู่กันจริง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่นางจะตัดสินใจได้
เดิมทีมีท่านยายหลิวอยู่ด้วยก็ดีอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ท่านยายหลิวกลับจากไป ชัดเจนว่าต้องการมอบพื้นที่ส่วนตัวให้กับทั้งสอง ชั่วขณะหนึ่งหลี่ลี่ก็รู้สึกเขินอาย ส่วนหลิวเหมยเอ๋อร์ยิ่งหน้าแดงก่ำ ไม่รู้จะวางมือไว้ตรงไหน
“หากท่านไม่มีอะไรทำ พาข้าเดินชมรอบ ๆ หน่อยได้หรือไม่?” ไม่นานหลี่ลี่ก็ทำลายความเงียบ
หลิวเหมยเอ๋อร์พยักหน้าเบา ๆ หันหลังเดินนำขึ้นเขาไป