เป่ยจิน ข้าจะย้อนอดีต...ไปสร้างความร่ำรวย - ตอนที่ 39 สร้างกิจการไว้เพื่อเจ้า
“อ๊ะ ตกใจหมดเลย” อยู่ๆ ก็เกิดเสียงดังขึ้นมาจาก
การหลอมโอสถ
“อืม ดูเหมือนจะสำเร็จแล้วแล้วนะเจ้าค่ะนาย
ท่าน” เจี่ยฉงที่เห็นผลลัพธ์อยู่ก่อนแล้วเอ่ยออกมาด้วย
น้ำเสียงดีใจแต่ไม่ได้ตื่นเต้นเท่าที่ควร เพราะมัวแต่ตก
ตะลึงกับความสำเร็จของนายตนเองอยู่
“จริงหรือ ข้านี่ แสนเก่งไปเลยเนาะ อิอิ” แสนเก่ง
แสนเท่ห์ไปสิ อือออ ภูมิใจในตัวเอง ท่านพ่อท่านแม่เจ้า
ขา ลูกทำได้แล้ว
“หึหึ เจ้าค่ะ นายท่านแสนเก่งไปเลยเจ้าค่ะ เช่นนั้น
ต่อไปมาทดลองใช้พลังธาตุกันดีหรือไม่” แต่แสนเก่งนี่
แปลกๆ นะนายท่าน
“หืม เอาสิ แต่ข้าขอเก็บโอสถแปั๊บนึง” จินเออร์รีบ
เก็บโอสถถอนผนึกพลังที่ตนเองหลอมสำเร็จใส่ขวดแก้ว
เก็บโอสถทันที เพราะกลัวว่าในการหลอมครั้งต่อไปจะ
ไม่สำเร็จและไม่สามารถถอนผนึกพลังในท่านพ่อและ
ท่านแม่ได้
“เจ้าค่ะๆ ท่านจะงกไปไหนกันนายท่าน ท่านลืมไป
แล้วหรือ ว่าท่านสามารถปรุงโอสถได้ไม่จำกัดนะเจ้า
ค่ะ”
“จำกัดสิ ไม่ว่าจะใช้เลือดข้า หรือเจ้า หรือแม่
กระทั่งจินหลง ข้าก็ไม่อยากให้ใครเสียสละแบบนี้
เด็ดขาด…ถ้ามันไม่จำเป็นจริงๆ นะ” เหตุผลจริงๆ แล้ว
นั้น เพราะจินเออร์ไม่ต้องการใช้เลือดของผู้ใดมาใช้ใน
การหลอมโอสถ นางไม่ต้องการให้ใครเสียสละขนาดนั้น
พลังและอำนาจเป็นสิ่งที่ใครๆ ล้วนต้องการก็จริง แต่
นางที่มีชีวิตมาถึงสองชาติภพแล้วนั้น สิ่งที่นางต้องการ
คือความสุข และนางก็ค้นพบแล้วว่า การมีครอบครัวที่
ดี ใช้ชีวิตเรียบง่ายนั้นนั้นแหละ คือสิ่งที่นางค้นหามา
ตลอดชีวิตสองชาติภพของนาง
“…. นายท่าน” เจี่ยฉงเอ่อยเรียกนายท่านออกมา
ด้วยน้ำเสียงเบาหวิว พลางซึ้งใจไปกับคำพุดนั้น เพราะ
ไม่ว่าจะชาติภพไหน นายท่านก็ไม่เคยให้ความสนิทกับ
นางมากถึงเพียงนี้
“เอาล่ะๆ มาเริ่มทดสอบการใช้พลังธาตุกันดีกว่า”
เพื่อไม่ให้เสียบรรยากาศจินเออร์จึงเลือกที่จะเอ่ย
เปลี่ยนเรื่อง ด้วยน้ำเสียงสดใส
“เจ้าค่ะ เช่นนั้น มาเริ่มกันที่….” เจี่ยฉงจึงเริ่ม
กลับมาสนใจสิ่งตรงหน้าแทน และอธิบายสิ่งต่างๆ ให้
นางได้ฟัง
หลังจากนั้นจินเออร์จึงได้ทดสอบพลัง ปรากฏว่า
นางนั้นมีพลังธาตุดิน น้ำ ลม และไฟ ส่วนธาตุพิเศษที่
นางมีมาอีกหนึ่งสายคือธาตุแสง การเยียวยาและรักษา
ส่วนธาตุในตำนานที่น้อยคนนักจะมีคือธาตุมิติ
โดยพลังธาตุพื้นฐานที่นางมี หืม อาจจะพื้นฐาน
สำหรับจินเออร์แต่ถือว่าเป็นธาตุในตำนานของใครอีก
หลายๆ คนนั้นแหละ ซึ่งพลังธาตุในแต่ละสายจะแบ่ง
ออกเป็นสามขั้น นั้นคือ ขั้นต่ำ ขั้นกลาง และขั้นสูง ซึ่ง
จินเออร์ในตอนนี้นั้น ได้ไปถึงขั้นกลางในธาตุพื้นฐาน
แล้ว
เพียงแต่ธาตุในตำนานหายาก อย่างธาตุแสงนั้น ยัง
ไปไม่ถึงไหน ด้วยเพราะยิ่งต้องฝึกฝนมากขึ้นกว่าเดิม
หลายเท่าตัว
“เห่อออ เหนื่อยมากกกกก” เอ่อยจบจินเออร์จึง
ทิ้งตัวลงนอนบนพื้นหญ้าสีเขียวขจี กางแขนกางขาและ
บิดขี้เกียจออกมา พร้อมกับสายลมอ่อนๆ ที่กำลังพัด
ผ่านนาง ราวกับเป็นธาตุประจำตัวที่ภักดี
“ข้าก็เหนื่อยมากเจ้าค่ะ เห่อออ” เจี่ยฉงที่ได้ยิน
ดังนั้น จึงเอ่ยออกไปด้วยพร้อมเลียนแบบท่าทางของจิน
เออร์ แต่ด้วยขนาดตัวและรูปลักษณ์ของนาง ทำให้ดู
น่ารักน่าชังไม่ใช่น้อย
“ฮ่าๆ เจ้าจะเลียนแบบข้าทำไมกันเจี่ยฉง” จิน
เออร์เมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กตรงหน้าเลียนแบบตนเองได้
น่ารักแค่ไหนจึงหัวเราะออกมา
“ก็ข้าเห็นนายท่านทำเลยทำตามเจ้าค่า อิอิ”
“อือๆ งั้นเราพักกันก่อนได้หรือไม่ แต่ดีแหะ เข้ามา
แต่จิตวิญญาณแบบนี้ไม่หิวเลย” แต่เหนื่อยมากกกก
“เจ้าค่ะ แต่นายท่านก็ต้องไปนั่งดูดซับพลังนะเจ้า
ค่ะ ไม่อย่างนั้นเวลาที่นายท่านจะตื่นขึ้น จะสายออกไป
เรื่อยๆ”
“อือๆ ขอบใจเจ้ามากที่คอยเตือนข้า”
กลับมาที่โลกภายนอก ตอนนี้เวลาข้างนอกผ่านมา
หลายสัปดาห์แล้ว กิจการกิมจิ ตอนนี้นั้นเรียกว่าไปได้ดี
ทีเดียว เพราะโรงเตี๊ยมเหลาฝูั่ได้มาติดต่อครอบครัว
ตระกูลเปั่ย เพื่อรับซื้อกิมจิไปขายในโรงเตี๊ยมและนำขึ้น
เหลาอาหาร
จินหลงที่อยู่กับครอบครัวเปั่ยจึงแนะนำให้ทำ
สัญญาซื้อขายเช่นเดียวกับการขายผักคือทำสัญญาเป็น
ช่วง 6 เดือน ต่อหนึ่งครั้ง และจินหลงยังได้แนะนำให้
สตระกูลไปั๋ขายเมนูอาหารที่ทำจากกิมจิ หรือสามารถ
กินกับกิมจิได้อออกไป รายการอาหารที่ว่าอันได้แก่
แกงกิมจิ หรือซุปกิมจิ นับว่าเมนูนี้เป็นเมนูยอดฮิต
ในฤดูหนาวนี้มากทีเดียวจากรสชาติที่เผ็ดร้อนประกอบ
กับเป็นเมนูซุปที่ทานดับหนาวได้
หมูผัดกิมจิเมนูจานผัดง่ายๆ ที่มีรสชาติแปลกใหม่
แต่ลงตัว และรายการสุดท้ายคือกิมจิผัดไข่เหมาะ
สำหรับคนที่ททานอาหารยากๆ หรือเป็นเมนูที่สามารถ
ยกขึ้นสำหรับได้ง่ายๆ และราคาย่อมเยาว์สำหรับคนที่
อยากลิ้มลองเมนูกิมจิ
ซึ่งสัญญาที่ได้ทำกับโรงเตี๊ยมเหลาฝูเอาไว้ คือ
สัญญาแบบส่วนแบ่งจากรายการเมนูอาหาร 3 ในสิบ
ส่วน โดยจะทำบัญชีรายรับในทุก ๆ เดือนตลอดเวลา
ทำให้ตอนนี้คนตระกูลเปั่ย มีรายได้จากการคำนวณ
คร่าวๆ แล้ว มากกว่า 100 ตำลึงทองต่อเดือนเข้ามา
เรื่อยๆ ตลอดระยะเวลาสามเดือนในช่วงหน้าหนาวที่
กำลังจะผ่านพ้นไป
“นายท่านขอรับ ตอนนี้คุณหนูจินเออร์ยังคงสลบ
นอนนิทราเช่นเดิมขอรับ” เสียงหนึ่งรายงานออกมา
“อืม แล้ววางกำลังปั้องกันไว้เยอะกว่าเดิมหรือไม่”
“ขอรับ กองกำลังที่วางไว้เข้มงวดกว่าเดิมและมาก
กว่าเดิม”
“อืม กลับไป”
“ขอรับนายท่าน”
“จัดการคนที่ตามยุ่งกับนางให้หมด”
“ขอรับ”
จินเออร์ หวังว่าเจ้าจะฟืนขึ้นมาในเร็ววัน ไม่เช่นนั้น
ข้าคงต้องเข้าไปดูเจ้าก่อนกลับแล้วเด็กน้อย
“นางเป็นเช่นไรบ้างเจ้าแปด” เสียงหนึ่งถาม
ออกมา เมื่อหันไปเห็นคนที่กำลังเดินเข้ามาในตำหนัก
ตนเอง
“ตอนนี้ยังนอนสลบอยู่เหมือนเดิมพะยะค่ะ” องค์
ชายแปดตอบออกไปด้วยน้ำเสียงคล้ายจะสนใจและไม่
สนใจอยู่ในตัว
“อืม แล้วคนของเราเป็นเช่นไรบ้าง”
“ไม่สามารถเข้าใกล้บ้านตระกูลเปั่ยได้เลยพะยะ
ค่ะ” พูดถึงองครักษ์ที่ส่งไปองค์ชายแปดก็ทำสีหน้าอม
ทุกข์ขึ้นมา เนื่องจากองครักษ์บางส่วนที่ส่งเข้าไป หาก
หนีไม่รอดหรือมีท่าทีเข้าใกล้บ้านตระกูลเปั่ยมากเกินไป
จะโดนสังหารแบบไร้สุ่มเสียง ไม่แน่ใจว่าใครกันแน่ที่มา
สังเกตบ้านของเด็กน้อยคนนั้น ไม่แน่ใจอีกเช่นกันว่าจะ
เป็นกลุ่มคนที่หวังดี หรือหวังร้ายกันแน่
“อืม”