เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 203 อัจฉริยะรวมตัว มังกรทองใต้หล้า
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 203 อัจฉริยะรวมตัว มังกรทองใต้หล้า
ตอนที่ 203 อัจฉริยะรวมตัว มังกรทองใต้หล้า
“เรื่องนั้น…ข้าก็กำลังเตรียมตัวอยู่ ภายในสองเดือนนี้น่าจะเลื่อนขั้นได้ หลักๆ ก็เพราะฝึกคัมภีร์สังสารวัฏไม่พ่ายกับวิชากายเทพมหาวัชระนั่นแหละ ข้าถึงเสียเวลาไปไม่น้อย”
มูหลิงลั่วพยักหน้ารับแล้วเอ่ยถึงคัมภีร์สังสารวัฏไม่พ่ายพลางถอนหายใจ
“พี่ฉางเชิง คัมภีร์สังสารวัฏไม่พ่ายเป็นวิชาที่ท่านสร้างขึ้นหรือ มันช่างล้ำลึกยิ่งนัก พลังสังหารรุนแรงเหลือเกิน เมื่อประสานกับวิชาเก้าเทพเวียนศึก แม้แต่ขั้นกายาทองคำก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า หากข้าฝึกฝนพวกมันจนแตกฉาน ไม่แน่ข้าอาจต่อสู้ข้ามระดับขั้นสองขั้นได้”
เจียงฉางเชิงตอบว่า
“ย่อมไม่ใช่ สิ่งนี้เป็นโชควาสนาที่เจ้าเด็กหน้าเหม็นบางคนไปพบเข้าแล้วถ่ายทอดให้ข้า ข้าจึงมาถ่ายทอดให้เจ้าต่อ”
มูหลิงลั่วถามอย่างสงสัยใคร่รู้
“เขาเป็นใครหรือ”
“รอพวกเจ้ามาถึงต้าจิ่งแล้วก็จะรู้เอง”
“ท่านพูดเช่นนี้ ข้ารู้จักเขารึ ประเดี๋ยวก่อนคงไม่ใช่หลินเฮาเทียนใช่หรือไม่”
มูหลิงลั่วขมวดคิ้วเอ่ยขึ้นมา หลังจากนางนึกทบทวนอย่างละเอียดครู่หนึ่งก็พบว่าในหมู่คนที่นางรู้จัก คนที่เกี่ยวข้องกับเจียงฉางเชิงมีเพียงหลินเฮาเทียนเท่านั้น เพราะเจียงฉางเชิงเคยช่วยหลินเฮาเทียนไว้สองหน เจียงฉางเชิงเงียบงัน เรื่องแบบนี้ก็ยังทายถูกได้อีกเรอะ มู่หลิงลั่วเห็นสีหน้าของเขาก็รู้แล้วว่าตนเองทายถูก นางถามอย่างสงสัยใคร่รู้
“ช่วงนี้หลินเฮาเทียนเป็นอย่างไรบ้าง เขาอยู่ระดับขั้นใดแล้ว”
เจียงฉางเชิงไม่ปิดบังอีกต่อไป พอรู้ว่าหลินเฮาเทียนออกเดินทางสู่ต้าจิ่งก่อนนางก้าวหนึ่ง แล้วยังแซงหน้านางชิงก้าวไปถึงขั้นกายาทองคำก่อนแล้ว นางก็ไม่สบอารมณ์ทันที
“ไม่ ข้าจะถูกเขาสลัดทิ้งไม่ได้ ข้าจะแซงเขาอีกครั้ง!”
มูหลิงลั่วกัดฟันเอ่ย จู่ๆ นางก็ตระหนักได้ว่าหลายปีที่ผ่านมานางเกียจคร้านเกินไปหน่อย นั่นเป็นเพราะว่าตั้งแต่รับใบหยกเกล็ดทองมา นางก็รู้สึกว่าตนเองจะไม่พานพบอันตรายอะไรอีก แต่ความหยิ่งทะนงของนางไม่อนุญาตให้ถูกคนที่เคยอ่อนแอกว่าตนแซงหน้า นางไม่โทษหลินเฮาเทียน แต่นางโทษตนเอง พอเห็นนางมีแรงกระตุ้น เจียงฉางเชิงก็โล่งใจ เขาไม่ลงทุนมอบแต้มเซ่นไหว้ห้าแสนแต้มให้มูหลิงลั่วเสียเปล่าแล้ว
หากเป็นก่อนหน้านี้ ห้าแสนแต้มก็นับว่าสุดยอดแล้ว แต่ยามนี้หลินเฮาเทียนกำลังก้าวตามรอยจักรพรรดิยุทธ์อยู่ นั่นเป็นตัวตนที่มีมูลค่าเท่ากับร้อยล้านแต้มเซ่นไหว้ หากมู่หลิงลั่วไม่พยายาม ช้าเร็วนางย่อมถูกหลินเฮาเทียนผู้มีโชคเหลือล้นทิ้งห่างไม่เห็นฝุ่นแน่ แล้วยังมีหยางโจวอีก เจ้าเด็กคนนี้มีพรสวรรค์เป็นอันดับหนึ่งของทวีปชีพจรมังกร หนทางข้างหน้ามิอาจประมาณได้ ไปๆ มาๆ เจียงฉางเชิงก็พบว่าตนเองฟูมฟักเหล่าผู้มีพรสวรรค์ยอดเยี่ยมอยู่จำนวนไม่น้อย หวงเทียน เฮยเทียน มูหลิงลั่ว หลินเฮาเทียน เยี่ยสวินตี๋ หยางโจว ไท่วา ไทซี ไป๋หลงที่กลายเป็นมังกร เจียงเจี้ยน ผิงอัน… เทพกระบี่ก็พอจะนับได้เหมือนกัน จิตกระบี่ของเขาได้มายากยิ่ง เมื่อเจ้าพวกที่อยู่ข้างเขาเติบใหญ่ออกไปตะลุยใต้หล้า นั่นจะเป็นภาพอย่างไรกันนะ จู่ๆ เจียงฉางเชิงก็รู้สึกตั้งตาคอยอนาคตนั้นอย่างยิ่ง
ปีซุ่นเทียนที่สี่สิบเจ็ด เดือนหก เจียงเชอมาหาเยี่ยสวินตี๋ เพื่ออ้อนวอนให้เขาลงจากภูเขาไปช่วยต้าจิ่งยึดครองทะเลสวรรค์ มีเยี่ยสวินตี๋กับเกาะลอยฟ้าก็มากพอจะทำให้ต้าจิ่งยึดครองทุกเกาะในทะเลสวรรค์ได้แล้ว นอกจากนี้ยังมีหอการค้ายอดวาสนาคอยมอบข่าวสารจำนวนมากให้เจียงเชอวางกลยุทธ์โจมตีทะเลสวรรค์ด้วย ยุทธภพของสิบสามรัฐได้รับคำสั่งรวมพลจากองค์รัชทายาท พวกเขาต่างอยากสร้างความดีความชอบ พร้อมกับถือโอกาสไปเปิดสำนักของตนเองในโพ้นทะเล หรือไม่ก็ตั้งสำนักสาขาเพื่อเก็บรวบรวมทรัพยากรในการฝึกยุทธ์ให้ได้มากขึ้น ต้าจิ่งเริ่มครึกครื้นอีกหน
แต่ชีวิตของเจียงฉางเชิงหวนกลับมาเงียบสงบ หลังจากพวกเทียนกงอวี้สิ้นชีพ เฟิ่งเทียนก็ไม่กล้าบุกมาอีก ตอนนี้พวกเขาก็ไม่มีโอกาสบุกมาแล้วด้วย ส่วนราชอาณาจักรอื่นก็หวั่นเกรงต้าจิ่งยิ่งนัก พวกเขายิ่งไม่กล้าบุกมารุกราน นอกจากการฝึกวิชากับหลอมโอสถ วันๆ เจียงฉางเชิงก็ใช้ชีวิตพักผ่อนอย่างสุขสบาย เฝ้ามองดูญาติมิตรทั้งหลายที่กลับชาติมาเกิด ทั้งวังเฉินที่ยามนี้ไปเกิดเป็นโอรสสวรรค์ของต้าจี ชิงขูที่อยู่ไกลถึงทะเลแห่งความสิ้นหวัง หลี่กงกงผู้ลุ่มหลงสุราเมรัย ปราชญ์แห่งสิสมุทรผู้ชะตาชีวิตมีแต่อุปสรรค รวมไปถึงเจียงอวี่น้องชายผู้กลับชาติมาเกิดแล้วคนนั้นของเขา
ตอนนี้คนที่ชีวิตยากลำบากที่สุดก็คือชิงขู เผ่ามนุษย์ในทะเลแห่งความสิ้นหวังมีน้อยนัก แต่สัตว์ปีศาจกลับมีมากมาย หลังจากใต้หล้าโกลาหลครั้งใหญ่ ชิงขูก็ถูกสถานการณ์บังคับให้ตกอยู่ระหว่างการเข่นฆ่าของสองเผ่าพันธุ์ เจียงฉางเชิงใช้วิชาเข้าฝันถ่ายทอดยอดเคล็ดวิชาให้ชิงขู ทำให้ชิงขูยืนหยัดอยู่ในทะเลแห่งความสิ้นหวังได้ ในความฝันเขาเรียกขานตนเองว่าเป็นเทพเซียน ชิงขูเชื่อสนิทใจไม่สงสัยสักนิด แล้วยังช่วยเขาเผยแผ่ความศรัทธาอีกต่างหาก ด้วยเหตุนี้ในทะเลแห่งความสิ้นหวังจึงมีผู้ศรัทธาของเขาเพิ่มมาหลายสิบคน นี่เป็นเรื่องน่ายินดีที่คิดไม่ถึง
ยามใดอาณาจักรที่ชิงขูอยู่พานพบหายนะถึงขั้นจะล่มสลาย เขาจะลงมือสักหนเพื่อให้ผู้ศรัทธาของเขาผลิดอกบานสะพรั่งในทะเลแห่งความสิ้นหวัง หลังจากนั้นหากพวกเขายังต้านไม่ไหวอยู่อีกก็ให้พวกเขาเดินทางมาต้าจิ่งเสีย ระหว่างทางก็เก็บมนุษย์ที่ประสบภัยมาด้วย ช่วยกันเติมอิฐต่อกระเบื้องให้ต้าจิ่งกลายเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์
ปีซุ่นเทียนที่สี่สิบแปด ทะเลสวรรค์เกิดศึกตัดสินอันน่าตื่นตา สำนักมากมายรุมโจมตีเยี่ยสวินตี๋ พวกเขาไม่อยากกลายเป็นสิ่งของในกำมือของต้าจิ่งจึงร่วมมือกันลุกฮือขึ้นต่อต้าน เยี่ยสวินตี๋มิได้สู้เพียงลำพัง เขามียอดฝีมือทั้งหลายของเกาะลอยฟ้าช่วยเหลืออยู่ เจียงฉางเชิงเฝ้ามองอยู่ครู่หนึ่งก็หาจังหวะลงมือไม่ได้ จึงได้แต่ดูเฉยๆ ตัวเขาในตอนนี้ไม่ต้องหาจังหวะลงมือเพื่อรางวัลรอดชีวิตระดับต่ำอีกแล้วเพราะเขาต้องคำนึงถึงแต้มเซ่นไหว้ด้วย มีแต่ต้องรอให้ต้าจิ่งเผชิญกับศัตรูที่สู้ไม่ได้แล้วเขาค่อยลงมือ จึงจะได้รับแต้มเซ่นไหว้เพิ่มพรวดพราด หากปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนในใต้หล้าบ่อยเกินไป กลับจะกลายเป็นไม่ลึกลับน่าอัศจรรย์
สุดท้าย ทะเลสวรรค์ก็พ่ายแพ้ สมัยก่อนตอนเยี่ยสวินตี๋เพิ่งมีพลังเท่ากับหนึ่งแสนไม่กี่หมื่นแต้มเซ่นไหว้ เขาก็สยบทะเลสวรรค์ได้แล้ว นับประสาอะไรกับตอนนี้เล่า
สามปีให้หลัง ปีซุ่นเทียนที่ห้าสิบเอ็ด ต้าจิ่งสูบทะเลสวรรค์มารวมกับอาณาจักรได้แล้ว แผนที่ของพวกเขากว้างใหญ่ขึ้นอีกหน ต้าจิ่งเริ่มเติบโตสู่การเป็นจ้าวผู้ปกครองมหาสมุทร! องค์รัชทายาทเจียงเชอตีเอาทะเลสวรรค์มาได้ทำให้ประชาชนยินดีปรีดายิ่งนัก ชื่อเสียงของเขาขจรขจายไปถึงราชวงศ์แห่งโชคชะตาแห่งอื่น ทำให้อาณาจักรและราชวงศ์แห่งโชคชะตาแต่ละแห่งแอบเคียดแค้น ดูท่าฮ่องเต้สมัยถัดไปของต้าจิ่งก็เป็นโอรสสวรรค์ผู้รักการทำสงครามอีกแล้ว
ปลายเดือนสี่ สติของเจียงฉางเชิงจมลงในโลกมรรคา เพราะโลกมรรคาเป็นของเขา เขาจึงสร้างร่างมายาของตนเองออกมาให้เหมือนตัว เขากำลังเดินเตร็ดเตร่อยู่ในโลกมรรคาจริงๆ ได้ เขายืนอยู่ริมสระวิวัฒน์มังกร แล้วมองไป๋หลงที่ขดตัวอยู่ในสระ ไท่ซุย ไท่วากับไท่ซีนั่งอยู่ข้างกายเขา ทุกคนต่างชะเง้อคอรอคอย ธาราวิญญาณในสระมังกรจำแลงใกล้แห้งขอดแล้ว ส่วนไป๋หลงก็ลอกคราบสำเร็จแล้วเช่นกัน
เขามังกร หนวดมังกร กรงเล็บมังกร เกล็ดมังกรและขนมังกรสีเขียวครามบนสันหลัง มังกรขาวตัวจริงเสียงจริงปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเจียงฉางเชิงแล้ว หลังจากถอดคราบกลายเป็นมังกรที่แท้จริงได้สำเร็จ ไป๋หลงก็ได้ความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งติดตัวมา นั่นก็คือมันทำให้ร่างมังกรหดเล็กได้ ต่อให้ร่างจริงของมันยาวร้อยจั้ง มันก็หดร่างให้เล็กเหลือสามจั้งกว่าได้ แน่นอนว่าสำหรับคนธรรมดา ความยาวสามจั้งก็นับเป็นขนาดตัวที่ใหญ่อย่างยิ่งแล้ว มิเสียทีเป็นสระวิวัฒน์มังกรที่ได้มาจากรางวัลรอดชีวิต เพียงอาศัยสิ่งนี้ ไป๋หลงก็ก้าวข้ามสัตว์ปีศาจทั้งหลายในโลกแห่งยุทธ์ กลายเป็นเหมือนสัตว์ปีศาจในเทวตำนาน
ไป๋หลงค่อยๆ ฟื้นสติ มันปรือตาเปิดก็เห็นเจียงฉางเชิง มันดีใจยิ่งนักโถมตัวเข้ามาหาเจียงฉางเชิงทันที แต่ผลปรากฏว่ามันกลับทะลุผ่านร่างมายาของเขาไปชนโครมกับไท่ซุยจนอีกฝ่ายกระเด็น ไป๋หลงในยามนี้บรรลุขั้นกายาทองคำแล้ว ทั้งยังอยู่ห่างจากขั้นจักรวาลไม่ไกล เมื่อรวมกับสายเลือดมังกร ต่อให้เป็นผู้ฝึกยุทธขั้นจักรวาลก็ไม่น่าจะจัดการมันได้ ความเร็วและพละกำลังของมันเพิ่มพรวดพราดอย่างเห็นชัดที่สุด
เจียงฉางเชิงหมุนตัวมาหามันแล้วคลี่ยิ้ม
“เจ้าตัวโตขนาดนี้แล้ว ยังจะทำตัวไม่ยั้งคิดเช่นนี้อีกหรือไร”
ไป๋หลงหันกลับมาแล้วขยับมาตรงหน้าเขา มันหัวเราะอย่างร่าเริง
“อยู่ต่อหน้านายท่าน ข้าจะเป็นงูน้อยตัวนั้นตลอดไป”
มันถูกเจียงฉางเชิงเลี้ยงมาตั้งแต่เล็ก พอลืมตาขึ้นมาใบหน้าแรกที่มองเห็นก็คือเจียงฉางเชิง ดังนั้นคำพูดที่มันเอ่ยออกมานี้คือความจริงจากหัวใจ ไท่วาถามเสียงอ่อนหวานว่า
“พี่สาวไป๋หลง ตอนนี้ท่านเก่งกาจมากแล้วใช่หรือไม่ ไปสู้กับท่านยายต้นไม้ไหวหรือยัง”
ไป๋หลงเผลอหันไปมองต้นไม้ยักษ์น่ากลัวที่เชื่อมระหว่างฟ้าดินต้นนั้นตรงขอบฟ้า ร่างมังกรสั่นระริกเอ่ยว่า
“จะไหวได้อย่างไรเล่า ข้ายังห่างชั้นอีกไกล”
“ต่อจากนี้เจ้าก็ปรับตัวให้คุ้นกับร่างมังกรให้ดี สองเดือนหลังจากนี้ข้าจะพาเจ้ากลับเขามังกรผงาดไปพบไป๋ฉีสักหน่อย”
เจียงฉางเชิงเอ่ยขัด ไป๋หลงได้ยินดังนั้นก็ตื่นเต้นดีใจ มันผงกศีรษะหงึกหงักตอบรับทันที มันเองก็คิดถึงเรือนหลังนั้นอย่างยิ่ง
สองเดือนหลังจากนั้น เจียงฉางเชิงเดินเข้ามาในหมอกวงกตแล้วปล่อยไป๋หลงออกมา ก่อนจะพาไป๋หลงเดินกลับมาถึงเรือน
“มาดูเร็วว่าใครกลับมาแล้ว”
เสียงของเจียงฉางเชิงลอยมาก่อน ปีศาจทั้งสามตนกับเยี่ยสวินตี๋ลืมตาขึ้นมา ปีศาจทั้งสามหันไปมองด้านหลังเจียงฉางเชิงตามสัญชาตญาณ จากนั้นขนของพวกมันก็พองฟูพร้อมกัน สัตว์สีขาวขนาดยักษ์หน้าตาองอาจสงางามตัวหนึ่งโผล่ออกมาจากหมอกวงกตด้านหลังเจียงฉางเชิง รูปร่างหน้าตาของมันเหมือนมังกรบนเสื้อคลุมมังกรของโอรสสวรรค์ยิ่งนัก เพียงแต่ว่ามังกรตัวนี้เป็นสีขาว
“มัง…มัง…”
เยี่ยสวินตี๋ตกตะลึง แม้แต่เสียงยังสั่นไหว เขาวิ่งปราดไปข้างไป๋หลงทันที หลังจากเพ่งพิจดูอย่างละเอียดก็อุทานอย่างตกตะลึง
“คิดไม่ถึงว่ามังกรจะไม่ใช่ตำนานหลอกลวง แต่มีตัวตนอยู่จริงๆ นี่มันน่าเกรงขามเกินไปแล้ว มรรคาจารย์ท่านไปจับมาได้จากที่ใดกัน”
เจียงฉางเชิงหัวเราะ
“มันก็คือไป๋หลง งูวิเศษผู้พิทักษ์ภูเขาก่อนหน้านี้อย่างไรเล่า”
“อะไรนะ มันคือไป๋หลงอย่างนั้นรึ”
ไป๋อีเบิกดวงตาหมาป่าจนกลมโต น้ำเสียงเหมือนไม่อยากจะเชื่อ ไป๋หลงหัวเราะอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง
“ไป๋ฉี คิดไม่ถึงละสิ ข้ากลายเป็นมังกรจริงๆ แล้ว หลังจากนี้ดูซิว่าเจ้าจะมาล้อนามของข้าได้อย่างไรอีก”
พอได้ยินเสียงของมันไป๋ฉียิ่งตกตะลึง เพราะไป๋หลงเอาแต่ตามไป๋ฉีมาตั้งแต่เล็ก มันจึงเลียนอย่างไป๋ฉีมาอย่างไม่รู้ตัว กลายเป็นว่าพอกลายร่างแล้ว เสียงของไป๋หลงจึงคล้ายมันอย่างยิ่ง จนฟังเสียงแล้วเหมือนพวกมันเป็นพี่น้องกัน ณ ห้วงเวลานั้น ภายในเรือนครึกครื้นอย่างยิ่ง
หยางโจวได้ยินเสียงเอะอะเกิดเป็นกังวลจึงวิ่งมาสำรวจสถานการณ์ พอเห็นไป๋หลง เขาก็ตกตะลึงในทันใด มังกรหรือ ก่อนหน้านี้ตอนหยางโจวเดินทางไปทะเลสวรรค์ เขาเคยเห็นมังกรน้ำมาแล้ว แต่สิ่งที่ถูกเรียกว่ามังกรน้ำนั้นแท้จริงแล้วก็เป็นเพียงปีศาจงูที่มีเขางอกออกมาเท่านั้น พวกมันแตกต่างจากมังกรไกลโพ้น ดังนั้นเมื่อเห็นไป๋หลง เขาจึงตกตะลึงเช่นกัน
พวกเขาเอะอะเจี๊ยวจ๊าวกันอยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นเรือนก็กลับมาเงียบสงบ เจียงฉางเชิงใช้วิชาขี่เมฆาทะยานหมอกเหาะขึ้นฟ้าแล้วบอกว่า
“ไป๋หลง ไปกับข้า ให้ประชาชนต้าจิ่งได้ยลโฉมเจ้าเสียหน่อย ให้รูปลักษณ์อันเป็นมงคลของเจ้าช่วยขับไล่เภทภัย นำโชคลาภมาสู่ต้าจิ่ง”
“ได้อยู่แล้ว!”
ไป๋หลงเหาะตามเขาขึ้นไป หนึ่งมนุษย์กับหนึ่งมังกรหายไปท่ามกลางหมอกวงกต ไม่นานเจียงฉางเชิงก็ขี่มังกรขาวเหาะออกมาจากเขามังกรผงาด รัศมีเทพเจิดจ้าแผ่แสงแรงกล้าอยู่ด้านหลังศีรษะของเขา ทำให้เขาดูลึกลับและสะดุดตา เขายืนบนหัวมังกรแล้วให้ไป๋หลงบินวนรอบเมืองหลวง จากนั้นก็กู่ร้องคำราม
เสียงมังกรคำรามดังสะเทือนเลื่อนลั่นฟ้าดินดึงให้คนนับไม่ถ้วนแหงนหน้ามองฟ้า แม้แต่ฮ่องเต้กับองค์รัชทายาทก็วิ่งออกมาดูสถานการณ์ นั่นทำให้พวกเขาได้เห็นภาพอันน่าตกตะลึงบนท้องนภา
“นั่นมันมังกรหรือ มังกรขาวตนหนึ่ง!”
“มันออกมาจากเขามังกรผงาด ที่แท้บนโลกนี้ก็มีมังกรจริงๆ”
“บนหัวมังกรคือมรรคาจารย์ไม่ใช่หรือ”
“เล่ากันว่าอารามมังกรผงาดมีงูวิเศษที่คอยปกปักษ์ภูเขาอยู่ตัวหนึ่ง แล้วมันก็เป็นงูขาว หรือว่ามังกรตัวนี้จะกลายร่างมาจากงูขาวตัวนั้น”
“ท่านเซียน ท่านเซียนขี่มังกร…นี่เป็นลางแห่งความรุ่งเรือง…”
ผู้เฒ่าผู้แก่จำนวนไม่น้อยในเมืองพากันคุกเข่า จรดศีรษะกับพื้นคำนับเจียงฉางเชิง ภาพเช่นนี้แผ่ขยายกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว ไป๋หลงบินวนเก้ารอบก็เหาะออกจากเมืองหลวง มันเตรียมตัวจะเหาะตระเวนไปทั่วต้าจิ่งตามคำสั่งของเจียงฉางเชิงเพื่อให้ผู้คนทั้งต้าจิ่งเห็นร่างของมัน ด้วยเหตุนี้เองแต่ละเมืองจึงได้ตื่นตะลึงกับมังกรขาวและมรรคาจารย์ ข่าวสารแพร่ออกไปรวดเร็วอย่างยิ่ง
ประจวบเหมาะกับคิมหันต์กำลังมาเยือน เจียงฉางเชิงจึงถือโอกาสเรียกลมเรียกฝนเล็กน้อยมาปลอบประโลมผืนดินอันร้อนระอุ ทำให้ตำนานท่านเซียนขี่มังกรดูอัศจรรย์ขึ้นไปอีก