เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 199 มหาพิธีบวงสรวงสวรรค์ เทียนกงอวี้
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 199 มหาพิธีบวงสรวงสวรรค์ เทียนกงอวี้
ตอนที่ 199 มหาพิธีบวงสรวงสวรรค์ เทียนกงอวี้
ปีซุนเทียนที่สามสิบหก วสันตฤดูผ่านไปอีกปีแล้ว และข่าวเรื่องต้นสิ้นภพถูกกำจัดเริ่มแพร่ไปทั่วมหาสมุทร ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างคึกคักในหมู่ผู้ฝึกยุทธ์ในแดนสมุทรต่างๆ
หลินเฮาเทียนผู้ซึ่งเจียงฉางเซิงคอยจับตาดูอยู่ก็ออกเดินทางบนเส้นทางที่มุ่งหน้ามายังต้าจิ่งแล้วเช่นกัน บุรุษอาภรณ์ครามที่เขาได้พบก่อนหน้านี้หยุดพาคนมาไล่ล่าสังหารเขาชั่วคราว
ความจริงแล้วเจียงฉางเซิงสามารถใช้ใบหยกเกล็ดทองนำหลินเฮาเทียนมายังต้าจิ่งได้ในทันที แต่การทำเช่นนั้นจะทำให้ชะตากรรมของหลินเฮาเทียนสูญเปล่า เพราะการฝึกปรือตลอดเส้นทางนี้จะทำให้หลินเฮาเทียนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน และตัวเขาเองก็ค่อยๆ เพลิดเพลินกับการผจญภัยขึ้นมาแล้ว
อีกฟากหนึ่ง ตระกูลมู่ก็เช่นเดียวกัน หลังจากเดินทางไกลในมหาสมุทรหลายปี เหล่าลูกหลานและศิษย์ของตระกูลมู่ก็มิได้เคว้งคว้างอีกแล้ว เพราะพวกเขามีความคาดหวังอย่างไม่สิ้นสุดต่ออนาคต บนเส้นทางที่มุ่งไปข้างหน้านี้ ตระกูลมู่ก็แข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน
เจียงฉางเซิงตั้งตารอว่าเมื่อตระกูลมู่มาถึงต้าจิ่งจะทรงอานุภาพเพียงใด และตระกูลมู่ก็ตั้งตารอเช่นกันว่าต้าจิ่งจะมีหน้าตาเป็นเช่นใด
ปีนี้ต้าจิ่งหยุดพักฟื้นฟูตนเอง มีการขยายกรมโชคชะตาเพื่อนำโชคชะตาของต้าจิ่งไปยังรัฐตง ในรัฐตงก็สร้างเมืองและจวนยุทธ์ขึ้นมาอีกจำนวนไม่น้อย และเพราะจวนยุทธ์นี่เองทำให้ผู้คนจากชนเผ่าท้องถิ่นที่นั่นเริ่มเข้ามาฝึกยุทธ์ในต้าจิ่ง นับเป็นการกระตุ้นให้รัฐตงและต้าจิ่งหลอมรวมกัน
ต้าฉีก็ไม่อยู่เฉยเช่นกัน พวกเขาเข้ายึดเกาะต่างๆ ในแดนสมุทรทางตอนเหนือของรัฐตงอย่างบ้าคลั่ง ส่งผลใหอาณาเขตทางทะเลของพวกเขาขยายออกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งฮ่องเต้ซุนเทียนไม่ได้ไปขัดขวาง ตราบใดที่พวกเขาไม่ได้มุ่งลงใต้ พระองค์ก็สามารถปล่อยไปได้
เป้าหมายของต้าจิ่งในขณะนี้คือการเลื่อนชั้นเป็นราชอาณาจักร! ส่วนราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนนั้นราวกับว่าหายตัวไปแล้ว เพราะมิได้มาปรากฏตัวในขอบเขตสายตาของต้าจิ่งอีกเลย
นอกจากการฝึกฝนแล้ว เจียงฉางเซิงก็แบ่งเวลาไปคอยดูแลโลกแห่งมรรคาด้วย ต้นสิ้นภพหยั่งรากลงในโลกแห่งมรรคาเรียบร้อยแล้ว มันได้รู้จักกับลาวถัว ไท่ชุยและมัจฉาปักษาแล้ว ส่วนไป๋หลงยังคงเพลิดเพลินกับการชำระตัวด้วยธาราวิญญาณอยู่ในสระวิวัฒน์มังกร
เหตุที่เจียงฉางเซิงให้ความสนใจกับโลกแห่งมรรคาโดยหลักแล้วเพราะเขาสนใจมนุษย์งูสองตัวนั้น เจ้าตัวเล็กทั้งสองนี้ไม่ธรรมดาเลย ร่างกายของพวกมันสามารถดูดซับพลังวิญญาณได้เองและแปลงให้เป็นพลังปีศาจที่เหมาะสมกับการเอาตัวรอดอยู่ในโลกแห่งยุทธ์ และพวกมันสามารถดูดซับได้ดีกว่าสัตว์อสูรตัวอื่นๆ
เมื่อเจียงฉางเซิงเห็นพวกมันก็มักนึกถึงหนี่ว์วาและฝูซีในตำนานของจีน จึงตั้งชื่อพวกมันตามในตำนานเสียเลย เด็กหญิงมนุษย์งูให้ชื่อว่าไท่วา ส่วนเด็กชายมนุษย์งูให้ชื่อว่าไท่ซี
ไท่วาและไท่ซีไม่มีความดุร้ายเฉกเช่นที่สัตว์อสูรมี และไม่มีความโหดเหี้ยมเฉกเช่นที่สัตว์ปีศาจมี ส่วนใหญ่แล้วอารมณ์ของพวกมันจะไม่แปรปรวนมากนัก พวกมันชอบอยู่ในน้ำ ต่อมาพวกมันได้พบกับไป๋หลงในสระวิวัฒน์มังกร เมื่อค่อยๆ ผ่านไปก็ถึงกับเกิดความผูกพันกันขึ้นมา
ไป๋หลงแช่ตัวอยู่ในสระวิวัฒน์มังกรทุกวัน เบื่อหน่ายเป็นนิสัย จึงมักหยอกไท่วาและไท่ซีเล่นอยู่เสมอ สติปัญญาของมนุษย์งูทั้งสองพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยการชี้แนะของไป๋หลง นี่คือสิ่งที่ต้นสิ้นภพไม่สามารถเทียบได้ แม้ว่าต้นสิ้นภพจะพูดภาษามนุษย์ได้ แต่ส่วนใหญ่มันมักอยู่ในอาการเงียบงัน เพราะนี่คือวิสัยของมัน
วันเวลาผ่านไปเช่นนี้วันแล้ววันเล่า พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกห้าปีแล้ว ปีซุนเทียนที่สี่สิบเอ็ด มหาพิธีบวงสรวงสวรรค์กำลังจะเริ่มขึ้นในเมืองหลวง โดยมีอัครเสนาบดีเฉินหลีเป็นผู้ดำเนินพิธี หลังจากบวงสรวงสวรรค์สำเร็จแล้ว ต้าจิ่งจะได้เลื่อนขึ้นเป็นราชอาณาจักรแห่งโชคชะตา พิธีจะเริ่มขึ้นในเดือนหก ซึ่งตอนนี้ก็เป็นช่วงต้นเดือนสองแล้ว
เมืองหลวงคึกคักเอาการ แม้จะมีการขยายเมืองออกไปแล้ว แต่ทั้งรถทั้งม้าก็ยังคงพลุกพล่าน ราชวงศ์นานาในทวีปชีพจรมังกรต่างก็ส่งทูตมาแสดงความยินดี รวมถึงราชอาณาจักรต้าฉีและอาณาจักรเทียนหานด้วย ส่วนทะเลสวรรค์ ตงไห่ รัฐตงและที่อื่นๆ ต่างก็มีคนมาแสดงความยินดีเช่นกัน มหาพิธีบวงสรวงสวรรค์ครั้งนี้จะยิ่งใหญ่กว่าพิธีสถาปนาราชวงศ์โชคชะตาเมื่อหลายสิบปีก่อนเสียอีก
หลายปีมานี้ ในต้าจิ่งมีอัจฉริยะและผู้ทรงอิทธิพลเกิดขึ้นมากมาย และยังมีขั้นจักรวาลถือกำเนิดขึ้นผู้หนึ่งด้วย เขาก็คือคนที่เคยอยู่ในลิขิตสวรรค์ที่ราชามนุษย์เคยอยู่ และได้รับการบ่มเพาะจากฮ่องเต้ซุนเทียน ต้าจิ่งไม่เหมือนในวันก่อนอีกต่อไปแล้ว!
สิ่งที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือ ต้าจิ่งมีมูลค่าสูงถึงสามล้านเจ็ดแสนแต้มเซ่นไหว้ เพิ่มจากเดิมกว่าสองเท่า นอกจากโชคชะตาของเยี่ยสวินตี๋แล้ว ความแข็งแกร่งของตัวต้าจิ่งเองก็เพิ่มขึ้นอย่างน่าพอใจ ต้าจิ่งกำลังแข็งแกร่งขึ้น ราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนก็แข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน มูลค่าของราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนสูงถึงสามสิบเก้าล้านทีเดียว! เจียงฉางเซิงเริ่มตั้งตารอให้ราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนเข้ามารุกรานอีกครั้งแล้ว
ในลานเรือน ชิงเอ๋อร์กำลังรายงานความเป็นไปของอารามมังกรผงาดให้เจียงฉางเซิงทราบ อารามมังกรผงาดมีศิษย์มากกว่าห้าหมื่นคนแล้ว โดยนับเฉพาะศิษย์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลเท่านั้น ยังไม่นับรวมหยางโจวและสิบแปดกลุ่มดาว ส่วนเทวชนก็มีมากกว่าสิบคนแล้ว ทั้งหมดเป็นศิษย์สูงวัยที่อายุมากกว่าห้าสิบปี
แต่เมื่อพวกเขาอยู่ต่อหน้าเจียงฉางเซิงซึ่งมีอายุหนึ่งร้อยห้าสิบห้าปี กลับมีลำดับอาวุโสที่ต่างกันอย่างมาก เจียงฉางเซิงไม่ได้สนใจเรื่องของอารามมังกรผงาดมากเท่าใดแล้ว อย่างไรก็มีชิงเอ๋อร์คอยดูแลอยู่ ชิงเอ๋อร์ก็เป็นเทวชนแล้วเช่นกันจึงมีอายุยืนได้ถึงหนึ่งร้อยห้าสิบปีอย่างไม่ยากเย็น หากนางยังคงก้าวหน้าต่อไปก็จะสามารถดูแลอารามมังกรผงาดได้ต่อไปอีก
“มรรคาจารย์ มีวังน้ำวนลึกลับปรากฏขึ้นในมหาสมุทรทางตอนใต้ และมีหมู่เกาะโผล่ขึ้นมาจากในวังน้ำวนนั้น ทำให้สำนักจำนวนมากส่งคนออกไปตรวจสอบ ตระกูลขุนนางประคองจันทร์และวัดพญามังกรได้เชิญอารามมังกรผงาดไปตรวจสอบด้วยกัน ข้าตั้งใจจะให้หยางโจวและฮวงชวนไป ท่านเห็นว่าเป็นเช่นใดเจ้าคะ” ชิงเอ๋อร์ถามอย่างระมัดระวัง เมื่อปีที่แล้ว ฮวงชวนบรรลุขั้นกายาทองคำและมีชื่อเสียงไปทั่วยุทธภพ แต่ตอนนี้เขากำลังว่างอยู่
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “เช่นนั้นก็ไปเถิด ให้ศิษย์ทั้งหลายได้เปิดหูเปิดตาสักหน่อยก็ดี” ชิงเอ๋อร์ดีใจยกใหญ่แล้วรีบขอบคุณเจียงฉางเซิง หลังจากชิงเอ๋อร์ออกไปแล้ว เจียงฉางเซิงก็มองออกไปไกลๆ พร้อมกับมุมปากที่โค้งขึ้น ไปฉีเห็นสีหน้าของเขา จึงถามด้วยความอยากรู้วาง “เป็นเรื่องใดที่ทำให้ท่านดีใจเช่นนี้หรือ”
เจียงฉางเซิงยิ้มและกล่าวว่า “ไม่มีอะไรหรอก แค่บางคนอดใจไม่ไหวแล้วเท่านั้น” มีเรื่องสนุกให้ดูในมหาพิธีบวงสรวงสวรรค์ปีนี้แล้ว!
ภายในวังหลวง ราชอาณาจักรเฟิ่งเทียน โอรสสวรรค์แห่งเฟิ่งเทียนกำลังเล่นหมากรุกกับเจ้ากระบี่ ทว่าเขากลับกระสับกระส่าย คิ้วขมวดอยู่ตลอดเวลา เจ้ากระบี่ถามว่า “ฝ่าบาททรงกังวลพระทัยเรื่องของต้าจิ่งหรือพะยะค่ะ”
โอรสสวรรค์แห่งเฟิ่งเทียนวางหมากรุกลง ถอนหายใจเอ่ยว่า “ไม่ผิด แม้จะเตรียมการมาหลายปีและวางแผนอย่างรอบคอบแล้ว แต่ต้าจิ่งมีมรรคาจารย์อยู่ ทำให้เราไม่อาจมั่นใจได้เต็มที่”
เจ้ากระบี่กล่าวว่า “ผู้อาวุโสเทียนกงกลับมาจากอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ ระดับขั้นของเขาได้ไปถึงระดับที่น่าเหลือเชื่อแล้ว เมื่อรวมกับการระดมโชคชะตาจากเหล่ายอดฝีมือทั้งมวล ต้าจิ่งต้องไม่อาจกลายเป็นราชอาณาจักรได้อย่างแน่นอน พระองค์ไม่จำเป็นต้องกังวลพระทัย ไม่ว่ามรรคาจารย์จะแข็งแกร่งเพียงใดก็จะต้องมีขีดจำกัดพะย่ะค่ะ”
ดวงตาของโอรสสวรรค์แห่งเฟิ่งเทียนเย็นเยียบ เขารำพึง “ผู้อาวุโสเทียนกงทรงพลังจริงๆ สมแล้วที่เป็นจอมยุทธ์ไร้เทียบเทียมที่รอดชีวิตจากศึกแห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์มาได้ แต่การเชิญให้เขามาออกหน้า เฟิ่งเทียนจะต้องจ่ายราคาที่สูงมาก” เจ้ากระบี่นิ่งเงียบ เขาไม่มีสิทธิ์จะวิจารณ์เรื่องนี้ เพราะภายในใจเขายังคงนึกถึงจิตกระบี่อัครยุทธ์แห่งต้าจิ่งผู้นั้นอยู่
โอรสสวรรค์แห่งเฟิ่งเทียนเอ่ยอีกครั้ง “พรสวรรค์ด้านกระบี่ขององค์รัชทายาทเป็นเช่นใด” เจ้ากระบี่ตอบว่า “ไม่เลวเลยพะยะค่ะ ทว่าเมื่อเทียบกับวิถีกระบี่แล้ว องค์รัชทายาททรงเหมาะกับวิถียุทธ์ประเภทอื่นมากกว่า ได้ยินว่าองค์รัชทายาทประสงค์จะคิดค้นวิถียุทธ์เฉพาะของพระองค์เองออกมา เหตุใดฝ่าบาทไม่ทรงสนับสนุนเล่าพะยะค่ะ”
โอรสสวรรค์แห่งเฟิ่งเทียนขมวดคิ้ว “วิถียุทธ์เป็นศาสตร์แห่งโชคชะตา หากไม่ระวัง โชคชะตาของเฟิ่งเทียนถูกเขาทลายลงจะไม่เป็นเรื่องใหญ่หรอกหรือ” เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมา เขาก็รำคาญและขัดเคืองใจอย่างมาก
เจ้ากระบี่กล่าวว่า “แต่จำต้องพูดว่าความคิดขององค์รัชทายาทนั้นไม่เลวเลยจริงๆ เป็นการรวบรวมพลังแห่งโชคชะตาไว้ที่ตนเอง ระดมพลังของราชอาณาจักรเข้ามา หากวิถียุทธ์ขององค์รัชทายาทสมบูรณ์แล้ว มรรคาจารย์นั้นจะต้องตายเป็นแน่ เมื่อพละกำลังของทั้งราชวงศ์มารวมไว้ในคนผู้เดียว ก็ยากจะจินตนาการได้ว่าพลังยุทธ์ขององค์รัชทายาทจะไปถึงขั้นที่เหลือเชื่อเพียงใดพะยะค่ะ”
โอรสสวรรค์แห่งเฟิ่งเทียนไม่ได้พูดสิ่งใด แต่หยิบหมากรุกขึ้นมาอีกครั้งแล้วกระแทกลงอย่างแรง แนวโน้มในตารางหมากรุกเปลี่ยนไปทันตา
เดือนหกมาถึงอย่างรวดเร็ว จำนวนของทหารรักษาการณ์ในเมืองหลวงเพิ่มขึ้นอย่างมาก หรือพูดให้ถูกต้องคือทั้งรัฐซือเข้าสู่สภาวะเฝ้าระวังเต็มที่ วันนี้มหาพิธีบวงสรวงสวรรค์ของต้าจิ่งกำลังจะมาถึง เหล่าขุนนางนับหมื่นมายืนเรียงแถวรอที่หน้าประตูวังหลวงเรียบร้อยแล้ว ถนนหนทางมีผู้คนยืนอยู่เต็มไปหมด และมีองครักษ์ชุดขาวยืนอยู่ในลานของหออาคารและจวนทุกแห่ง
ไม่บ่อยครั้งนักที่เจียงฉางเซิงจะมิได้ฝึกวิชา แต่มายืดเส้นยืดสายในลานบ้านแทน เยี่ยสวินตี๋ต้องสะดุ้งตัวโยนเมื่อเห็นท่าทางของเขา “มรรคาจารย์ เฟิ่งเทียนจะมาลอบโจมตีหรือขอรับ จริงอยู่ หากปล่อยให้ต้าจิ่งกลายเป็นราชอาณาจักรแห่งโชคชะตา เฟิ่งเทียนจะต้องตายเป็นแน่” เยี่ยสวินตี๋เอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น
เขาชมชอบสงครามเสียเหลือเกิน เหตุที่เจียงฉางเซิงชมชอบสงครามก็เพื่อให้ได้รางวัลรอดชีวิต แต่เขาชมชอบสงครามเพียงเพราะชมชอบสงครามเท่านั้น
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “จะลอบโจมตีจริงๆ แต่จะไม่มาปรากฏตัว เจ้าก็รอดูให้ดีเถิด ฝ่ายนั้นแข็งแกร่งมาก เจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา” เยี่ยสวินตี๋กลับไม่สะดุ้งสะเทือน เพราะผู้แข็งแกร่งคนใดก็ตามที่กล้ามายังเมืองหลวงจะต้องพุ่งเป้ามาที่มรรคาจารย์ เขาก็ต้องสู้ไม่ได้อยู่แล้ว อย่างไรเขาก็ยังคงรู้จักตัวเอง
คราวที่แล้วเป็นผู้ทรงพลังจากพันธมิตรสมุทรไร้จำกัดโขยงหนึ่ง แล้วคราวนี้จะเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งเพียงใดกัน เมื่อนึกถึงตัวเองในเวลานั้น เยี่ยสวินตี๋ก็ต้องทอดถอนใจนัก ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าที่เขารอดชีวิตมาได้ในครั้งนั้นก็เพราะเขาแค่มาประลองยุทธ์เท่านั้น แต่หากใครกล้ามาลงมือกับชาวบ้านในเมืองหลวงจะต้องตายสถานเดียว แม้จะเป็นระดับขั้นที่แข็งแกร่งอีกสักเท่าใดก็ต้องตายทั้งสิ้น
ในขณะเดียวกัน ในดินแดนแถบตอนกลางที่ไร้เจ้าของแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของต้าจิ่ง มีหมู่เขาสูงตระหง่านยิ่งใหญ่ไพศาล มีกลุ่มคนยืนอยู่ริมหน้าผาบนยอดเขาลูกหนึ่ง ผู้นำเป็นบุรุษในชุดคลุมดำลายม่วง เอามือซ้ายไพล่หลังอยู่ ส่วนมือขวาลูบแหวนที่นิ้วหัวแม่มือ เมื่อมองอย่างละเอียดจะเห็นชุดเกราะสีดำที่อยู่ใต้ชุดคลุมของเขา เทียนกงอวี้ ก็คือผู้เยี่ยมยุทธ์ไร้เทียมทานที่โอรสสวรรค์แห่งเฟิ่งเทียนเชิญมา
คนอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ ล้วนเป็นยอดฝีมือแห่งเฟิ่งเทียน ผู้ที่อ่อนด้อยที่สุดอยู่ในขั้นจักรวาล มีจำนวนมากถึงสามสิบคน ทุกคนพร้อมสำหรับการต่อสู้ “ผู้อาวุโส จวนจะถึงเวลาแล้ว ที่นี่อยู่ไกลจากเมืองหลวงนัก พวกเราควรลงมือล่วงหน้าหรือไม่ขอรับ” ผู้เฒ่าผู้หนึ่งถามด้วยความเคารพนบนอบ
เทียนกงอวี้เอ่ยด้วยสีหน้าเฉยเมยว่า “ไม่ต้องรีบร้อน ค่อยลงมือตอนที่โชคชะตาของต้าจิ่งปะทุออกมาก็ยังทัน ลงมือในเวลานั้นจึงจะทำให้ต้าจิ่งถูกทำลายยับเยินและทำให้ราชวงศ์แห่งโชคชะตานี้ล่มสลายไปทันใด”
เมื่อสิ้นเสียง แหวนที่นิ้วหัวแม่มือขวาของเขาก็ส่องแสง เกาทัณฑ์ขนาดใหญ่ลอยออกมา เขาใช้มือซ้ายคว้าเอาไว้ จากนั้นทวนเล่มหนึ่งก็ลอยตามออกมา เขาถือเกาทัณฑ์ไว้ในมือซ้ายและถือทวนไว้ในมือขวา เกาทัณฑ์ทำจากไม้ชนิดหนึ่งที่ผิวไม้เต็มไปด้วยลวดลายน่าอัศจรรย์ มีขนาดสูงกว่าตัวเขาเสียอีก ส่วนทวนเป็นสีเงินทั้งเล่ม ปลายทวนมีอัญมณีสีน้ำเงินที่ใสเหมือนผลึกแก้วฝังอยู่ เมื่อเห็นเช่นนี้ ผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นๆ จึงมีสีหน้าตั้งตารอขึ้นมา
สำหรับผู้ฝึกยุทธ์แห่งราชอาณาจักรเฟิ่งเทียน เทียนกงอวี้ก็คือตำนาน เป็นสุดยอดของวิถียุทธ์แห่งเฟิ่งเทียน ตำนานเล่าขานว่าราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนสามารถเป็นใหญ่ในแดนสมุทรและครอบครองสองทวีปได้นั้น ก็ด้วยเทียนกงอวี้ผู้ทรงพลังผู้นี้นี่เอง เทียนกงอวี้สังหารผู้แข็งแกร่งมากมายเพื่อเฟิ่งเทียน จวบจนเฟิ่งเทียนหยั่งรากฐานได้มั่นคงสมบูรณ์แล้วเขาจึงจากเฟิ่งเทียนไปเพื่อเสาะหาวิถียุทธ์ที่เป็นของตนเอง
ห้าร้อยปีผ่านไป เมื่อราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนไม่อาจรับมือต้าจิ่งได้ เทียนกงอวี้จึงได้กลับมา ทุกสิ่งช่างดูเหมือนภาพฝันและเหมือนกับตำนานเหลือเกิน สำหรับเฟิ่งเทียนแล้ว เทียนกงอวี้ก็เหมือนกับมรรคาจารย์แห่งต้าจิ่ง เวลานี้ เทียนกงอวี้ก็รู้สึกสนใจในตัวมรรคาจารย์แห่งต้าจิ่งอย่างเปี่ยมล้นเช่นเดียวกัน หลังกลับมาจากขอบฟ้าอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์แล้ว เขาตั้งใจจะกลับไปเก็บตัวและใช้ชีวิตบั้นปลายที่เฟิ่งเทียน แต่คิดไม่ถึงว่าจะมีบุคคลเช่นมรรคาจารย์เกิดขึ้นมาในแดนสมุทรใกล้ๆ นี้
“หือ มรรคาจารย์ ข้าอยากรู้นักว่าเจ้าจะรับโทษทัณฑ์จากเฟิ่งเทียนที่กำลังจะมาถึงเจ้าไหวหรือไม่” เทียนกงอวี้ยกมุมปากขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยแววเย้ยหยาะ หลังกลับมาจากอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ เขาล้วนดูแคลนราชอาณาจักรต่างๆ ที่อยู่ใกล้เคียง แม้จะรู้ว่าจอจี้ซึ่งอยู่ในขั้นถ้ำสวรรค์หกอาจตายด้วยน้ำมือของมรรคาจารย์ เขาก็ยังไม่แยแส